- หน้าแรก
- เมื่อทั้งโลกต้องปลุกวีรชน ผมดันได้จิ๋นซีฮ่องเต้มาครอง
- บทที่ 290: รับตำแหน่งใหม่! คาบเรียนแรกของครูฝึกลู่!
บทที่ 290: รับตำแหน่งใหม่! คาบเรียนแรกของครูฝึกลู่!
บทที่ 290: รับตำแหน่งใหม่! คาบเรียนแรกของครูฝึกลู่!
ลู่เหอมองสตรีศักดิ์สิทธิ์ผมทองตรงหน้า ในใจพลันกระจ่างแจ้งทันที
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
ฌานคือ “ตัวล่อ” ที่ว่านั่นเอง
สมัยอยู่ที่สำนักศึกษาจี้เซี่ย สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสหภาพยุโรปผู้นี้ได้มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนและเข้าร่วมทีมต้าฉินชั่วคราว
ภายใต้การ “ชี้แนะ” ของเขา อัตราการซิงโครไนซ์ของเธอก็พุ่งทะยานแตะจุดสูงสุดของระดับหนึ่งในชั่วข้ามคืน
เรื่องนี้ฌานเคยสาบานไว้ว่าจะไม่แพร่งพรายออกไปแม้แต่ครึ่งคำ
แต่ทว่า...
ผู้หยั่งรู้คือใคร?
เขาคือผู้ครอบครองจิตวิญญาณสวรรค์ 【โมเสส】!
นั่นคือบุคคลในตำนานผู้สามารถสนทนากับ “พระเจ้า” เป็นผู้ประกาศบัญญัติสิบประการ และแหวกทะเลแดง
แม้แต่ในโลกใบนี้ ความสามารถจิตวิญญาณสวรรค์ของเขาก็จัดอยู่ในระดับเทพเจ้าที่ยากจะคาดเดา
เขาอาจจะมองไม่เห็นความลับเรื่องการเป็นผู้ข้ามมิติของลู่เหอ แต่จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฌาน รวมถึงเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ...
การจะคาดเดาว่าลู่เหอมีความสามารถ “พิเศษ” บางอย่าง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ให้เขามาเป็นครูฝึกงั้นเหรอ?
ฉากหน้าคือการมา “ดัดนิสัย” พวกอัจฉริยะที่หยิ่งยโส
แต่ในความเป็นจริง...
คือหวังว่าเขาจะช่วย “ชี้แนะ” เพื่อสร้างขุมกำลังหลักในอนาคตให้กับสหภาพยุโรป เหมือนที่เคยทำให้ฌานสินะ?
ลู่เหอแค่นหัวเราะเย็นชาในใจ
ช่างดีดลูกคิดรางแก้วได้เก่งกาจเสียจริง
ความรอบรู้ในประวัติศาสตร์คือไพ่ตายใบใหญ่ที่สุดของเขามาโดยตลอด เป็นรากฐานที่ทำให้เขากล้าวางแผนและกล้าเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งทุกรูปแบบ
ในอดีต ตอนที่เขายังมีพลังต่ำต้อยและไร้ปากเสียง เขาทำได้เพียงปกปิดความลับนี้ไว้อย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะถูกจับไปผ่าทดลองเหมือนตัวประหลาด
แต่ตอนนี้...
หลังจากที่เขาสังหารภัยพิบัติระดับหกและกลายเป็น “เสาหลักเทพเจ้าแห่งชาติ” ความลับนี้ดูเหมือนจะถูกวางแผ่หราอยู่บนโต๊ะของเหล่าตัวตนระดับสูงสุดของโลกแบบกึ่งเปิดเผยไปแล้ว?
ไม่
ไม่ใช่
ลู่เหอปฏิเสธความคิดนี้ทันที
ผู้หยั่งรู้น่าจะแค่กำลังหยั่งเชิง
เขาไม่ได้รู้หรอกว่าไพ่ตายของลู่เหอคือ “ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์”
อาจจะแค่คิดว่าจิตวิญญาณสวรรค์ของเขามีความสามารถหายากประเภท “เมนเทอร์” หรือ “ผู้เบิกเนตร” ที่ช่วยกระตุ้นอัตราการซิงโครไนซ์ของคนอื่นได้
พอคิดได้แบบนี้ ลู่เหอก็เริ่มมีแผนในใจ
แกล้งโง่
แกล้งโง่ต่อไป
จะดัดนิสัยก็ดัดไป จะให้เป็นครูฝึกก็เป็นไป
ยังไงซะตอนนี้เขาก็เป็น “มนุษย์แก้วที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ” อยู่แล้ว
ส่วนเรื่องจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้สหภาพยุโรปน่ะเหรอ?
เหอะๆ
ฝันไปเถอะ
เขาดึงสติกลับมา ใบหน้ายังคงแสดงสีหน้าเหนื่อยล้าและเหม่อลอย ซึ่งเป็นผลพวงจากอาการบาดเจ็บสาหัส
“หัวหน้าทีมลู่?”
ฌานมองตราสัญลักษณ์ในมือเขา ดวงตาสีฟ้าครามฉายแววประหลาดใจและไม่เข้าใจ
“ครูฝึก?”
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่สามารถเชื่อมโยงผู้ชายตรงหน้า ที่แค่เดินยังดูเหมือนจะใช้พลังชีวิตจนหมดหลอด กับคำว่า “ครูฝึก” ได้เลย
ลู่เหอเพียงแค่ส่งเสียงในลำคอเบาๆ อย่างไม่มีความหมาย
“อืม”
เขาหยิบตราสัญลักษณ์ที่สลักรูปตราภาคีอัศวินเทมพลาร์ไขว้กับแส้การสอนทางยุทธวิธี ขึ้นมาติดที่หน้าอกอย่างลวกๆ
เขาขยับตัวช้ามาก ราวกับว่าแค่การขยับตัวเล็กน้อยนี้ก็สะเทือนไปถึงบาดแผลทั่วร่าง
ฌานมองตราสัญลักษณ์ “เสาหลักเทพเจ้าแห่งชาติ” ของหัวเซี่ยบนหน้าอกเขา ที่วางคู่กับตราครูฝึกอันใหม่ แล้วเกิดความรู้สึกไร้สาระสิ้นดีขึ้นมาในใจ
วีรชนผู้กอบกู้โลก
ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าเดินดิน”
ตอนนี้กลับต้องมาเป็นครูฝึกให้กับกลุ่มอัจฉริยะในสถาบันที่แทบไม่เคยลงสนามรบจริงเนี่ยนะ?
แถมยังมาในสภาพไม้ใกล้ฝั่งแบบนี้อีก
“การตัดสินใจของท่านผู้หยั่งรู้...” ฌานทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจ
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะพาคุณไป”
เธอไม่ถามอะไรอีก
ในฐานะหนึ่งในสามปราชญ์ การตัดสินใจของผู้หยั่งรู้ถือเป็นประกาศิตสูงสุดในสหภาพยุโรป
“ลูกทีมของผมล่ะ?” ลู่เหอถามเรียบๆ
“จัดให้ไปพักผ่อนในที่พักที่ดีที่สุดแล้วค่ะ” ฌานตอบ “ฉันให้คนไปแจ้งพวกเขาแล้ว”
ลู่เหอพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก
ทั้งสองเดินตามกันไป ผ่านวิหารเก่าแก่
ตลอดทาง นักเรียนและอาจารย์ทุกคนที่เห็นลู่เหอ ต่างมองมาด้วยสายตาซับซ้อน
ยำเกรง สงสัย พินิจพิเคราะห์ และ... ความกังขาที่ไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
คลิปที่ลู่เหอสังหารภัยพิบัติระดับหกแพร่กระจายไปทั่วโลกนานแล้ว
แต่ในคลิปนั้น เขาช่างดูองอาจห้าวหาญ ราวกับราชันผู้ปกครองใต้หล้า!
ทว่าลู่เหอที่อยู่ตรงหน้า กลับดูเปราะบางเหลือเกิน ราวกับแตะนิดเดียวก็แตกสลาย
ความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้ ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นตัวจริงต่างรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง
ไม่นาน ข่าวใหญ่ก็แพร่กระจายไปทั่วสถาบันราวกับไวรัส
“ได้ยินหรือยัง? ‘เสาหลักเทพเจ้าแห่งชาติ’ ของหัวเซี่ยคนนั้น ได้รับการแต่งตั้งจากท่านผู้หยั่งรู้ให้เป็นครูฝึกพิเศษด้านยุทธวิธีของเราแล้ว!”
“อะไรนะ? ครูฝึก? เขาเนี่ยนะ? ล้อเล่นรึเปล่า!”
“มนุษย์แก้วที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ จะมาสอนพวกเรา? เขาจะสอนอะไรได้? สอนวิธีนอนบนเตียงผู้ป่วยเหรอ?”
“ชู่ว! เบาๆ หน่อย! นั่นมันคนที่สังหารระดับหกได้เลยนะ!”
“สังหารระดับหก? ใครจะรู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน! ดีไม่ดีหัวเซี่ยอาจจะใช้ไพ่ตายอะไรที่เราไม่รู้ แล้วยกความดีความชอบให้เขาคนเดียวก็ได้!”
“พวกนายดูสภาพเขาตอนนี้สิ มีมาดของยอดฝีมือตรงไหนบ้าง?”
“นั่นสิ! ฉันว่าก็แค่พวกมีดีแต่ชื่อ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่ว
เมื่อฌานพาลู่เหอมาถึงลานฝึกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของสถาบัน ที่นั่นมีผู้ตื่นรู้รุ่นเยาว์กว่าร้อยคนมารวมตัวกันอยู่แล้ว
พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะระดับท็อปของรุ่นในสหภาพยุโรป
แต่ละคนมีกลิ่นอายแข็งแกร่ง สีหน้าหยิ่งผยอง แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความเหนือกว่าของชนชั้นนำ
พวกเขาคือลูกรักของสวรรค์ คือว่าที่อัศวินเทมพลาร์ คือความหวังของสหภาพยุโรป
เมื่อพวกเขาเห็นลู่เหอที่เดินโซซัดโซเซ หน้าซีดเผือด และมีรอยร้าวที่น่ากลัวทั่วตัวเดินตามหลังฌานมา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในที่นั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะและคำนินทาอย่างไม่เกรงใจทันที
ไป๋ฉวี่ซิน ซูเสี่ยวอวี่ และลั่วปิงก็รีบตามมาสมทบ ยืนอยู่ที่ขอบของฝูงชน
เมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีบาดหูจากรอบข้าง สีหน้าของไป๋ฉวี่ซินก็ทะมึนลงทันที
“ไอ้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้...”
เขากัดฟัน จิตสังหารที่กดข่มไว้เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เขาจำคำสอนของลู่เหอได้ จึงไม่ได้อาละวาดออกไป
ลั่วปิงและซูเสี่ยวอวี่เองก็มีสีหน้าโกรธเคือง แต่พวกเธอรู้ดีว่าที่นี่คือถิ่นของสหภาพยุโรป จะทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้
ฌานก้าวขึ้นไปบนเวที กระแอมไอเล็กน้อย ทั้งลานฝึกก็เงียบกริบทันที
เธอมิบารมีสูงมากในหมู่คนรุ่นใหม่
“ทุกท่าน!”
เสียงของฌานดังผ่านเครื่องขยายเสียงไปทั่วทั้งลาน
“ตามการตัดสินใจของท่านผู้หยั่งรู้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณลู่เหอจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยแห่งหัวเซี่ย จะมารับตำแหน่ง ‘ครูฝึกพิเศษระยะสั้นด้านยุทธวิธี’ ให้กับคลาสอีลีทของสถาบันอัศวินเทมพลาร์ของเรา เป็นเวลาหนึ่งเดือน”
“หวังว่าทุกคนจะตักตวงประสบการณ์อันล้ำค่าจากครูฝึกลู่ได้!”
สิ้นเสียงประกาศ
ทั้งลานเงียบกริบไปชั่วอึดใจ
จากนั้น ก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น!
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ครูฝึก? รุ่นพี่ฌาน พี่ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมครับ?”
“ประสบการณ์อันล้ำค่า? หมายถึงประสบการณ์ทำตัวเองให้มีสภาพดูไม่จืดแบบนี้น่ะเหรอ?”
ปิแอร์ คนที่เคยหาเรื่องไว้ที่หน้าประตู เดินแหวกฝูงชนออกมาอีกครั้ง
เขาแสยะยิ้มเยาะเย้ยอย่างเกินจริง พลางชี้หน้าลู่เหอที่อยู่บนเวที
“คนพิการที่คลื่นพลังวิญญาณอ่อนจนแทบสัมผัสไม่ได้ คนที่ได้ฉายาว่า ‘มนุษย์แก้วที่แกร่งที่สุด’ มีคุณสมบัติอะไรมาเป็นครูฝึกของพวกเรา?”
“อาศัยแค่คลิปการต่อสู้มัวๆ ที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จนั่นน่ะเหรอ?”
“หรืออาศัยสภาพร่อแร่ปางตายแบบนี้?”
คำพูดของปิแอร์เรียกเสียงสนับสนุนและเสียงเชียร์จากคนส่วนใหญ่
พวกเขายอมรับว่าผลงานของลู่เหอนั้นน่ากลัว
แต่พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่า!
ลู่เหอที่อยู่ตรงหน้า คือคนอ่อนแออย่างแท้จริง!
เป็นแค่ของปลอมที่มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอม!
“แกอยากตายนักใช่ไหม!”
ไป๋ฉวี่ซินก้าวออกมาข้างหน้า หันไปมองลู่เหอ
“ลูกพี่ ให้ผมสั่งสอนมันหน่อยเถอะ”
“ไม่ต้อง”
ลู่เหอเอ่ยออกมาเรียบๆ สองคำ
ไป๋ฉวี่ซินเหมือนโดนน้ำเย็นสาดใส่ เหี่ยวเฉาลงทันที
เขามองลู่เหอ อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป
ลูกพี่คงมีแผนของตัวเอง
สายตาของคนทั้งลานจับจ้องไปที่ลู่เหออีกครั้ง
เห็นเพียงเขาค่อยๆ เดินก้าวไปที่ด้านหน้าสุดของเวทีอย่างช้าๆ ทีละก้าว
เขาไม่ได้มองปิแอร์ที่กำลังตะโกนท้าทาย แต่กวาดสายตามองใบหน้าหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสเบื้องล่าง
เขาขยับตัวช้ามาก ทุกย่างก้าวราวกับต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส รอยร้าวบนร่างกายดูน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อต้องแสงแดด
ทั้งลานฝึกเงียบลงอีกครั้ง
ทุกคนอยากรู้ว่า “ครูฝึกมนุษย์แก้ว” คนนี้จะแก้สถานการณ์ยังไง
ในที่สุดลู่เหอก็หยุดยืนนิ่ง
เขามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังขา เย้ยหยัน และดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้น บนใบหน้าที่เรียบเฉยดั่งบ่อน้ำลึก ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมา
เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนกำลังสมเพชตัวเอง
“พวกคุณ...”
เขาเอ่ยปาก เสียงไม่ดังนัก แถมยังแหบพร่านิดๆ
“...คิดว่าผมไม่คู่ควรเหรอ?”