- หน้าแรก
- สกิลขยะแล้วไง ข้านี่แหละจอมภูตสายสนับสนุน
- บทที่ 24: คว้าน้ำเหลว
บทที่ 24: คว้าน้ำเหลว
บทที่ 24: คว้าน้ำเหลว
บทที่ 24: คว้าน้ำเหลว
"ท่านพี่ ข้ามีของดีจะให้ท่านดู"
ฉินรุ่ยหยิบชามใบเล็กใบหนึ่งออกมาจากถุงมิติขนาดหลายลูกบาศก์เมตร "ด้วยวิญญาณวัตถุชิ้นนี้ เราจะจับกุ้งจับปูได้มากกว่าเดิมเจ้าค่ะ"
"ขอแค่เราควบคุมชามใบนี้อยู่ที่ริมฝั่ง กุ้งปูนับไม่ถ้วนก็จะกระโดดขึ้นมาบนฝั่งให้เราเก็บเองโดยอัตโนมัติ" แววตาของฉินรุ่ยเต็มไปด้วยความโลภเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเห็นฉินเย่ทำก่อนหน้านี้
หากไม่ใช่เพราะนางไม่มีรู้วิธีควบคุมพลังวิญญาณเพื่อกระตุ้นการทำงานของชามใบนี้ นางคงไม่ยอมงัดเอาของวิเศษเช่นนี้ออกมาให้คนอื่นเห็นแน่ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเอาออกมาใช้ นางก็จะเรียกร้องส่วนแบ่งจากการจับกุ้งและปูให้มากขึ้น คนตระกูลหลี่จะได้ไม่มีข้อครหา ถึงเวลาเมื่อไหร่ นางจะกินให้พุงกางไปเลย
ฉินรุ่ยเป็นนักหลอมศาสตรา ในเมื่อนางบอกว่าเป็นวิญญาณวัตถุ หลี่เฉิงย่อมไม่สงสัยและสั่งให้สมาชิกในตระกูลเริ่มใช้งานมันด้วยความยินดี
ทันทีที่เห็นชามวิเศษลอยขึ้น ทุกคนต่างพากันดีใจจนเนื้อเต้น พวกเขาหมดความอดทนกับปูเปลือกเขียวและกุ้งหนังเขียวจอมเจ้าเล่ห์พวกนี้มานานแล้ว จับก็ไม่ได้แถมยังชอบสร้างปัญหา ชามของฉินรุ่ยจึงเป็นเหมือนความหวังใหม่ของพวกเขา
ใบหน้าของทุกคนเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ฉินรุ่ยจ้องมองผิวน้ำอย่างใจจดใจจ่อ
ปูเปลือกเขียวตัวหนึ่งโผล่หัวออกมา ฉินรุ่ยดีใจจนแทบคลั่ง "มาแล้ว!"
ผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ตระกูลหลี่เตรียมพร้อม แววตาเป็นประกาย
ทว่าผลลัพธ์คือ...
ปูเปลือกเขียวตัวนั้นพ่นหนามวารีออกมาเป็นชุด ก่อนจะจมลงก้นทะเลสาบดังตูมแล้วหายวับไป
"เกิดอะไรขึ้น? ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่สะใภ้รองบอกเลยนะ?" ทุกคนเริ่มตั้งข้อสงสัยในชามวิเศษใบนี้
ฉินรุ่ยกระตุกมุมปาก "คงเป็นเพราะเวลามันสั้นเกินไป ต้องรออีกสักหน่อย"
หลี่เฉิงโบกมือ ผู้ใช้วิญญาณยุทธ์อีกหลายคนจึงก้าวออกมาช่วยกันควบคุมชามวิเศษ
อย่างไรก็ตาม...
ผ่านไปชั่วจิบน้ำชา ผิวน้ำยังคงสงบนิ่ง เมื่อครู่ยังมีกุ้งปูโผล่มาบ้างประปราย แต่ตอนนี้แม้แต่หนวดปูก็ยังไม่เห็น
"เป็นไปไม่ได้! จะเป็นแบบนี้ได้ยังไง?" ภายใต้สายตาแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความสงสัยของคนตระกูลหลี่ ฉินรุ่ยไม่เข้าใจเลยว่าปัญหาอยู่ตรงไหน นางหันหลังกลับแล้ววิ่งออกไปทันที
ต้องเป็นฉินเย่แน่ๆ ชามที่เขาใช้ต้องไม่เหมือนกับใบนี้
ใบหน้าหล่อเหลาของหลี่เฉิงทะมึนลงเล็กน้อยขณะโบกมือสั่ง "ลงตาข่ายต่อไป"
จากนั้นเขาก็รีบตามฉินรุ่ยไป
คนตระกูลหลี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาเก็บชามวิเศษแล้วกลับไปลงตาข่ายตามเดิม
หลี่เฉิงไล่ตามฉินรุ่ยมาจนถึงเขตล่าสัตว์ตระกูลฉิน ทันเห็นภาพฉินเย่ผลักฉินรุ่ยอย่างหมดความอดทนจนนางเซถลา
เขารีบพุ่งเข้าไปถามทันที "ฉินเย่ เจ้าทำอะไรน่ะ?"
