- หน้าแรก
- รวยข้ามภพด้วยระบบฟาร์มออโต้
- บทที่ 16 - วัยรุ่นผู้หลงทางกับระบบปล่อยบอทเทพ
บทที่ 16 - วัยรุ่นผู้หลงทางกับระบบปล่อยบอทเทพ
บทที่ 16 - วัยรุ่นผู้หลงทางกับระบบปล่อยบอทเทพ
บทที่ 16 - วัยรุ่นผู้หลงทางกับระบบปล่อยบอทเทพ
ฟันเฟืองเริ่มหมุน!
แสงสว่างวาบขึ้นมา จากจุดเล็กๆ ขยายกว้างจนกลายเป็นม่านแสงขนาดใหญ่
ในขณะที่หลินเยี่ยกำลังลุ้นระทึกว่าม่านแสงนี้จะมีอะไรโผล่ออกมา แรงดูดมหาศาลก็กระชากร่างของเขาพุ่งเข้าไปหาแสงนั้น หลินเยี่ยจ้องมองม่านแสงเขม็งแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้แรงดูดดึงเขาเข้าไปข้างใน
ความรู้สึกเหมือนทะลุผ่านม่านพลังที่มองไม่เห็น คล้ายกับตอนกระโดดลงน้ำ พอตั้งสติได้ หลินเยี่ยก็เห็นวงล้อขนาดใหญ่สองวงคล้ายหน้าปัดนาฬิกา และภายในวงล้อนั้นมีตัวเขาเวอร์ชันจิ๋วยืนอยู่
ทันใดนั้นข้อมูลชุดหนึ่งก็ไหลเข้ามาในหัว หลังจากประมวลผลเสร็จ หลินเยี่ยก็ร้องอ๋อทันทีว่าไอ้เจ้าฟันเฟืองนี่มีไว้ทำอะไร
ฟันเฟืองนี่ก็คือเครื่องปรับเวลา หรือเรียกให้ถูกก็คือเครื่องปล่อยบอทนั่นเอง
เมื่อเริ่มเดินเครื่องฟันเฟือง ถ้าตัวเขาอยู่ที่โลกปัจจุบัน ก็จะมีร่างจำลองของเขาปรากฏขึ้นที่โลกต่างมิติ
เขาสามารถสั่งการให้ร่างจำลองในโลกต่างมิติทำภารกิจต่างๆ ได้ แล้วร่างจำลองก็จะทำตามคำสั่งเป๊ะๆ
เหมือนพวกเกมออนไลน์ที่มีระบบปล่อยบอทให้ตัวละครทำภารกิจเองนั่นแหละ
แต่การจะเปิดโหมดปล่อยบอทได้ จำเป็นต้องมีเวลาสะสมเพียงพอ
เขาอยู่โลกต่างมิติมาแล้วร้อยกว่าวัน ก็สะสมเวลาปล่อยบอทได้สูงสุดร้อยวัน แต่เขาสามารถดึงเวลาจากโลกปัจจุบันที่มีเป็นพันวันมาใช้ที่โลกต่างมิติได้
โอนเวลามาเท่าไหร่ ร่างจำลองในโลกต่างมิติก็จะปล่อยบอทได้นานเท่านั้น
ในทางกลับกัน เขาก็สามารถเอาเวลาจากโลกต่างมิติมาใช้ปล่อยบอทในโลกปัจจุบันได้เหมือนกัน
แต่ฟังก์ชันนี้ไม่เหมือนมิติฝึกวิชาในนิยายที่เวลาเดินช้ากว่าปกติ เพราะเวลาระหว่างปล่อยบอทจะเดินไปตามจริง ถ้าตั้งเวลาไว้กี่วัน พอจบการปล่อยบอท เวลาในโลกนั้นก็จะผ่านไปตามจำนวนวันที่ตั้งไว้จริงๆ
สมมติหลินเยี่ยสั่งให้ร่างจำลองปล่อยบอทเก้าสิบวัน แล้วตอนนั้นโลกต่างมิติเป็นเดือนมกราคม พอหลินเยี่ยกลับไปที่นั่นอีกที ก็จะกลายเป็นเดือนเมษายนไปแล้ว
เพียงแต่ว่าการปล่อยบอทเก้าสิบวันในโลกต่างมิตินั้น จะเสร็จสิ้นลงในพริบตาเดียวสำหรับตัวเขาที่อยู่อีกโลก
อารมณ์ประมาณหนังที่ตัดฉากแบบไทม์สคิปว่า
หลายเดือนผ่านไป...
