- หน้าแรก
- ข้าจะถล่มโลกใบนี้ด้วยกองทัพจักรกล
- บทที่ 65 เขตหมอกหนา เตรียมพร้อมสู่การเลื่อนขั้น!
บทที่ 65 เขตหมอกหนา เตรียมพร้อมสู่การเลื่อนขั้น!
บทที่ 65 เขตหมอกหนา เตรียมพร้อมสู่การเลื่อนขั้น!
บทที่ 65 เขตหมอกหนา เตรียมพร้อมสู่การเลื่อนขั้น!
เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณหลอมรวมเข้ากับดาบกระดูก ทำให้แสงที่เปล่งออกมาจากตัวดาบกระดูกสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น ชั่วครู่ต่อมา ข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับดาบกระดูกก็ปรากฏขึ้นในสายตาของไป๋เย่
[ดาบกระดูกแห่งพิลึก: อาวุธของสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวหนึ่งในกลุ่มนักดาบโครงกระดูก มันดึงซี่โครงของตัวเองออกมาลับคมอย่างไม่หยุดหย่อน จนกลายเป็นดาบกระดูกเล่มนี้ วิถีแห่งดาบของมันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ดังนั้นในการพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียว มันจึงมอบอาวุธนี้ให้กับผู้ ที่เอาชนะมันและหลอมรวมจิตวิญญาณและทุกสิ่งของมันเข้าไป ทำให้ดาบเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้และสามารถปล่อยการโจมตี** ออกมาได้ตลอดเวลา แน่นอนว่าต้องใช้พลังหมอก]
“หืม?”
เมื่อเห็นคำอธิบายนี้ไป๋เย่รู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ฆ่านักดาบโครงกระดูก เพราะตั้งใจยั้งมือเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าด้วยเหตุผลของวิถีแห่งดาบอีกฝ่ายจะเต็มใจมอบความตายให้ตัวเอง ไป๋เย่ไม่เข้าใจเรื่องนี้แต่ก็ยังรู้สึกเคารพในความบริสุทธิ์ของวิถีแห่งดาบของนักดาบโครงกระดูกตนนี้
เขาถือดาบกระดูกไว้พร้อมกับป้อนพลังหมอกเข้าไป แล้วฟันออกไปตามอำเภอใจ หลังจากนั้นก็เกิดกระแสคมดาบสีดำสนิทปะทุออกมา พุ่งเข้าใส่ด้านหน้าจนพื้นดินถูกผ่าออกเป็นร่องรอย ดูเหมือนว่าอานุภาพของคมดาบจะขึ้นอยู่กับพลังหมอกที่ไป๋เย่ป้อนเข้าไป
โดยสรุปแล้ว ดาบกระดูกที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลัง มันจะเป็นอาวุธชั้นยอดอย่างแน่นอนหากตกอยู่ในมือของนักผจญภัยทั่วไป และแม้แต่อยู่ในมือของไป๋เย่ ก็ยังถือว่าไม่เลว ถึงแม้เขาจะไม่มีวิชาดาบ แต่มันก็เป็นอาวุธที่ใช้งานง่าย
ไป๋เย่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะมองไปยังทิศทางหนึ่ง นั่นคือทิศทางที่กล่องหีบสมบัติสีเงินวางนิ่งอยู่และเปล่งประกายสีเงินออกมา แค่สีนี้ไป๋เย่ก็ชอบมากแล้ว
ช่วยไม่ได้ เพราะนี่เป็นกล่องหีบสมบัติสีเงินใบแรกที่ไป๋เย่เคยเจอ ของดีข้างในต้องมีมากมายแน่นอน
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ชอบ เมื่อมาถึงหน้าหีบสมบัติ ไป๋เย่ก็ทำตามธรรมเนียม เขาถูมือแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความคาดหวัง จากนั้นก็เปิดกล่องหีบสมบัติทันที
