- หน้าแรก
- รวยข้ามภพด้วยระบบฟาร์มออโต้
- บทที่ 7 - คำไหว้วานจากวิญญาณ
บทที่ 7 - คำไหว้วานจากวิญญาณ
บทที่ 7 - คำไหว้วานจากวิญญาณ
บทที่ 7 - คำไหว้วานจากวิญญาณ
ณ ตีนเขาทิศใต้
หลินเยี่ยหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยอดเขาอีกครั้ง
ความรู้สึกในตอนนี้ช่างยากจะอธิบาย
มีความตื่นเต้นที่จะได้เป็นอิสระเหมือนนกบินสู่ฟ้ากว้าง แต่ก็มีความอาลัยอาวรณ์ปนอยู่ด้วย
ตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าในห่อผ้ามีเงินค่าเดินทาง เขาเกือบจะหุนหันพลันแล่นกลับไปโลกปัจจุบันเพื่อเอาเงินทั้งหมดที่มีไปซื้อยามาเพิ่ม
"ยังไงก็ยังใจร้อนไปหน่อย"
หลินเยี่ยทบทวนตัวเองอีกครั้ง ความใจร้อนไม่ได้อยู่ที่คิดจะเทหมดหน้าตักเพื่อซื้อยา แต่อยู่ที่การมอบยาให้กับศิษย์พี่ใหญ่ต่อหน้าต่อตาต่างหาก
ถ้าศิษย์พี่ใหญ่ฟังสรรพคุณแล้วเกิดอยากลองของขึ้นมา แล้วบังคับให้เขาอยู่ต่อล่ะ
ถึงเขาจะเชื่อใจในตัวศิษย์พี่ใหญ่ แต่ถ้าคนอื่นรู้เรื่องยาเข้า พวกเขาอาจจะบีบให้เขาส่งมอบสูตรยาหรือบังคับให้อยู่ร่วมขบวนการด้วยก็ได้
ทางที่ดีที่สุดคือแอบวางยาไว้ในห้อง แล้วพูดใบ้ๆ ให้ศิษย์พี่ใหญ่รู้ว่าเขาทิ้งของที่ระลึกไว้ให้ พอศิษย์พี่ใหญ่มาเจอและเอายาไปลองใช้ ป่านนั้นเขาก็คงหนีไปไกลสุดหล้าแล้ว
เมื่อทบทวนเสร็จ หลินเยี่ยก็เปิดห่อผ้าดู ข้างในมีเสื้อผ้าสองชุด ใต้เสื้อผ้ามีถุงใส่เศษเงินอยู่ เขาประเมินดูคร่าวๆ น่าจะมีประมาณสิบตำลึง
นอกจากนั้นยังมีหนังสือหนึ่งเล่มและจดหมายอีกหนึ่งฉบับ
หลินเยี่ยแกะจดหมายอ่าน เป็นข้อความจากศิษย์พี่ใหญ่ที่เขียนไว้ตอนที่ขังเขาไว้ ศิษย์พี่ใหญ่รู้มาจากพวกเด็กรับใช้ว่าเขามีความฝันอยากเป็นจอมยุทธ นอกจากเงินแล้วจึงมอบคัมภีร์ยุทธ์ให้เขาด้วยเล่มหนึ่ง
หลินเยี่ยยิ้มขำ ช่วงแรกที่ทะลุมิติมาเขาตื่นเต้นมาก มักจะคุยโม้กับเพื่อนเบ๊คนอื่นว่าฝันอยากเป็นยอดฝีมือ พยายามเสนอหน้าหวังจะได้เป็นศิษย์สายนอก
แต่พอเห็นสำนักล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาหลายแห่ง เห็นศิษย์พี่ใหญ่ระดับยอดฝีมือต้องมาแย่งชิงข้าวสารอาหารแห้ง ความคิดอยากฝึกยุทธ์ก็จางหายไป เหลือแต่ความคิดอยากหาเงินเท่านั้น
เขาเก็บคัมภีร์ยุทธ์ไว้ยังไม่รีบเปิดดู เปลี่ยนชุดเบ๊ทิ้งไว้ข้างทางในป่ารกทึบ เขาไม่ได้มุ่งหน้าลงใต้ไปอำเภอซิ่นหยางตามคำแนะนำ แต่เลือกที่จะไปทางตะวันตกมุ่งสู่อำเภอซ่างหยางแทน
...
...