วันเวลาผันผ่าน...
...
พอเข้าใจระบบแล้ว หลินเยี่ยก็ตัดสินใจทดลองทันที เขาถอยกลับมาที่บ้านในโลกต่างมิติ แล้วหยิบตำราวิชาที่ศิษย์พี่ใหญ่ให้มา
วิชาพลังพยัคฆ์คำราม
นี่คือสุดยอดวิชาที่ฝึกทั้งภายในและภายนอก ผู้คิดค้นใช้เวลาสังเกตเสือในป่าถึงสิบปี จนจับเคล็ดลับเสียงคำรามและท่าทางการออกแรงของเสือมาบัญญัติเป็นวิชา ครอบคลุมทั้งหมัด ฝ่ามือ และเพลงเตะ
ก้าวแรกของการฝึกวิชาพลังพยัคฆ์คำราม คือการฝึกวิธีการออกแรงแบบพิเศษ เสียงคำรามของเสือไม่ใช่แค่การข่มขวัญ แต่มันคือเทคนิคการเปล่งเสียงที่จะกระตุ้นพละกำลังทั่วร่างกาย
คนเคยทำงานแบกหามจะรู้ดีว่าแรงที่ออกมาสัมพันธ์กับการหายใจ ตอนยกของหนักขึ้นบ่า เรามักจะตะโกน ฮึ้บ ออกมา เพื่อปรับลมหายใจ เพิ่มแรงดันในช่องอกและช่องท้อง ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและรีดพลังออกมาได้สูงสุด
การหายใจ การโคจรลมปราณ การจัดระเบียบร่างกาย...
หลินเยี่ยลองผิดลองถูกอยู่สิบกว่ารอบ จนในที่สุดร่างกายก็เริ่มเข้าที่ แต่พอปรับลมหายใจจนกล้ามเนื้อเกร็งตัวได้ไม่นาน เขาก็เหงื่อท่วมตัวและหมดแรงข้าวต้ม
"นี่ยากกว่ายืนม้าอีกแฮะ ลองใช้ระบบปล่อยบอทดูดีกว่า"
หลินเยี่ยแค่คิด หน้าต่างสถานะก็เด้งขึ้นมา เขาหมุนฟันเฟือง ตัวเขาก็กลับมายืนหน้าวงล้อเวลาอีกครั้ง เนื่องจากเขามีเวลาสะสมในโลกต่างมิติอยู่แล้วร้อยวัน จึงไม่ต้องดึงเวลาจากโลกปัจจุบันมาใช้ เขาตั้งค่าให้ร่างจำลองปล่อยบอทเป็นเวลาสามวัน
ภารกิจหลักคือ กิน นอน และฝึกวิชา!