พอเห็นว่าเป็นเขา ฉินเย่ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ "เรื่องระหว่างข้ากับฉินรุ่ยไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเจ้าจะมาสอด นี่มันเขตล่าสัตว์ของตระกูลฉิน ตระกูลหลี่ของเจ้าอยากจะเปิดศึกกับตระกูลฉินหรือไง?"
เห็นอีกฝ่ายยกระดับเรื่องราวไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล หลี่เฉิงจึงรีบปฏิเสธ "ฉินเย่ อย่าตีความหมายข้าผิดไป เจ้ารู้ดีว่าข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น"
ฉินเย่แค่นเสียงหัวเราะ "อะไรกัน? พวกเจ้าเพิ่งจะขโมยเหยื่อของเฟิงสือไปเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้มายืนหัวโด่อยู่ในถิ่นตระกูลฉิน แล้วบอกว่าไม่ได้มาขโมยเหยื่อ ใครจะไปเชื่อ?"
หลี่เฉิงพูดไม่ออก เขาจึงดึงฉินรุ่ยเข้ามาแล้วพูดว่า "ข้ากับฉินรุ่ยเป็นสามีภรรยากันแล้ว เรื่องของนางย่อมเป็นเรื่องของข้า เจ้าเป็นถึงพี่ชายของนาง นี่หรือคือวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อน้องสาว?"
ฉินเย่มองฉินรุ่ยด้วยสายตาคมกริบแล้วหัวเราะเสียงเย็น "ข้าก็นึกสงสัยว่าเจ้าเลือกใคร ที่แท้ก็เลือกไอ้หนูคนนี้นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวานขโมยวิญญาณวัตถุของข้าไปยังไม่พอ วันนี้ยังพาสามีมาปล้นบ้านเดิมอีกรึ?"
เมื่อถูกฉินเย่แฉพฤติกรรม ฉินรุ่ยก็รู้สึกทั้งอับอายและโกรธจัด "พี่ใหญ่ เราเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันนะ ไม่เห็นต้องฉีกหน้าน้องสาวตัวเองขนาดนี้เลย ใครจะไปรู้ล่ะว่าท่านใช้วิญญาณวัตถุมาตักน้ำกิน ข้าก็นึกว่าเป็นแค่ของเล่นจุกจิกเลยหยิบติดมือมา ในฐานะพี่ชาย ท่านจะมาตระหนี่ถี่เหนียวกับของไร้ค่าแค่นี้ทำไมกัน?"
ฉินเย่มองนางด้วยหางตา ตั้งแต่นางหนีงานแต่งงานไป ดูเหมือนเขาจะไม่เคยรู้จักลูกพี่ลูกน้องผู้มีพรสวรรค์คนนี้จริงๆ เลยสักครั้ง
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างรังเกียจ "ในเมื่อตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ชามธรรมดา ก็จงคืนข้ามาซะ"
ฉินรุ่ยอึกอักพูดไม่ออก จังหวะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก หลี่เฉิงก็ชิงพูดขึ้นว่า "พวกเราเห็นว่าชามใบนี้มันไร้ประโยชน์ แล้วคนในตระกูลที่ซุ่มซ่ามก็เผลอทำมันแตกไปแล้ว"
คนของตระกูลฉินกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นอยู่ไม่ไกล ระหว่างที่ฉินเย่กับฉินรุ่ยคุยกัน หลี่เฉิงได้ลอบสังเกตการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้ว และความโลภในดวงตาเขาก็ปิดไม่มิด
เมื่อของดีขนาดนี้ตกมาอยู่ในมือ มีหรือเขาจะยอมคืนให้
ตั้งแต่เด็ก ฉินเย่ไม่เคยคิดจะคบหากับคนตระกูลหลี่ นั่นเพราะคนตระกูลหลี่ต่อหน้าทำตัวดี แต่ลับหลังกลับขี้เหนียวและจิตใจคดโกง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนังเด็กบ้าฉินรุ่ยถึงเลือกแต่งงานกับคนพวกนี้
หลี่เฉิงภายนอกดูเคร่งขรึม แต่ก็หนีไม่พ้นความต่ำต้อยและเห็นแก่ตัวที่ฝังอยู่ในกระดูกของคนตระกูลหลี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าฉินรุ่ยมีผลประโยชน์ เขาจะยอมแต่งงานด้วยง่ายๆ ได้ยังไง? นังเด็กบ้านี่ยังฝันหวานว่าจะได้ไปเสวยสุขในตระกูลหลี่อยู่อีก