สองชั่วโมงผ่านไป หลินเยี่ยทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำ
ข้างหน้ามีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา
มีทุ่งนาก็แสดงว่าต้องมีหมู่บ้านอยู่แถวนี้
หลินเยี่ยยืนเกาะรั้วไม้ไผ่สูงระดับเอว มองสำรวจเข้าไปในลานบ้าน
มุมหนึ่งของลานบ้านมีเพิงมุงจากใช้เลี้ยงวัว วัวเหลืองแก่ตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ พอได้ยินเสียงมันก็หันดวงตาโตเท่าระฆังทองแดงมามอง
หลินเยี่ยตะโกนเรียก "มีใครอยู่ไหมครับ"
แอ๊ด
ประตูบ้านไม้ถูกผลักออก ชายชราคนหนึ่งเดินออกมาเห็นหลินเยี่ยยืนอยู่นอกรั้วก็ทำหน้าสงสัย หลินเยี่ยรีบอธิบาย "ข้าเดินทางมาจากอำเภอซิ่นหยางจะไปเยี่ยมญาติที่อำเภอซ่างหยาง แต่หลงทางจนกระหายน้ำ อยากจะขอแบ่งน้ำดื่มสักชามครับ"
"พ่อหนุ่มเข้ามาสิ เดี๋ยวตาไปตักมาให้"
ชายชราเปิดประตูรั้วให้ หลินเยี่ยเข้าไปยืนรอในลานบ้าน ไม่นานชายชราก็ถือชามกระเบื้องใส่น้ำเต็มปรี่ออกมาให้
หลินเยี่ยดื่มรวดเดียวหมดชาม รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา
"พ่อหนุ่มจะไปอำเภอซ่างหยาง ตาอยากจะไหว้วานให้ช่วยสักเรื่อง" ชายชรามมองไปที่วัวเหลืองในคอกแล้วพูดว่า "ช่วยจูงวัวตัวนี้ไปส่งให้นักพรตติงเสวียนที่วัดชิงเฟิงในตัวอำเภอหน่อยเถอะ"
หลินเยี่ยยังไม่ทันได้รับปาก วัวเหลืองที่นอนสงบอยู่ดีๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง มันดีดขาหลังแล้วพุ่งเข้าใส่หลินเยี่ยทันที
เฮ้ย
เห็นเขาโง้งคู่นั้นพุ่งเข้ามา หลินเยี่ยตกใจรีบวิ่งหนีสุดชีวิต ศักยภาพมนุษย์ระเบิดออกมาในเสี้ยววินาที เขากระโดดข้ามรั้วสูงระดับอกออกมาได้แต่ก็ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
วัวเหลืองไม่ได้พุ่งชนรั้วออกมา แต่มันยืนตาแดงก่ำส่งเสียงขู่คำรามใส่หลินเยี่ย
"สหายเฒ่า อย่าเกเรสิ"
ชายชรารีบเข้าไปลูบคอวัวเหลือง เจ้าวัวหันมาเอาหัวถูไถมือชายชราอย่างออดอ้อน
"พ่อหนุ่มไม่ต้องกลัว สหายเฒ่าของตาเชื่องมาก ไม่ทำร้ายใครหรอก"
หลินเยี่ยพูดไม่ออก นี่เรียกว่าเชื่องเหรอครับตา
"พ่อหนุ่มลองมาลูบมันดูสิ แล้วจะรู้เอง"
ชายชราจูงวัวเหลืองออกมานอกรั้ว หลินเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปแตะหลังวัว เจ้าวัวสะดุ้งเล็กน้อย ก้มหัวลงส่งเสียงร้องเบาๆ แต่ไม่มีท่าทีดุร้ายเหมือนเมื่อกี้
"ฝากด้วยนะพ่อหนุ่ม"
ชายชรายื่นเชือกจูงวัวให้ หลินเยี่ยไม่เข้าใจว่าทำไมชายชราถึงไว้ใจคนแปลกหน้าขนาดนี้ วัวในสมัยโบราณถือเป็นทรัพย์สินมีค่ามหาศาล ไม่กลัวเขาจูงไปขายหรือไง
แต่พอมองเจ้าวัวเหลืองแล้ว หลินเยี่ยประเมินว่าถ้าเขาคิดไม่ซื่อ คงโดนเขามันแทงไส้ไหลก่อนจะได้ขายแน่ๆ
หลินเยี่ยจูงวัวออกเดินทางอีกครั้ง
ชายชรายืนโบกมือลาอยู่ข้างหลัง
ช่วงแรกเจ้าวัวเดินช้ามาก เดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับไปมอง หลินเยี่ยไม่กล้ากระตุกเชือกแรง กลัวมันคลั่งขึ้นมาอีก
จนกระทั่งเดินพ้นหัวโค้งมองไม่เห็นชายชราแล้ว เจ้าวัวถึงเลิกหันหลังกลับ แต่ปัญหาใหม่ก็เกิด ตลอดทางถ้าเจอหญ้ามันก็จะหยุดเล็มกิน หลินเยี่ยแค่กระตุกเชือกเบาๆ ตามันก็เริ่มแดง หลินเยี่ยต้องรีบฉีกยิ้มเอาใจทันที
