เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 68 สัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร!

บทที่ 68 สัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร!

บทที่ 68 สัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร!


บทที่ 68 สัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร!

ในขณะที่ไป๋เย่กำลังเปิดกล่องหีบสมบัติอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง...

เย่เสวียนทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็วิดีโอคอลหาคุณแม่ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับวัสดุที่ไป๋เย่ต้องการ หลังจากนั้นเธอก็วางสายและเริ่มจัดการธุระของตัวเอง

ทว่า แม่ของเย่เสวียนกลับไปหาพ่อของเย่เสวียนแทน

ที่แห่งนั้นคือภายในสำนักงาน

พ่อของเย่เสวียนกำลังพูดคุยกับหลายคน ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีออร่าที่ทรงพลังแผ่ออกมาดูแล้วไม่ธรรมดาเลย

เมื่อเห็นภรรยามาถึงเขาก็โบกมือ ทุกคนก็พยักหน้าทันทีแล้วหันหลังเดินจากไป

พ่อของเย่เสวียนยิ้มและถามว่า “มีอะไรเหรอ? ลูกสาวของเราเจอปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่าหรอก”

แม่ของเย่เสวียนส่ายหน้าไปมาพร้อมกับคิ้วขมวดเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉันจำได้ว่านายเคยได้สูตรยามาสูตรหนึ่ง วัสดุที่ต้องใช้คือ ‘ดินวิญญาณ’ ใช่ไหม?”

พ่อของเย่เสวียนอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วถามขึ้น “หืม? เธอพูดถึงสูตรยาของอาชีพชาวสวนคนนั้นใช่ไหม?”

“ใช่” แม่ของเย่เสวียนพยักหน้าและพูดว่า “ฉันจำได้ว่าตอนที่นายเห็นสูตรยานั้น นายเหม่อไปนานมากแถมยังถอนหายใจว่าไม่รู้ว่าในอนาคตใครจะได้อาชีพนี้ไป อาชีพนี้มันมีอะไรพิเศษนักหรือ?”

พ่อของเย่เสวียนส่ายหน้าและพูดว่า “พิเศษน่ะเหรอ? แน่นอนว่าต้องพิเศษสิ อาชีพที่สามารถนำไปสู่เส้นทางแห่งเทพได้ จะไม่พิเศษได้ยังไง?”

“แต่ทำไม จู่ ๆ เธอถึงพูดถึงเรื่องนี้ล่ะ?” พ่อของเย่เสวียนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาค่อนข้างเข้าใจภรรยาของตัวเองดี ถ้าไม่มีสถานการณ์พิเศษ เธอคงไม่พูดถึงเรื่องนี้กะทันหัน เห็นได้ชัดว่าต้องมีเหตุผล

แม่ของเย่เสวียนพยักหน้าด้วยสีหน้าประหลาดแล้วพูดขึ้น “เมื่อกี้ลูกสาวมาถามฉันเรื่องดินวิญญาณ

บอกว่าเพื่อนของเขาอยากซื้อไปใช้ทำน้ำยาเลื่อนขั้น”

“เธอหมายถึง...”

เมื่อได้ยินคำพูดของภรรยา พ่อของเย่เสวียนก็ลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหันด้วยสีหน้าตกตะลึงและแฝงด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย

ที่เขาเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลก เพราะด้วยสถานะของเขา ย่อมเข้าใจศักยภาพของบางอาชีพและความน่ากลัวเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมากกว่าคนทั่วไป

ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่พูดถึงบรรดาพวกที่สามารถโลดแล่นในเขตหมอกหนาได้อย่างอิสระและไม่เกรงกลัวใครในปัจจุบันนี้ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาล้วนเป็นอาชีพพิเศษที่สามารถนำไปสู่เส้นทางแห่งเทพได้

อาชีพที่นำไปสู่เส้นทางแห่งเทพนั้นมีไม่มากและโดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีคนหนึ่งได้รับอาชีพนั้นไปแล้ว จะไม่มีคนที่สองปรากฏขึ้นมาอีก