ข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ยินดีด้วย คุณได้เปิดกล่องหีบสมบัติสีเงินและได้รับรางวัลดังต่อไปนี้]
[ยินดีด้วย คุณได้รับเหรียญปาฏิหาริย์ x1500]
[ยินดีด้วย คุณได้รับหุ่นยนต์แม่บ้าน x5]
[ยินดีด้วย คุณได้รับโลหะ x500]
[ยินดีด้วย คุณได้รับทองคำ x20]
[ยินดีด้วย คุณได้รับเงิน x20]
[ยินดีด้วย คุณได้รับสิ่งมีชีวิตปาฏิหาริย์ - หนอนเอลฟ์แตงโม ]
[ยินดีด้วย คุณได้รับไอเทมปาฏิหาริย์: ผ้าคาดหัวฝึกฝน]
“โอ้โห! มีของดีจริง ๆ ด้วย” ไป๋เย่ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ เมื่อเห็นรายการสิ่งของมากมาย
เหรียญปาฏิหาริย์ไม่ต้องพูดถึง แค่โลหะก็มีถึง 500 หน่วย เห็นได้ชัดว่าปริมาณทรัพยากรเหล่านี้เพิ่มขึ้นในกล่องหีบสมบัติสีเงิน
นอกจากนี้ยังมีทองคำและเงินอย่างละ 20 หน่วย ซึ่งถือว่าดีมากและยังมีหนอนเอลฟ์อีกด้วยเป็นหนอนเอลฟ์แตงโมเสียด้วย ไป๋เย่รู้สึกพอใจมากเพราะเขาปลูกแตงโมอยู่แล้ว เมื่อมีหนอนเอลฟ์แตงโม แตงโมที่เขาปลูกก็จะกลายเป็นผลไม้วิเศษได้ เขาคิดว่าน้ำผลไม้ที่คั้นออกมาคงจะมีรสชาติดีกว่าเดิม
และยังมีหุ่นยนต์แม่บ้านอีก
[หุ่นยนต์แม่บ้าน: หุ่นยนต์ธรรมดาที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ แต่มันถูกป้อนข้อมูลงานบ้านทุกอย่างเข้าไป การทำงานบ้านบางอย่างจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกมัน]
ดีเลย ก่อนหน้านี้เขากำลังคิดจะซื้อหุ่นยนต์แม่บ้านอยู่พอดี ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะได้มาถึง 5 ตัว ก็ยังถือว่า
ใช้ประโยชน์ได้ ส่วนไอเทมปาฏิหาริย์สุดท้ายคือผ้าคาดหัวฝึกฝน...
[ผ้าคาดหัวฝึกฝน: เดิมเป็นแค่ผ้าคาดหัวธรรมดาแต่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากถูกอาบด้วยพลังหมอก เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝนให้ดีขึ้นและยังช่วยพัฒนาความเข้าใจได้อย่างมาก]
“ใช้สำหรับฝึกฝนเหรอ?” ไป๋เย่พึมพำพร้อมกับแววตาเต็มไปด้วยความยินดี
นี่เป็นของดีและมีประโยชน์ต่อไป๋เย่ด้วย เพราะเขาเป็นคนที่เข้าห้องฝึกซ้อมบ่อย เมื่อมีผ้าคาดหัวนี้
ผลการฝึกฝนในอนาคตก็จะดีขึ้นอย่างมากแน่นอน
สำหรับไป๋เย่แล้ว แค่ผ้าคาดหัวชิ้นเดียวก็ทำให้เขาไม่ผิดหวังกับกล่องหีบสมบัติสีเงินใบนี้แล้ว ของที่เปิดได้จากหีบสมบัติสีเงินนั้นดีกว่าจริง ๆ
ไป๋เย่เก็บของทั้งหมดแล้วกลับไปที่บ้านจักรกลและโยนของส่วนใหญ่เข้าไปในคลังเก็บ แล้วนำหนอนเอลฟ์ แตงโมไปปลูก หลังจากออกจากไร่ ไป๋เย่ก็พบว่าเวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็นแล้ว
“เสี่ยวไป๋ วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไม่ต้องสำรวจต่อ เอาไว้พรุ่งนี้” ไป๋เย่สั่ง
“รับทราบค่ะ นายท่าน” เสี่ยวไป๋พยักหน้าทันทีเพื่อแสดงว่าเข้าใจ