หลินเยี่ยตั้งค่าแค่คร่าวๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดมาก ตามข้อมูลที่รู้มา "ตัวตน" ที่ใช้ปล่อยบอทนี้มีสติปัญญาพอตัว คล้ายๆ AI ที่คิดเองได้และพูดคุยโต้ตอบได้ด้วย
พอตั้งค่าเสร็จ หลินเยี่ยก็หมุนวงล้อเวลา ทันใดนั้นเขาก็เห็นภาพตัวเองเวอร์ชันจิ๋วปรากฏขึ้นในบ้าน แต่ภาพหลังจากนั้นเคลื่อนไหวเร็วมากเหมือนกอหนังด้วยความเร็วหนึ่งหมื่นเท่า มองเห็นเป็นแค่สีที่วูบวาบไปมา
พอล้อหยุดหมุน หลินเยี่ยก็นึกในใจขอกลับสู่โลกต่างมิติ ทันทีที่กลับมา ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว เป็นความทรงจำของร่างจำลองตลอดสามวันที่ผ่านมา
ที่น่าแปลกคือ เขารับรู้ข้อมูลพวกนี้ได้อย่างลื่นไหล เหมือนเขาได้ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาด้วยตัวเองจริงๆ
มีบทสนทนาสั้นๆ กับลุงสวีคนดูแลบ้านและป้าเก๋อแม่ครัว ได้รู้จากป้าเก๋อว่าผักในเมืองราคาขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะข้าวสารนี่พุ่งไปสามเท่า แถมยังต้องรีบไปแย่งซื้อแต่เช้า ขืนไปช้าตลาดวายข้าวหมดอดกิน
แน่นอนว่าข้อมูลส่วนใหญ่คือผลลัพธ์จากการฝึกวิชาพลังพยัคฆ์คำราม
หลินเยี่ยสัมผัสได้ชัดเจนว่าพละกำลังเพิ่มขึ้น การควบคุมร่างกายดั่งใจนึก ไม่มีอาการติดขัดเลยสักนิด
การจัดท่าทางออกแรง การยืนม้า กลายเป็นเรื่องง่ายดายและคล่องแคล่ว
"สูตรโกงนี่มันแจ่มแมวจริงๆ"
หลินเยี่ยพอใจกับระบบปล่อยบอทนี้มาก ไม่ต้องทนเหนื่อยฝึกเอง แต่ได้ผลลัพธ์เหมือนฝึกมาอย่างหนัก
เขาเดินไปส่องกระจกทองเหลือง สำรวจรูปร่างตัวเอง ดูผอมเพรียวลงกว่าเดิมนิดหน่อย พอเลิกเสื้อขึ้นดูหน้าท้อง ก็เห็นร่องรอยกล้ามเนื้อเริ่มขึ้นรางๆ
แค่สามวันก็เริ่มมีซิกแพคแล้ว ขืนเป็นแบบนี้อีกไม่กี่วันคงได้ซิกแพคแน่นปั้กแน่นอน
"ในตำราบอกว่าฝึกวิชานี้ต้องกินเนื้อบำรุงเยอะๆ ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายหาซื้อเนื้อยาก แต่ฉันกลับไปซื้อที่โลกปัจจุบันมาตุนได้นี่นา"
หลินเยี่ยวางแผนจะกลับไปขนเนื้อสัตว์จากโลกปัจจุบันมา แล้วปล่อยบอทฝึกยาวๆ จนกว่าวิชาจะสำเร็จขั้นต้น จิตวิญญาณจะได้มั่นคงขึ้นด้วย
ขณะที่หลินเยี่ยกำลังจะตั้งค่าปล่อยบอทอีกรอบ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าบ้าน
ลุงสวีกำลังเถียงกับใครบางคน
"บ้านเราไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ เชิญไปบ้านอื่นเถอะ"
"นี่... นี่มันเรื่องความเป็นความตายของทุกคนนะ ถ้าข้าศึกบุกเข้ามาได้ พวกกบฏมันไม่ละเว้นบ้านพวกเจ้าแน่ อำเภอซานเหอเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เศรษฐีที่หนีตายมาได้เล่าให้ฟังกับหูว่าพวกกบฏมันโหดเหี้ยมแค่ไหน ฆ่าคนบริสุทธิ์ ปล้นชิง เผาบ้าน ทำชั่วสารพัด"
"ถ้าเจ้าตัดสินใจไม่ได้ ก็ให้ข้าไปพบนายท่านของเจ้า"
"ไม่ได้ นายน้อยสั่งไว้ห้ามใครรบกวนเด็ดขาด"
ลุงสวียืนกรานเสียงแข็ง เจ้าหนุ่มนักศึกษาร้อนรนจะบุกเข้าไป ลุงสวีรีบเข้าขวาง หลินเยี่ยเดินออกมาเห็นฉากยื้อยุดฉุดกระชากพอดี
"ลุงสวี เกิดอะไรขึ้น"
"นายน้อย ไอ้หนุ่มนี่มันพูดไม่รู้เรื่อง จะขอพบนายน้อยให้ได้ บอกว่าจะให้นายน้อยบริจาคเงินและเสบียงไปเป็นรางวัลให้ทหารจะได้มีกำลังใจสู้กบฏ การปราบกบฏมันหน้าที่ทหารไม่ใช่รึไง"
นักศึกษาได้ยินลุงสวีฟ้อง ก็หันมามองหลินเยี่ย ประสานมือคารวะก่อนอธิบาย "คุณชายท่านนี้ดูเป็นปัญญาชนน่าจะเข้าใจเหตุผล ตอนนี้กบฏฮึกเหิม ทหารหลวง... สถานการณ์ทหารหลวงท่านก็น่าจะรู้ดี ถ้าไม่มีเงินรางวัลจูงใจ เกรงว่าจะเหมือนอำเภออื่นที่ทหารหนีทัพก่อนกบฏจะมาถึงเสียอีก"
ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทหารท้องถิ่นก็มีแต่ปริมาณแต่ไร้คุณภาพ
เรื่องพวกนี้หลินเยี่ยรู้อยู่แล้ว ตอนถูกขังเขาก็ได้ยินศิษย์พี่ใหญ่เล่าสถานการณ์บ้านเมืองให้ฟัง
"พวกกบฏไร้มนุษยธรรม ไปที่ไหนก็ปล้นฆ่า นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณชายเองนะ"
ได้ยินคำพูดนี้ หลินเยี่ยขมวดคิ้วถามกลับ "ท่านไปฟังเรื่องพวกนี้มาจากใคร"
"จากเศรษฐีที่หนีตายมาจากอำเภอซานเหอและอำเภออื่นๆ พวกเขาเจอมากับตัว ญาติพี่น้องถูกกบฏฆ่าตายไปตั้งหลายคน"
หลินเยี่ยแค่นหัวเราะ ฟังความข้างเดียวจากพวกเศรษฐีนี่เอง มิน่าล่ะ
พอรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะก่อการกบฏ หลินเยี่ยก็ศึกษาความเน่าเฟะของโลกนี้และความทุกข์ยากของชาวบ้าน เขาเลือกข้างศิษย์พี่ใหญ่เต็มตัว แถมยังแนะนำกลยุทธ์แบบพรรคคอมมิวนิสต์ให้ด้วย
โค่นล้มเจ้าที่ดิน แบ่งปันที่ดินทำกิน
รวมพลังคนจน ต่อต้านคนรวย โลกนี้คนจนมีมากกว่าเยอะ
ภาพลักษณ์กบฏโหดร้ายที่นักศึกษาคนนี้ได้ยินมา ก็มาจากปากพวกเจ้าที่ดินที่เสียผลประโยชน์ ถ้าลองไปถามชาวบ้านตาดำๆ คำตอบคงคนละเรื่องหนังคนละม้วน
"ท่านชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร" หลินเยี่ยถาม