ด้วยเหตุนี้ อาชีพที่นำไปสู่เส้นทางแห่งเทพแต่ละอาชีพ จึงเป็นสิ่งที่กองกำลังใหญ่ต่างๆ พยายามเชิญชวนและดึงดูดอย่างยิ่ง และอาชีพชาวสวนก็เป็นหนึ่งในอาชีพเหล่านั้น

แต่ก่อนหน้านี้ อาชีพชาวสวนยังไม่เคยถือกำเนิดขึ้นมาก่อน

หรือว่าตอนนี้ ในที่สุดก็จะมีการถือกำเนิดขึ้นแล้ว?

“น่าจะเป็นอย่างนั้นมากที่สุด”

แม่ของเย่เสวียนพยักหน้าและพูดว่า “เสวียนเอ๋อร์บอกว่าวัสดุที่คนคนนั้นต้องการ นอกจากดินวิญญาณแล้วยังมีดอกไม้หลอมรวมวิญญาณและผลไม้ฟ้าวิญญาณด้วย”

“ขอดูหน่อย”

พ่อของเย่เสวียนโบกมือ แต่ทันใดก็มีสูตรยาลอยขึ้นมาในมือ เขาก็รีบดูด้วยความตื่นเต้น

ไม่นานนัก พ่อของเย่เสวียนก็พยักหน้าด้วยความตื่นเต้นและพูดว่า “ไม่ผิดแน่ วัสดุตรงกันเป็นส่วนใหญ่

ดูท่าว่าชาวสวนจะปรากฏตัวขึ้นจริงแล้ว”

แม่ของเย่เสวียนมองท่าทางของสามีอย่างขบขันและพูดว่า “ทำไม? นายอยากจะดึงตัวเขาเข้าร่วมเหรอ?”

“แน่นอนอยู่แล้ว”

พ่อของเย่เสวียนพยักหน้าและพูดว่า “ถ้าหากชาวสวนเข้าร่วม เมื่อเขาเติบโตขึ้น โครงสร้างอำนาจในเขตหมอกหนาอาจจะไม่แน่นอนอีกต่อไป”

“นายอาจจะต้องผิดหวัง”

“ทำไมล่ะ?”

แม่ของเย่เสวียนอธิบายว่า “เสวียนเอ๋อร์บอกว่าเพื่อนของเธอระมัดระวังตัวมาก ต่อให้นายรู้ว่าเขาเป็นชาวสวน เขาก็อาจจะไม่ยอมรับแถมเพื่อนคนนั้นก็ดูเหมือนจะมีโชคดีอย่างมาก เพิ่งจะกลายเป็นนักผจญภัยได้ไม่ถึงเดือน ก็สามารถหาคู่หูจักรกลได้แล้ว คนแบบนี้ ในอนาคตจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน แล้วนายดูพวกที่เดินบนเส้นทางแห่งเทพในเขตหมอกหนาสิ มีใครบ้างที่ยอมอยู่ใต้ใคร?”

“อาชีพที่เดินบนเส้นทางแห่งเทพเหล่านี้เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่มีความเย่อหยิ่งในใจ และมีความทะเยอทะยาน”

“นั่นก็จริง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อของเย่เสวียนก็พยักหน้าและพูดว่า “แต่ในเมื่อดึงตัวเข้าร่วมไม่ได้ งั้นก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ เธอน่าจะรู้ว่าควรทำยังไง”

“วางใจได้ ฉันรู้แล้ว”

แม่ของเย่เสวียนกลอกตาไปมาพร้อมกับเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

พ่อของเย่เสวียนทรุดตัวลงนั่งและถอนหายใจ “อาชีพชาวสวน... จะเป็นเหมือนในตำนานจริงๆ หรือ...”

ไป๋เย่ไม่รับรู้เรื่องราวในเขตหมอกหนาเลย

ขณะนี้ ไป๋เย่ได้เปิดกล่องหีบสมบัติแล้ว ก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น

[ยินดีด้วย คุณได้เปิดกล่องหีบสมบัติทองแดงและได้รับรางวัลดังต่อไปนี้]

[ยินดีด้วย คุณได้รับเหรียญปาฏิหาริย์ x1000]

[ยินดีด้วย คุณได้รับน้ำยาเพิ่มพลัง x1]

[ยินดีด้วย คุณได้รับกล่องหมวกนิรภัย x1]

[ยินดีด้วย คุณได้รับ แผนที่ x1]

[ยินดีด้วย คุณได้รับ หินว่างเปล่า x1]

“หืม? ดูเหมือนจะมีของที่ไม่ธรรมดาออกมาแฮะ”

ไป๋เย่ประหลาดใจเล็กน้อยและรีบตรวจสอบทันที

‘เหรียญปาฏิหาริย์’ ไม่ต้องพูดถึง

ส่วนน้ำยาเพิ่มพลังนั้น ไป๋เย่เคยได้รับมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแนะนำมาก

สำหรับ ‘หมวกนิรภัย’...

ช่างเถอะ เก็บไว้ก่อน

สำหรับตอนนี้ ไป๋เย่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ของสิ่งนี้แต่เอาไว้ในอนาคต อาจจะจำเป็นต้องใช้ก็ได้ก็เลยเก็บมัน

ไว้ก่อนรวมถึงแผนที่ด้วยเช่นกัน

ไป๋เย่ยังไม่รีบดูแผนที่แต่เลือกที่จะดูหินก้อนนั้นก่อน

ถูกต้อง

มันไม่ใช่ 1 หน่วย แต่เป็นเพียง 1 ก้อน เป็นหินว่างเปล่า 1 ก้อน มีขนาดประมาณกล่องอาหารและหลังจากอ่านคำอธิบายแล้ว ดวงตาของไป๋เย่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความตื่นเต้นออกมา

[หินว่างเปล่า: วัตถุแห่งความว่างเปล่า เป็นวัสดุพิเศษที่ประกอบด้วยพลังแห่งมิติ เป็นอาหารที่สิ่งมีชีวิตแห่งความว่างเปล่าชื่นชอบที่สุด หาได้ยากมากและมีประโยชน์หลายอย่าง]

“เป็นวัสดุพิเศษที่ประกอบด้วยพลังแห่งมิติเชียวเหรอเนี่ย”

ไป๋เย่ประหลาดใจ

พลังทั้งสองอย่างทั้งเวลาและมิติ เป็นพลังที่ปริศนาอย่างยิ่งมาโดยตลอด

วัสดุที่ประกอบด้วยพลังทั้งสองนี้ก็เช่นกัน

อย่างน้อยไป๋เย่ก็ไม่เคยเห็นวัสดุประเภทนี้ในอินเทอร์เน็ตเลยแต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ ตัวเองจะเปิดได้จากกล่องหีบสมบัติทองแดง

ช่างน่าทึ่งจริงๆ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป เขาคงถูกคนจำนวนไม่น้อยด่าว่าเป็นพวก 'มือขึ้น' (ผู้โชคดีเกินไป)

เป็นแน่

ขณะคิดเช่นนั้น ในใจของไป๋เย่รู้สึกยิ้มเบาๆ

น่าเสียดายที่หินว่างเปล่ามีแค่ก้อนเดียว

ถ้ามีแค่ก้อนเดียว ไป๋เย่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้ามีมากกว่านี้สักหน่อย ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือวัสดุสำหรับการอัปเกรดเสี่ยวไป๋ในอนาคต

แต่ถ้าคิดดูดีๆ ก็เป็นเรื่องปกติ

การที่กล่องหีบสมบัติทองแดงจะเปิดได้ก้อนหนึ่ง ก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้าเปิดได้เป็น ‘ 1 หน่วย’ ไป๋เย่ต่างหากที่จะต้องสงสัยว่ากล่องหีบสมบัติมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ไป๋เย่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเก็บหินว่างเปล่าและหยิบแผนที่ขึ้นมาดูต่อ

ข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ก็ปรากฏขึ้นในดวงตา

[แผนที่: แผนที่ปริศนา มีการบันทึกเส้นทางเอาไว้ ดูเหมือนจะอยู่ในสถานที่ที่ไม่ไกลนัก ปลายทางของแผนที่ อาจจะซ่อนสมบัติไว้ แต่อาจจะเกิดอันตรายก็ได้ คุณต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ ว่าจะไป... หรือไม่ไป?]

บนแผนที่มีการทำเครื่องหมายเส้นทางไว้

ไป๋เย่ลูบคางและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ข้อมูลไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก อาจเป็นสมบัติหรืออาจเป็นอันตราย ดังนั้นจึงทำให้ไป๋เย่รู้สึกลังเลและสับสนเล็กน้อย

สมบัติก็ดีอยู่แล้วแต่ถ้าเป็นอันตรายล่ะก็... คงจะยุ่งยากไม่น้อย

“ควรไปดีไหม?” ไป๋เย่คิดในใจ

ไม่นานนักไป๋เย่ก็ตัดสินใจได้

ไป!

ตราบใดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอย่าง เช่น มียักษ์ร้อยตาอยู่ ถึงแม้จะมีอันตราย ไป๋เย่ก็เชื่อว่าเสี่ยวไป๋สามารถพาเขาหนีไปได้และถ้าหากว่ามีสมบัติมหาศาลจริงๆ ถ้าเขาไม่ไปก็คงจะขาดทุนหนักมากใช่ไหมล่ะ?

และเมื่อดูจากเส้นทางบนแผนที่แล้ว ดูเหมือนว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไกลนักจริงๆ ไป๋เย่กลับเข้าไปในบ้านจักรกลและสั่งเสี่ยวไป๋ให้เดินตามเส้นทางบนแผนที่ทันที

ส่วนตัวเองก็เอาของทั้งหมดไปใส่ไว้ในคลัง ขณะเดียวกันก็ออกจากคลังและไปยังห้องฝึกซ้อมด้วย

เพื่อเตรียมฝึกฝนวิชาดาบพื้นฐาน

สำหรับน้ำยาเพิ่มพลัง ไป๋เย่ยังไม่ได้ใช้ เพราะเขาถึงขีดจำกัดแล้ว การใช้ก็จะไม่ช่วยเพิ่มอะไร ส่วนคนอื่นๆ ยกเว้นซูถงถงก็ใช้ไม่ได้

ส่วนซูถงถงนั้น ไป๋เย่กำลังคิดว่าจะให้เธอใช้หรือไม่

ที่จริงแล้ว ด้วยสัญญาที่มีอยู่ในมือ ไป๋เย่ได้ควบคุมวิญญาณของซูถงถงไว้แล้ว ดังนั้นในความคิดของไป๋เย่ ถ้าเป็นไปได้ก็ยังสามารถฝึกฝนซูถงถงได้

ในอนาคต อาจจะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเขาคนหนึ่งด้วย

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไป๋เย่ก็มีข้อสรุปในใจบางอย่าง แต่ไม่นานนัก ไป๋เย่ก็จมดิ่งอยู่กับการฝึกซ้อม เพราะมีผ้าคาดหัวตอนฝึกซ้อม ประกอบกับมีหุ่นเชิดอมตะที่เป็นคู่ซ้อม ไป๋เย่จึงเริ่มแกว่งดาบกระดูกต่อสู้กับหุ่นเชิดอมตะในห้องฝึกซ้อมทันที

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไป๋เย่เริ่มเชี่ยวชาญวิชาดาบพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและเริ่มมีกลิ่นอายของฝีมือแล้วแต่ก็เพียงเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเต็มระดับในทันที

ผ่านไปอีกประมาณสามชั่วโมง

เสี่ยวไป๋ก็แจ้งไป๋เย่ว่ามาถึงจุดหมายแล้ว

ไป๋เย่ออกจากห้องฝึกซ้อม มือถือผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อบนร่างกายแล้วมาที่ห้องคนขับมองออกไปนอกจอและแสดงสีหน้าสงสัยแล้วพูดขึ้น  “นี่คือจุดหมายเหรอ?”

“ใช่ค่ะ นายท่าน”

เสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ตามเส้นทางบนแผนที่ น่าจะอยู่ตรงนี้ค่ะ”

“เอาเถอะ”

ไป๋เย่สั่ง “สแกนดูหน่อย”

ตรงหน้าคือพื้นที่ราบว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

ในเมื่อไม่พบอะไรบนพื้นดิน ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสมบัติ ก็น่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดิน แสงสีแดงถูกยิงออกจากด้านหน้าของเสี่ยวไป๋และสแกนพื้นดินทันที

เป็นไปตามคาด ในชั่วพริบตาถัดมา เสี่ยวไป๋ก็ส่งเสียงขึ้นว่า “นายท่าน เหมือนจะมีอุโมงค์อยู่ใต้ดินค่ะ”

“ระเบิดออกเลย!”

ไป๋เย่พูดอย่างไม่ลังเล

เมื่อเสี่ยวไป๋ได้รับคำสั่งเธอก็ไม่ได้ลังเลเช่นกัน หลังจากเปลี่ยนร่างทันทีและยิงลำแสงเลเซอร์ออกไป

พื้นดินถูกยิงจนเกิดเป็นหลุมลึกอย่างรวดเร็ว มีทางลาดชันเหมือนทางเดินทอดลงสู่ความลึกจนมองไม่เห็นก้นอุโมงค์ ขณะที่เสี่ยวไป๋ใช้ลำแสงเลเซอร์หลอมละลายดิน แขนทั้งหกก็กวาดดินที่ปากหลุมออกไป

ทำให้ปากหลุมกว้างขึ้น

ส่วนไป๋เย่นั่งอยู่ที่ที่นั่งห้องคนขับพลางลูบคางและพูดว่า “ข้างล่างนี่ จะเป็นสุสานโบราณหรือเปล่านะ?”

เมื่อคิดเช่นนั้น ไป๋เย่ก็ใช้ความคิดมองไปที่โพรงและมีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นในดวงตา

[ทางเดินที่มืดมิดและยาวมาก ข้างล่างคือสวนสวรรค์แห่งหนึ่ง มีสัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครกำลังพักผ่อนอยู่ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อคุณมากนัก]

“ว้าว สัตว์วิเศษ? แถมยังเป็น ‘หนึ่งเดียว’ ด้วยเหรอ?” ไป๋เย่ตกตะลึงเล็กน้อยแฝงไปด้วยความตื่นเต้น

ช่วยไม่ได้ แค่สัตว์วิเศษก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็น ‘หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร’ มูลค่าของมันก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว

ที่สำคัญที่สุดคือไม่เป็นอันตรายต่อตัวเขามากนัก

เพราะสัตว์วิเศษ ก่อนหน้านี้ไป๋เย่ก็เคยเห็นมังกรยักษ์ตัวหนึ่ง แต่ตอนนั้นไป๋เย่ไม่กล้าแม้แต่จะมอง เพราะมันอันตรายเกินไป มังกรตัวนั้นคงจะบดขยี้ไป๋เย่ได้อย่างง่ายดาย

แต่ตอนนี้ เขากลับค้นพบสัตว์วิเศษที่เขามีโอกาสจะได้มาครอบครอง ไป๋เย่พูดว่าไม่ตื่นเต้นก็คงโกหก แถมยังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าจะยังไง ก็ต้องลงไปดูว่ามันคือสัตว์วิเศษอะไรและจะต้องนำสัตว์วิเศษตัวนั้นมาให้ได้

ในไม่ช้า ปากหลุมก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การขุดดินของเสี่ยวไป๋ เผยให้เห็นทางเดิน

เมื่อเห็นทางเดินนี้ ไป๋เย่ก็พยักหน้าด้วยความพอใจแล้วพูดขึ้น “ดูท่าทางแล้ว ทางเดินนี้สามารถให้บ้านจักรกลขับเข้าไปได้เลยนะเนี่ย”

“ใช่ค่ะ นายท่าน”

เสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้า

ท้ายที่สุด ถ้าหากบ้านจักรกลไม่สามารถเข้าไปได้ ไป๋เย่ก็จะต้องลงไปคนเดียว ซึ่งในแง่ของอันตรายแล้ว

ก็ยังอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดได้

การมีบ้านจักรกลลงไปด้วย ทำให้ไป๋เย่ไม่ต้องกังวลมากนัก

“นายท่าน จะลงไปเดี๋ยวนี้เลยไหมคะ?” เสี่ยวไป๋ถาม

“แน่นอน”

ไป๋เย่พยักหน้าอย่างไม่ลังเล

เมื่อเห็นเช่นนั้น เสี่ยวไป๋ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เปลี่ยนกลับเป็นร่างของบ้านจักรกลแล้วขับเข้าไปในทางเดิน เสี่ยวโหรวและบ้านจักรกลอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็รีบตามไป

ทางเดินนั้นลึกมาก เป็นทางลาดชันที่ลงไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่ามุ่งหน้าลงสู่ใต้ดิน

เมื่อลงลึกเข้าไปเรื่อยๆ พื้นที่ด้านหน้าก็ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้น

ไป๋เย่สังเกตอย่างละเอียดและพบว่าด้านล่างดูเหมือนจะเป็นถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คล้ายเขาวงกตที่มีเส้นทางหลายสาย

ไป๋เย่ใช้ความสามารถ ข้อความแจ้งเตือนในทิศทางต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา

[อย่ามองไปทิศนี้ ปลายทางของทิศนี้คือรังของกลุ่มมังกรแคระใต้ดิน พวกมันกินซากศพที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร ถ้าไปก็เท่ากับไปตาย]

[ทิศทางนี้เป็นเพียงถ้ำหินธรรมดา สุดทางคือปากทางออกอีกด้าน]

[มองทิศนี้ทำไม? รีบเปลี่ยนทิศทางเถอะ ภายในทิศทางนี้คือเขาวงกตที่ซับซ้อน มีสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดจำนวนมากกำลังพักผ่อนอยู่แถมยังมีราชาอันเดดอีกหลายตน]

[ถูกต้อง ใช่แล้ว คือทิศทางนี้ ปลายทางของทิศทางนี้คือสวนสวรรค์ สวยงามมากและไม่เป็นอันตรายต่อคุณมากนัก]

โอเค

กำหนดทิศทางได้แล้ว

ไป๋เย่ชี้ไปที่ทิศทางหนึ่งและพูดกับเสี่ยวไป๋ว่า “เสี่ยวไป๋เรียบร้อยแล้ว ไปตามทางนั้นเลย”

“ค่ะ นายท่าน”

เสี่ยวไป๋ยิ้มหวานและขับรถต่อไป

ส่วนเสี่ยวไป๋ที่อยู่ภายใน หุ่นเชิดก็นั่งอยู่บนตัวไป๋เย่และซบไถอยู่กับอกของไป๋เย่ ไม่ต้องถาม ก็เพราะว่าชอบกลิ่นของไป๋เย่นั่นเอง

ไป๋เย่ส่ายหัวอย่างจนใจพลางลูบไล้ผมและศีรษะของเสี่ยวไป๋เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

อืม ถึงแม้ว่าในห้องคนขับจะให้ความรู้สึกที่เร้าใจอย่างอธิบายไม่ได้ แต่ตอนนี้ในหัวของไป๋เย่เต็มไปด้วยเรื่องของสัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใครตื่นเต้นอย่างที่สุด

คาดหวังอย่างที่สุด

ในที่สุด เมื่อเดินหน้าไปเรื่อยๆ ด้านหน้าก็ดูเหมือนจะมีแสงสว่างปรากฏขึ้นเลือนราง ไป๋เย่สงสัยว่าตัวเองมองผิดไปหรือเปล่า จึงรีบสั่งว่า “เสี่ยวไป๋ เร่งความเร็วหน่อย”

“รับทราบค่ะ”

จบบทที่ บทที่ 68 สัตว์วิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร!

คัดลอกลิงก์แล้ว