หุ่นยนต์สามตัวรวมร่างกันเป็นบ้านจักรกลแล้วเปิดโหมดพรางตัว ส่วนไป๋เย่ก็เริ่มจัดการธุระของเขา
อันดับแรกคือการจัดวางหุ่นยนต์แม่บ้าน หุ่นยนต์เหล่านี้ก็ต้องใช้พลังงานในการเริ่มต้นเช่นกัน โชคดีที่ความต้องการพลังงานไม่มาก หุ่นยนต์แม่บ้านแต่ละตัวดูเหมือนจะมีรูปลักษณ์แบบผู้หญิง แน่นอนว่ารูปร่างนั้นเป็นของผู้หญิงแต่ผิวหนังก็ยังคงเป็นโลหะ
ไป๋เย่แนะนำหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ซูถงถงรู้จัก จากนั้นก็มาหาเสี่ยวเย่และถือวัสดุบางอย่างเพื่อเตรียมอัปเกรดเสี่ยวเย่เพราะเสี่ยวเย่ยังอยู่ในร่างเริ่มต้น ไม่นานเสี่ยวเย่ก็ได้รับการอัปเกรดเป็นระดับ 1
ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไป๋เย่ก็กลับเข้าไปในร่างของเสี่ยวไป๋ เมื่อกลับถึงบ้านจักรกล ไป๋เย่ก็รีบเข้าไปในห้องฝึกซ้อมและสวมผ้าคาดหัวฝึกฝนเพื่อทดสอบผลลัพธ์และยังมีหุ่นเชิดอมตะอีกด้วย
หุ่นเชิดอมตะเปิดใช้งานทันที หลังจากนั้นเสียงกลไกก็ดังขึ้น
“จะทำการฝึกต่อสู้หรือไม่?”
“ใช่” ไป๋เย่ตอบกลับ หุ่นเชิดอมตะก็ตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับไป๋เย่ทันที
ในวินาทีถัดมา หุ่นเชิดอมตะก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ไป๋เย่ ไป๋เย่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบชกสวนออกไปทันที
พลังอันแข็งแกร่งปะทุออกมา ซัดหุ่นเชิดอมตะกระเด็นไปสามครั้ง แต่หุ่นเชิดอมตะที่มีคุณสมบัติอมตะกลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย มันลุกขึ้นยืนทันทีและเข้าโจมตีไป๋เย่อีกครั้ง
“โฮ่ สมกับเป็นหุ่นเชิดอมตะจริง ๆ” ไป๋เย่ประหลาดใจ เมื่อครู่ถ้าเป็นก็อบลินหรืออะไรทำนองนั้นโดนหมัดของเขา คงจะโดนหมัดเดียวซัดตายไปแล้วแต่หุ่นเชิดอมตะกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก แบบนี้ถึงจะต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง
ในห้องฝึกซ้อม เสียงต่อสู้ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บอกได้เลยว่าผ้าคาดหัวฝึกฝนมีผลจริง ๆ หลังจากต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับหุ่นเชิดอมตะ ประกอบกับผ้าคาดหัวฝึกฝน ไป๋เย่สามารถรู้สึกได้ชัดเจนว่าประสบการณ์การต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกือบจะกลายเป็นความจำของกล้ามเนื้อแล้ว ผลของการฝึกฝนหนึ่งวันพร้อมกับผ้าคาดหัวฝึกฝน น่าจะเทียบเท่ากับผลการฝึกฝนหนึ่งสัปดาห์ของไป๋เย่ในวันปกติ
เมื่อไป๋เย่เดินออกมาจากห้องฝึกซ้อมพร้อมเหงื่อท่วมตัว อาหารเย็นก็เตรียมพร้อมแล้ว นั่นคือเนื้อย่าง
ตอนนี้ไป๋เย่กินเนื้อย่างแทบทุกมื้อ ช่วยไม่ได้ เพราะเนื้อสัตว์สามารถเสริมเลือดและพลังชีวิตได้ดีกว่า
ขณะที่กิน ไป๋เย่ก็มองโทรศัพท์ปาฏิหาริย์ไปด้วย เขากำลังส่งข้อความหาเย่เสวียน
[ไป๋เย่]: “ฉันจะถามคำถามหน่อย เธอรู้จักเขตหมอกหนาไหม?”
[เย่เสวียน]: “นายรู้เรื่องนี้มาจากไหน?”
[ไป๋เย่]: “จากปากพ่อค้าคนหนึ่ง”
[เย่เสวียน]: “พ่อค้าแห่งความตาย?”
[ไป๋เย่]: “?? เธอรู้ทุกเรื่องได้ยังไง?”
[เย่เสวียน]: “ฉันเองก็อยากจะถามนายเหมือนกันว่าทำไมนายถึงเจอทุกอย่างเลย?!” เย่เสวียนตอบกลับด้วยการพิมพ์ข้อความอย่างอารมณ์เสีย
การได้เจอพ่อค้าแห่งความตาย ชัดเจนว่าไป๋เย่ได้รับใบรับรองแห่งความตายแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอยังไม่มีเลย มันขึ้นอยู่กับโชคล้วน ๆ พ่อของเธอมี แต่เป็นไปไม่ได้ที่พ่อจะโอนให้เธอ
เดิมทีเย่เสวียนคิดว่าเธอควรจะได้มัน แต่ตอนนี้เธอยังไม่เห็นแม้แต่เงาของใบรับรองแห่งความตาย
ในขณะที่ไป๋เย่ไม่เพียงแต่ได้ใบรับรองแห่งความตายแต่ยังได้เจอพ่อค้าแห่งความตายอีกด้วย คาดว่าคงได้ทำธุรกรรมบางอย่างไปแล้ว เย่เสวียนนึกถึงเหรียญปาฏิหาริย์กว่าสองแสนเหรียญที่เคยแลกเปลี่ยนกับไป๋เย่ก่อนหน้านี้พร้อมกับก็กลอกตาขึ้นและเดาอะไรบางอย่างออกมา
[ไป๋เย่]: “มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจอเหรอ?”
[เย่เสวียน]: “ทำตัวเป็นคนปกติหน่อยได้ไหม?”
[ไป๋เย่]: “แต่ว่าเธอยังไม่มีใบรับรองแห่งความตายเหรอ?”
[เย่เสวียน]: “ฉัน...ฉันควรจะมีเหรอ?”
[ไป๋เย่]: “ที่เธอสามารถเอาเหรียญปาฏิหาริย์ออกมาได้มากมายขนาดนั้น ฉันก็นึกว่าเธอมีซะอีก”
ฉันเถียงไม่ขึ้นเลย เย่เสวียนรู้สึกโกรธเล็กน้อยแต่ก็อิจฉามาก เธอแน่ใจยิ่งขึ้นว่าไป๋เย่เป็นคนที่มีโชคดีมาก
เธอออกผจญภัยล่วงหน้าไปก่อนไป๋เย่ตั้งหนึ่งเดือนแต่ก็ยังรู้สึกว่าของดีที่เธอมีอาจจะไม่มากเท่าไป๋เย่
[ไป๋เย่]: “อย่าพูดมาก ตอบคำถามฉันก่อน เขตหมอกหนาคือที่แบบไหน?”
[เย่เสวียน]: “ก็ได้ บอกเธอก็ไม่เสียหาย เขตหมอกหนาคือพื้นที่ส่วนลึกภายในหมอกเทา กล่องหีบสมบัติที่นั่นมีระดับสูงกว่าและมอนสเตอร์ก็แข็งแกร่งกว่าด้วย เธอเคยดูวันพีซไหม? พื้นที่ที่เราอยู่ตอนนี้เป็นเขตหมอกบาง เทียบได้กับครึ่งแรกของแกรนด์ไลน์ในวันพีซ ส่วนเขตหมอกหนาก็คือโลกใหม่ครึ่งหลังของแกรนด์ไลน์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในหมอกเทา แต่เธออย่าเพิ่งคิดจะไปตอนนี้เลย”
[ไป๋เย่]: “ทำไมล่ะ?”
[เย่เสวียน]: “เพราะเขตหมอกหนามีการจำกัดความแข็งแกร่ง ถ้าระดับชั้นยังไม่ถึงระดับ 4 จะไม่สามารถเข้าไปในเขตหมอกหนาได้ แม้จะเข้าไปได้ แต่ก็จะถูกความปั่นป่วนของอวกาศส่งตัวออกมา”
[เย่เสวียน]: “แล้วเมื่อนายไปถึงระดับ 4 แล้ว ก็ยังต้องหาอสูรร้ายแห่งความว่างเปล่า ให้มันเปิดประตูสูญญากาศถึงจะไปเขตหมอกหนาได้”
[ไป๋เย่]: “อ้อ เข้าใจแล้ว”
ยกตัวอย่างถึงแกรนด์ไลน์ในวันพีซมาเปรียบเทียบ มีหรือที่ไป๋เย่จะไม่เข้าใจ แต่หลังจากได้รับคำตอบจาก
เย่เสวียน ไป๋เย่กลับรู้สึกผ่อนคลายลงมาก ที่จริงแล้วสิ่งที่ไป๋เย่กลัวมีไม่มาก เขาแค่กลัวการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งจนสามารถบดขยี้เขาได้อย่างสิ้นหวัง
ตอนนี้จากคำพูดของเย่เสวียน ไป๋เย่ค่อนข้างมั่นใจว่าแม้จะมีมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งจนน่าสิ้นหวัง จำนวนของมันก็คงจะน้อยมากเหมือนอย่างยักษ์ร้อยตาที่เขาเคยเจอ
ไป๋เย่มีความมั่นใจว่า ตราบใดที่เขาไม่พบกับตัวตนที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวเหล่านั้น เขาก็จะไม่มีอันตรายในหมอกสีเทา แม้จะเจอตัวตนระดับ 5 หรือระดับ 6 เขาก็ยังสามารถหลบหนีได้ เมื่อเสี่ยวไป๋เปิดโหมดอย่างเต็มกำลัง ไป๋เย่มีความมั่นใจในเรื่องนี้
[เย่เสวียน]: “ฉันตอบคำถามของเธอแล้ว ถึงตาฉันถามบ้าง มีของดีอะไรไหม?”
[ไป๋เย่]: “คุณหนูอย่างเธอจะขาดของดีได้ยังไง แถมเธอยังผจญภัยก่อนฉันอีก”
[เย่เสวียน]: (กลอกตา) รู้จักการพึ่งพาตัวเองหน่อยสิ แล้วฉันจะโชคดีเท่านายได้ยังไง
[ไป๋เย่]: “ไม่มี”
[เย่เสวียน]: “ก็ได้”
ไป๋เย่เม้มปากใส่และจบการสนทนา หลังจากนั้นก็ปิดโทรศัพท์ปาฏิหาริย์แล้วกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากเพลิดเพลินกับการกินอาหารเย็นแสนอร่อย ไป๋เย่ก็กลับไปฝึกฝนต่อ เขาต้องฝึกหลอมกายอสูรต่อไป เพราะหลอมกายอสูรยังคงสามารถเพิ่มคุณสมบัติได้
การเพิ่มคุณสมบัติหมายถึงการเพิ่มพลังต่อสู้ ไป๋เย่จึงไม่ย่อท้อ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณสมบัติของไป๋เย่เพิ่มขึ้น การฝึกหลอมกายอสูรก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้ไป๋เย่ฝึกถึงท่าที่ 4 แล้ว
เมื่อถึงยามดึก ไป๋เย่ก็ล้างเหงื่อแล้วกลับไปที่ห้องเพื่อเตรียมพักผ่อน เมื่อเทียบกับเมื่อวาน วันนี้ไป๋เย่กลับมาถึงห้องอย่างรวดเร็วและสีหน้าของเขารู้สึกตกใจอีกครั้ง
เมื่อวานมีแค่เสี่ยวไป๋ แต่วันนี้มีเสี่ยวโหรวเพิ่มมาอีกคน ทั้งสองคนนั่งอยู่ซ้ายขวาจ้องมองไป๋เย่ด้วยดวงตา
ที่เปล่งประกายอย่างคาดหวัง
เสี่ยวไป๋ยังโบกมือและร้องเรียกทันที “นายท่าน มาเร็วเข้า”
เอาเลย ไป๋เย่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ปิดไฟเข้านอน!