"อันจื่อเซิง"
"ที่แท้ก็พี่จื่อเซิง สิ่งที่ท่านทำอยู่นี่ ทหารเขาขอให้ท่านทำรึ"
อันจื่อเซิงหน้าเจื่อนไปนิดนึงแต่ก็รีบกลบเกลื่อน ตอบว่า "ข้าไปพบท่านปลัดอำเภอมาแล้ว ท่านบอกว่าทหารไม่กลัวตาย แต่กลัวตายแล้วลูกเมียไม่มีคนดูแล ขอแค่เรารวบรวมเงินค่าทำขวัญให้ได้ ท่านก็จะนำทหารสู้ตายถวายหัว"
หลินเยี่ยมองอันจื่อเซิงอย่างรู้ทัน อาการหน้าเจื่อนเมื่อกี้เขาเห็นเต็มสองตา ชัดเจนว่าหมอนี่ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด
อันจื่อเซิงน่าจะไปหาปลัดจริง แต่คงโดนเมิน หรือรำคาญจนหาข้ออ้างปัดๆ ไป
เศรษฐีในเมืองหนีกันไปหมดแล้ว ใครจะยอมควักเงินจ่าย
แต่ถ้าเกิดหมอนี่กล่อมคนสำเร็จขึ้นมา แผนของศิษย์พี่ใหญ่ก็อาจสะดุดได้
คิดได้ดังนั้น หลินเยี่ยก็ตัดสินใจ เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม ถามต่อ "พี่จื่อเซิงเป็นคนแถวนี้หรือ บ้านอยู่ในเมืองรึเปล่า เรื่องนี้พี่จื่อเซิงเป็นตัวตั้งตัวตีคนเดียวรึ"
"ไม่ใช่" อันจื่อเซิงส่ายหน้า "บ้านข้าอยู่หมู่บ้านเฟิ่งหยางนอกเมือง แต่มาเรียนหนังสือเลยพักอยู่ในตัวเมือง เรื่องนี้ข้าเป็นคนริเริ่ม แต่ข้าเชื่อว่าบัณฑิตและคหบดีในเมืองต้องสนับสนุนแน่"
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง การกระทำของพี่จื่อเซิงช่างน่ายกย่อง เชิญเข้าบ้านไปคุยรายละเอียดกันเถอะ"
"เยี่ยมไปเลย ไม่สิ... ข้าหมายความว่าคุณชายช่างเป็นผู้มีคุณธรรม ข้ามีพวกแล้ว"
เห็นอันจื่อเซิงตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ หลินเยี่ยก็พยักหน้าทำทีเป็นเข้าใจ พูดง่ายๆ นี่มันก็แค่วัยรุ่นไฟแรงคนหนึ่ง เสียดายที่ไฟแรงผิดที่ผิดทางไปหน่อย
...
"คุณชายหลิน ท่านจะทำอะไร"
"คุณชายหลิน ท่านมัดข้าทำไม"
"ปล่อยข้านะ หรือว่าท่านเป็นพวกเดียวกับกบฏ"
"ไอ้คนไร้ยางอาย แน่จริงก็ฆ่าข้าสิ"
สิบห้านาทีต่อมา หลินเยี่ยเดินออกมาจากเรือนหลัง เห็นลุงสวียืนงงอยู่หน้าประตู เลยปัดเศษเชือกป่านออกจากมือแล้วอธิบาย "ข้ากับพี่อันคุยกันถูกคอ พี่อันเขาจะมาพักอยู่บ้านเราสักพัก ต่อไปลุงบอกให้ป้าเก๋อส่งข้าวส่งน้ำไปที่เรือนหลังสองชุดนะ"
หลินเยี่ยตั้งกฎไว้แล้วว่าห้ามลุงสวีกับป้าเก๋อเข้าไปในเรือนหลังเด็ดขาด
"ข้าจะไปบอกเดี๋ยวนี้ขอรับ"
ลุงสวีไม่ได้คิดอะไรมาก รีบไปบอกป้าเก๋อในครัว หลินเยี่ยหันกลับไปมองห้องหนังสือในเรือนหลัง
วัยรุ่นผู้หลงทาง จำเป็นต้องมีคนคอยชี้ทางสว่างให้
[จบตอน]