เหอะ คอยดูต่อไปเถอะ
ช่างเถอะ นังเด็กนี่มันโง่ มองคนไม่ออก พอโดนดีเข้าสักวันเดี๋ยวนางก็ฉลาดขึ้นเอง
ฉินเย่เลิกคิดที่จะทวงชามคืนแล้ว เขาไล่ตะเพิดทั้งคู่ด้วยความรำคาญ "กลับไปซะ แต่งงานแต่งการแล้วก็อย่าวิ่งกลับบ้านเดิมให้มันบ่อยนัก"
หลี่เฉิงส่งสายตาให้ฉินรุ่ย นางจึงกระทืบเท้าแล้วโวยวายใส่ฉินเย่ "พี่ใหญ่ ท่านก็แค่แบ่งยาในชามนั่นให้ข้าบ้าง ท่านมีชามตั้งสองใบ จะใช้สักเท่าไหร่กันเชียว? ถ้าท่านแบ่งให้ข้า พอจับกุ้งจับปูได้ เดี๋ยวเราจะแบ่งให้ท่านสักตะกร้าหนึ่งก็ได้"
"ข้าขาดแคลนไอ้ตะกร้าเดียวของเจ้านักหรือไง?" ฉินเย่คร้านจะเสวนากับนาง จึงสั่งให้คนมาไล่ทั้งสองออกไปทันที
แม้จะเดินไปไกลแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงโวยวายของฉินรุ่ยแว่วมา
ฉินเย่แค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม แล้วสบถออกมา "คนพรรค์นี้ก็มีด้วย"
อย่าว่าแต่ของสิ่งนี้มีค่าและใช้แล้วหมดไปเลย ต่อให้มีเหลือเฟือ แต่คนตระกูลหลี่มีเรื่องบาดหมางกับเฟิงสือ ภรรยาของเฟิงสือมีน้ำใจมอบของดีแบบนี้ให้เขา ถ้าเขาหันไปช่วยลูกพี่ลูกน้องที่เขาเหม็นขี้หน้าเพื่อไปหักหน้าเฟิงสือกับภรรยา เขาไม่กลายเป็นคนวิปลาสไปหน่อยหรือ?
ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ปล่อยให้ท่านอารองกับท่านน้ารองสั่งสอนกันเองเถอะ ไม่เกี่ยวกับเขา
เมื่อซ่งหลิวฮวาทราบเรื่องที่ฉินเย่ทำ นางก็พอใจมาก
นางยกนิ้วโป้งให้เขา "ทำได้สวย"
ฉินเย่ยืดอกมองนางอย่างภูมิใจ "ข้าไม่ใช่คนประเภทแยกแยะอะไรไม่ออกหรอกนะ"
ซ่งหลิวฮวาหัวเราะคิกคัก "จริงด้วย จริงด้วย"
ลมริมทะเลสาบพัดแรงในช่วงค่ำ เฟิงสือจึงหยิบผ้าคลุมออกมาคลุมไหล่ให้ซ่งหลิวฮวา
ความสนิทสนมของคู่สามีภรรยาที่ทำเหมือนโลกนี้มีเพียงสองเรา ทำเอาฉินเย่ทนดูแทบไม่ได้ เขาอยากจะเหน็บแนมเฟิงสือสักหน่อย แต่คิดอีกทีก็เปลี่ยนใจ ถ้าพูดไปก็ต้องพาดพิงถึงซ่งหลิวฮวา และแม่นางคนนี้ก็ใช่ว่าจะยอมคนเสียเมื่อไหร่ถ้าตัวเองเป็นฝ่ายถูก เขาไม่ควรไปตอแยจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม การได้เห็นฉินรุ่ยอีกครั้งทำให้ฉินเย่ต้องถอนหายใจ จริงๆ แล้วโชคของเฟิงสือก็ไม่ได้แย่นัก ถึงแม้พรสวรรค์ของซ่งหลิวฮวาจะสู้ฉินรุ่ยไม่ได้ แต่นางก็ไม่สร้างปัญหา นางไม่วิ่งกลับบ้านเดิมไปอาละวาดหรือไปไถของ แถมยังไม่ขัดขวางการล่าสัตว์ของเฟิงสือ บางครั้งบางคราวยังหลอมของแปลกๆ คุณภาพสูงมาช่วยให้เฟิงสือโกยกำไรได้อีก
วันนี้เฟิงสือคงได้เหยื่อไปมหาศาลแน่ ฉินเย่อิจฉาจนตาจะหลุดอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเขาจ้องมองผู้ใช้วิญญาณยุทธ์ตระกูลเฟิงเก็บกวาดผลงานกันอย่างมีความสุข ซ่งหลิวฮวาจึงใจดีโยนชามวิเศษที่เหลืออีกใบซึ่งนางตั้งใจจะเก็บไว้ ให้กับฉินเย่ "ตระกูลเฟิงของเราขาดแคลนนักปรุงยา หากในอนาคตคุณชายใหญ่ฉินมีเหลือใช้ ก็ช่วยแบ่งปันโอสถฟื้นวิญญาณให้พวกเราบ้างนะเจ้าคะ"
ฉินเย่รับชามวิเศษมาถือไว้แล้วยิ้มกว้าง "เรื่องนี้คุยกันได้ คุยกันได้ง่ายมาก"
เมื่อเห็นเพื่อนสนิทกับภรรยาเข้ากันได้ดี รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเฟิงสือ