- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 14 มันคือหอยหลอด
บทที่ 14 มันคือหอยหลอด
บทที่ 14 มันคือหอยหลอด
เจียงหานพูดไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไร เพียงแค่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้ในหมู่บ้านจะมีคำร่ำลือแบบนี้เกิดขึ้น
“ไม่เป็นไรครับป้า ตอนผมอายุเท่านี้ผมก็ซนเหมือนกัน”
ป้ากุ้ยฮวายิ้มเจื่อนๆ เจ้าตัวเล็กดูเหมือนยังไม่หนำใจ อยากจะถูไถขอแบ่งดวงอีกสักสองสามที แต่ถูกป้ากุ้ยฮวาล็อกตัวเอาไว้เสียก่อน
เจียงหานรีบจ้ำอ้าวออกจากบ้านป้ากุ้ยฮวาทันที
ตอนเดินออกมา เขาบังเอิญเจอหวังเสี่ยวเป่ากับหลี่เสี่ยวยา ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าสายตาที่เด็กแสบสองคนนี้มองมาที่เขามันดูแปลกพิลึกชอบกล
ในขณะที่เขากำลังเร่งฝีเท้าจะกลับบ้าน ป้าเหยินก็เดินยิ้มร่าเข้ามาหา “อาหาน ขอเสื้อเก่าๆ ของเธอให้ป้าสักตัวได้ไหม?”
มองดูรอยย่นบนใบหน้ากับรอยยิ้มประจบประแจงของป้าเหยิน เจียงหานที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตกก็มีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหัว
“ป้าจะเอาเสื้อเก่าผมไปทำอะไรครับ?”
แต่ก่อนก็ไม่เคยได้ยินว่าป้าเหยินมีรสนิยมแปลกๆ แบบนี้นี่นา?
“ก็เมียลูกชายป้าน่ะสิ ท้องไส้ไม่มีวี่แววสักที ป้าจะเอาเสื้อเก่าของเธอไปไว้ใต้หมอนของผัวเมียคู่นั้น เผื่อจะได้ติดเชื้อความโชคดีไปบ้าง”
เจียงหานยืนอึ้งกิมกี่ เขาไม่ใช่เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตรเสียหน่อย
แถมเอาเสื้อเก่าของเขาไปยัดไว้ใต้หมอนผัวเมียชาวบ้าน แค่คิดเขาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว
เรื่องให้เสื้อน่ะไม่มีทางแน่ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดเศษผ้าปูโต๊ะเก่าๆ ให้ป้าเหยินไปชิ้นหนึ่ง
ป้าเหยินรับเศษผ้าปูโต๊ะชิ้นนั้นไปอย่างปรีดิ์เปรมแล้วเดินจากไปอย่างมีความสุข
คืนนี้เริ่มหาของทะเลได้ตอนสองทุ่ม จางไห่ไต้ขี่จักรยานมือสองที่ไม่รู้ไปหามาจากไหนมาถึงตอนทุ่มครึ่ง
เจียงหานมุมปากกระตุก เจ้านี่เล่นเกมจนถึงป่านนี้เลยเหรอเนี่ย
ยังดีที่ไม่กระทบเวลาหากิน
ตอนที่พวกเขาไปถึงหาดเลน คนบนหาดเยอะกว่าเมื่อวานเสียอีก
ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว
ชาวบ้านบางคนมีไฟฉายคาดหัวก็สวมมา บางคนไม่มีก็ถือไฟฉายส่องไปทั่ว
ถ้าคนจากพื้นที่อื่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเดินผ่านมาแถวนี้ คงได้หลอนกันบ้าง
ไม่รู้ว่าคนพวกนี้คิดอะไรกันอยู่
ต่อให้พวกเขามาหาของทะเลพร้อมกับเจียงหาน คนที่ขนของกลับไปเต็มไม้เต็มมือก็คือเจียงหานอยู่ดี ส่วนพวกเขาก็เหมือนปกติ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
แต่คนพวกนี้ก็ยังไม่ถอดใจ
จางไห่ไต้บ่นอุบ “พวกนี้กะจะมาแย่งของกับเราหรือไง?”
เจียงหานกลับใจเย็น “ทะเลนี้เป็นของทุกคน” เขาไม่มีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้คนอื่นมาหาของกิน
ที่ทำให้เจียงหานแปลกใจคือ วันนี้เขาเห็นพวกป้าๆ ที่ปกติยึดห้องไพ่นกกระจอกเป็นบ้าน ออกมาเดินหาหอยกันด้วย
ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่คนมีความสามารถพากันออกไปจากหมู่บ้าน ส่วนคนที่ยังอยู่ก็เริ่มขี้เกียจขึ้นเรื่อยๆ
ยกเว้นพวกคนแก่มากๆ พวกป้าบางคนที่อายุแค่สี่สิบห้าสิบปีก็เริ่มปล่อยตัวแล้ว
จนก็ส่วนจน แต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความขี้เกียจของพวกหล่อน
ผู้ชายออกไปทำงานหาเงินข้างนอก พวกหล่อนก็จับกลุ่มเล่นไพ่นกกระจอกฆ่าเวลาอยู่ในหมู่บ้าน
เงินหมดก็แบมือขอผัว ไม่เคยคิดจะหาเงินหาทองเอง
สถานการณ์วันนี้ถือว่าแปลกตาจริงๆ
เจียงหานไม่ได้เดินเข้าไปเบียดเสียดในดงคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนพวกนั้นจะไม่เห็นเจียงหาน
พอลุงจางตะโกนเรียกขึ้นมาคำเดียว คนหาของทะเลคนอื่นๆ ก็หยุดมือ พากันเดินกรูเข้ามาหาเจียงหาน
ไม่ตบไหล่ก็ขอมือจับ
เจียงหานเริ่มจะทนไม่ไหว รีบวิ่งหนีออกมาจากวงล้อม
ยังดีที่คนพวกนั้นไม่ได้วิ่งตามมา
แนวชายฝั่งแถบนี้ยาวมาก เจียงหานพาจางไห่ไต้เดินไปทางทิศเหนือ บริเวณรอยต่อระหว่างหาดทรายกับหาดโคลน ตรงนั้นมีทรายเยอะกว่า
ตอนนี้ระยะสแกนของเขาคือยี่สิบเมตร การสแกนหาของจึงง่ายดายขึ้นมาก ต่อให้เป็นตอนกลางคืนก็ไม่มีผลต่อการมองเห็นของเขาเลยสักนิด
“ชิ...” แปลกจริงแฮะ
“เป็นอะไรพี่หาน?”
“ไม่มีอะไร” เขาจะบอกได้ยังไงว่าวันนี้ข้างล่างไม่มีของดีเลย?
หรือว่าดวงจะถูกดูดไปแล้วจริงๆ?
ระบบนี้ช่วยให้เขามองเห็นของที่อยู่ข้างล่าง แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มค่าความโชคดี
ในเมื่อทั้งแถบไม่มีของดี เขาก็ย่อมขุดไม่เจอของดี
เจียงหานหันกลับไปมองจุดที่ชาวบ้านรวมตัวกันอยู่
ทางฝั่งนั้นก็ดูท่าจะไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ตอนเดินผ่านเขาก็เห็นแต่พวกของราคาถูก
“พี่หาน เราเดินมาไกลมากแล้วนะ” จางไห่ไต้เตือน
เจียงหานถอนหายใจ สุดท้ายก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในบรรดาสิ่งที่แย่พอกัน เขาเดินย้อนกลับมาประมาณสิบห้าเมตร
“เอาขวดเกลือมาหรือเปล่า?”
เจียงหานเคยคิดว่าด้วยสกิลสแกนระดับเทพของเขา คงไม่ต้องพึ่งพาของอย่างขวดเกลือหรอก
แต่ตอนนี้...
“เอามา” จางไห่ไต้หยิบขวดใส่เกลือขวดใหญ่สองขวดออกมาจากเป้
ถ้าเป็นฟาร์มเลี้ยง คนหาของจะรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปจับตัวอะไร
แต่ที่นี่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติ เจออะไรได้ทั้งนั้น จางไห่ไต้เลยพกอุปกรณ์มาเผื่อทุกอย่าง
เป้ของเขาเลยหนักอึ้ง
ขวดเกลือสองขวดนี้ เจียงหานกับจางไห่ไต้แบ่งกันคนละขวด
“พี่หาน เราต้องใช้ขวดเกลือด้วยเหรอ?”
เจียงหานพยักหน้า เขาใช้เสียมแซะทรายผิวหน้าออก
เผยให้เห็นรูพรุนถี่ยิบอยู่ข้างล่าง
จางไห่ไต้ตาลุกวาว “รูถี่ขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นหอยหลอด?”
หอยหลอดมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าขุดเจอตัวหนึ่ง ข้างๆ กันก็น่าจะมีตัวอื่นอยู่ด้วย
จางไห่ไต้ไม่รอช้า จ่อปากขวดแหลมๆ ไปที่ปากรูแล้วบีบเกลือลงไป
รูนั้นพ่นน้ำออกมานิดหน่อย แล้วก็เงียบไป
อย่าดูถูกว่ามันเป็นหอยมีเปลือก เจ้าพวกนี้มุดหนีใต้ทรายเร็วใช้ได้เลย
จางไห่ไต้รีบเติมเกลือซ้ำลงไปอีกนิด เจ้าหอยหลอดตัวนั้นก็โผล่พรวดออกมาจากรู
“หอยหลอดจริงๆ ด้วย”
จางไห่ไต้คว้าหมับ จับหอยหลอดที่โผล่ออกมาครึ่งตัวโยนลงถังอย่างรวดเร็ว
“พี่หาน หอยหลอดไม้ไผ่ตัวนี้ใหญ่ชะมัด เรียกราชันหอยหลอดได้เลยมั้งเนี่ย”
“จะเรียกว่าราชันก็ได้แหละ อย่างน้อยในบรรดาหอยตามธรรมชาติ ไซซ์นี้ก็ถือว่าใหญ่มากแล้ว”
ราคาหอยหลอดค่อนข้างถูก เพราะคนเลี้ยงกันเยอะ หอยหลอดในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นหอยเลี้ยง ทำให้ราคาหอยตามธรรมชาติพลอยตกต่ำไปด้วย
หอยหลอดแบบนี้ ราคาขายปลีกน่าจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบหยวนต่อชั่ง
ถ้าเขาเอาไปขายเจียงเอ๋อเหมา ราคาน่าจะอยู่ที่ยี่สิบถึงสามสิบหยวน
ถึงของวันนี้จะเทียบกับสองวันก่อนไม่ได้ แต่เขาก็พอใจแล้ว ถ้าไม่ได้ผูกมัดกับระบบ เขาจะไปหาดงหอยหลอดแบบนี้เจอได้ที่ไหน
พอเจียงหานกับจางไห่ไต้ตกลงปลงใจว่าจะขุดเจ้านี่ ทั้งสองคนก็ลงมืออย่างคล่องแคล่ว
เจียงหานถือขวดเกลือ ฉีดเกลือลงไปทีเดียวสิบกว่ารู
พอเจอความเค็มระดับเข้มข้น หอยหลอดพวกนั้นก็พากันโผล่หัวออกมาสลอน
เจียงหานมือไวคว้าพวกมันออกมาทีละตัว
การใช้เกลือล่อหอยหลอดออกมามีข้อดีคือ ตัวหอยจะสมบูรณ์ ไม่แตกหักเสียหาย
แถมยังประหยัดแรงอีกต่างหาก
เจียงหานหันไปมอง ก็เห็นว่าจางไห่ไต้จับหอยหลอดแถวนั้นจนเกลี้ยงแล้ว
“ความเร็วใช้ได้นี่”
จางไห่ไต้ไม่ค่อยได้รับคำชมเท่าไหร่ ปกติเรื่องต่อยตีเขาไม่เคยถอย แต่พอโดนชมเข้าหน่อยกลับทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น
เจียงหานเห็นจางไห่ไต้ทำท่าจะสุ่มขุดไปมั่วๆ ก็รั้งตัวไว้
เขาชี้ไปทางทิศใต้ “เดินไปทางนี้สักสิบเมตร ลองดูตรงนั้น”