กว่าจะปรนนิบัติท่านวัวมาถึงกำแพงเมืองอำเภอซ่างหยางได้ ก็กินเวลาไปอีกสามชั่วโมง
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่หน้าประตูเมืองกลับวุ่นวาย รถมาหลายคันวิ่งสวนออกมาจากในเมืองมุ่งหน้าไปทางถนนหลวงสายตะวันตก นอกจากรถม้าแล้วยังมีชาวบ้านแบกห่อผ้าเดินเท้าตามกันเป็นขบวน
ฟังจากเสียงบ่นพึมพำของคนเหล่านี้ หลินเยี่ยก็พอเดาเรื่องได้
พวกศิษย์พี่ใหญ่บุกยึดอำเภอซานเหอและสังหารนายอำเภอได้สำเร็จ การก่อกบฏเริ่มขึ้นแล้ว
ข่าวแพร่มาถึงอำเภอซ่างหยาง พวกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลต่างพากันหนีตาย อำเภอซานเหออยู่ใกล้นิดเดียว ใครจะรู้ว่ากองทัพกบฏจะบุกมาทางนี้เมื่อไหร่
ว่ากันว่าพวกกบฏคือชาวบ้านยากจน ในหน้าประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่ากบฏชาวนาไปที่ไหนก็มักจะปล้นชิงทรัพย์สินของคนรวยและฆ่าฟันผู้คน
หนีไปทางตะวันตกเข้าสู่เขตเมืองชางหลานที่มีทหารประจำการอยู่ ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่ในอำเภอเล็กๆ
หลินเยี่ยแทรกตัวผ่านฝูงชนที่ตื่นตระหนกเข้าไปในเมือง ถามทางไปวัดชิงเฟิงจากคนแถวนั้น แล้วจูงวัวมุ่งหน้าไป
วัดชิงเฟิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก หลินเยี่ยเดินผ่านถนนหลายสายจนเห็นป้ายชื่อวัด
ประตูวัดเปิดอยู่ พอหลินเยี่ยจูงวัวเข้าไปก็เจอกับนักพรตชราท่านหนึ่ง สวมผ้าโพกหัวสีน้ำเงิน ใบหน้าตอบแต่ดวงตาสดใสเป็นประกาย
"ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน อาตมาคือนักพรตติงเสวียนที่โยมตามหา"
นักพรตชราทักทายก่อนที่หลินเยี่ยจะทันได้พูดอะไร เล่นเอาหลินเยี่ยตะลึง ท่านรู้ได้ไงว่าผมมาหา
"เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ผู้เฒ่าหลี่มาหาอาตมา ขอให้อาตมาช่วยดูแลวัวเหลืองตัวนี้ และบอกว่าจะมีโยมผู้ใจบุญจูงมันมาส่ง"
ยิ่งฟังคำอธิบายหลินเยี่ยก็ยิ่งงง ในเมื่อตาแกมาเองได้ ทำไมไม่จูงวัวมาเอง จะฝากเขามาให้ยุ่งยากทำไม
"อาตมารู้ว่าโยมสงสัย ผู้เฒ่าหลี่มาหาอาตมาในร่างวิญญาณ แกเสียชีวิตไปตั้งแต่ห้าวันก่อนแล้ว" นักพรตติงเสวียนเฉลย
หลินเยี่ยยืนตัวแข็งทื่อเหมือนโดนฟ้าผ่า
ตายไปห้าวันแล้ว งั้นที่เขาเห็นนั่นคือ... ผี?
"วัวเหลืองมีสัมผัสพิเศษ มองเห็นวิญญาณผู้เฒ่าหลี่ได้ มันจึงไม่อยากจากไป ผู้เฒ่าหลี่เป็นห่วงวัวมากจนได้มาเจอโยม ถึงยอมละวางความห่วงหา ผู้เฒ่าหลี่ฝากอาตมาขอบคุณโยมด้วย"
นักพรตติงเสวียนโค้งคำนับหลินเยี่ย หลินเยี่ยรีบโบกมือปฏิเสธ ขอบคุณจากผีเนี่ยนะ ไม่เอาดีกว่าครับ
"แต่ท่านนักพรตครับ ในเมื่อตาหลี่เป็นห่วงวัว ทำไมไม่รีบมาตั้งแต่แรก ทำไมต้องรอจนถึงตอนนี้" หลินเยี่ยถามด้วยความสงสัย
"เขตอารามเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณทั่วไปเข้าใกล้ไม่ได้" นักพรตติงเสวียนมองหลินเยี่ยด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะพูดต่อ "โยมขอน้ำดื่มจากผู้เฒ่าหลี่หนึ่งชาม เป็นการแลกเปลี่ยนพลังหยางให้แกหนึ่งเฮือก แกอาศัยพลังหยางนั้นถึงเข้ามาในวัดได้"
หลินเยี่ยพูดไม่ออก
ผมไปให้พลังหยางแก่แกตอนไหนครับเนี่ย
ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลย
[จบตอน]