ห้องถัดไป
ในห้องภายในร่างของเสี่ยวโหรวและซูถงถงนอนอยู่บนเตียงพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เธอคิดว่าคืนนี้เธอจะถูกบุกโจมตี ดูเหมือนว่าเธอจะคิดมากไปเอง เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูถงถง
ก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างไม่มีเหตุผลหรือว่าเธอไม่มีเสน่ห์?
เมื่อเปรียบเทียบกับเสี่ยวไป๋และเสี่ยวโหรว มุมปากของซูถงถงก็กระตุกออกมาและพึมพำกับตัวเอง
“เอาเถอะ ดูเหมือนว่าหุ่นจะสู้ไม่ได้...”
เช้าวันรุ่งขึ้น
หนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงเวลาหกโมงเช้า
ไป๋เย่ตื่นจากการหลับใหล พร้อมกับลืมตาขึ้นและตบไปที่สองสาวซ้ายขวาแล้วพูดขึ้นว่า “ได้เวลาตื่นแล้ว เสี่ยวไป๋เปิดไฟห้องน้ำหน่อย”
“ฮิฮิ ได้เลยค่ะ นายท่าน” เสี่ยวไป๋ลืมตาขึ้นทันทีพร้อมกับเผยรอยยิ้มหวานออกมา
สิ่งมีชีวิตจักรกลไม่จำเป็นต้องนอน เสี่ยวไป๋ยกมือขึ้นดีดนิ้ว ไฟในห้องน้ำก็เปิดขึ้นทันที ไป๋เย่ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันและให้เสี่ยวโหรวแจ้งซูถงถงให้ทำอาหารเช้า
หลังจากออกจากห้องน้ำ ไป๋เย่ก็ตรงไปยังฟาร์ม พืชผลบางส่วนใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่สิ่งที่ไป๋เย่สนใจ
คือต้นไม้วิเศษ
“โตขึ้นกว่าเมื่อวานอีก ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้คงจะสุก” ไป๋เย่พูดด้วยความดีใจ
เป็นผลไม้วิเศษสามลูก ไป๋เย่จึงตั้งตารอมากแม้จะมีการคาดเดาแต่ก่อนที่จะได้รับการยืนยันก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร โดยเฉพาะโลหะในผลไม้ลูกหนึ่ง ไป๋เย่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก เขาหวังว่ามันจะเป็นโลหะที่มีประโยชน์สำหรับการอัปเกรดเสี่ยวไป๋
“แต่ว่า...” จู่ ๆ ไป๋เย่ก็หยุดนิ่ง สัมผัสได้ถึงพลังหมอกในร่างกายแล้วเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“พลังหมอกของฉันเพิ่มขึ้นอีกแล้ว เป็นเพราะการต่อสู้เมื่อวานหรือเปล่า? ถึงระดับ 1 ขั้นสูงสุดแล้ว
ดูเหมือนว่าฉันต้องรวบรวมวัสดุสำหรับยาเลื่อนขั้นแล้ว”
ถึงเวลาที่เขาจะต้องเลื่อนขั้นแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่ไป๋เย่คาดไว้เล็กน้อยแต่ถ้าคิดดูดี ๆ ก็เข้าใจได้ เพราะมีโบนัสจากผลไม้เลือดมังกรและหลังจากเลื่อนขั้นสู่ระดับ 2 แล้ว การเลื่อนขั้นสู่ระดับ 3 ก็คงจะไม่เร็วขนาดนี้อีกแล้ว