- หน้าแรก
- รวยข้ามภพด้วยระบบฟาร์มออโต้
- บทที่ 2 - แผนลับยามวิกาล
บทที่ 2 - แผนลับยามวิกาล
บทที่ 2 - แผนลับยามวิกาล
บทที่ 2 - แผนลับยามวิกาล
การเป็นศิษย์รับใช้ในสำนักซั่งชิงนั้นเรียบง่ายกว่าที่คิด
สำนักนี้มีคนไม่เยอะ รวมศิษย์ในและศิษย์นอกแล้วก็มีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น แถมทุกคนยังเป็นพวกบ้าฝึกวิชา ไม่ค่อยเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหน
ยกเว้นศิษย์พี่ใหญ่คนเดียว
พอคนน้อย เรื่องวุ่นวายก็น้อยตามไปด้วย หลินเยี่ยในฐานะหัวหน้าเด็กรับใช้ควบตำแหน่งสถาปนิกออกแบบสำนัก จึงกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในหมู่คนงาน
ทุกวันเขาแค่ทำหน้าที่คุมงานก่อสร้างเท่านั้น
"ศิษย์พี่หลิน ศาลาหลังนี้เป็นยังไงบ้างครับ"
"ศิษย์พี่หลิน ดื่มน้ำหน่อยไหมครับ"
เบ๊คนอื่นๆ ต่างพากันประจบประแจงเรียกเขาว่าศิษย์พี่กันถ้วนหน้า ทำให้ตำแหน่งหัวหน้าเด็กรับใช้ของเขามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
เวลานับถอยหลังเหลืออีกเพียงสามวัน
หลินเยี่ยแอบมองศิษย์พี่ใหญ่ที่นอนพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยความแปลกใจ คนอื่นในสำนักตั้งแต่นายยันลูกน้องต่างขยันฝึกวิชากันแทบตาย มีแต่ศิษย์พี่ใหญ่คนเดียวนี่แหละที่ดูเหมือนจะมาพักร้อน
ถ้าไม่นั่งเหม่อมองก้อนเมฆบนยอดเขา ก็นอนหลับใต้ร่มไม้ บางทีก็มายืนดูพวกเขาสร้างบ้านเป็นชั่วโมงๆ
ขณะที่หลินเยี่ยกำลังจะเดินเข้าไปหา ก็มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาหาศิษย์พี่ใหญ่เสียก่อน
"ศิษย์พี่ใหญ่ แย่แล้วครับ"
"มีเรื่องอะไรถึงได้ตื่นตูมขนาดนั้น" ศิษย์พี่ใหญ่ลืมตาขึ้นถาม
"พวกพรรคเสือดาวจากเขาข้างๆ หาเรื่องพวกเราครับ"
ศิษย์พี่ใหญ่ขมวดคิ้ว "ก่อนท่านอาจารย์จะเก็บตัว ท่านกำชับไว้ว่าห้ามไปมีเรื่องกับใคร มีใครบาดเจ็บไหม"
"ไม่มีครับ" ศิษย์คนนั้นตอบตามจริง
"ในเมื่อไม่มีใครเจ็บก็ช่างมันเถอะ ปล่อยให้พวกมันกร่างไปก่อน รอท่านอาจารย์ออกมาก่อนค่อยว่ากัน"
หลินเยี่ยฟังแล้วก็รู้สึกเลื่อมใสในความใจเย็นของสำนักนี้ขึ้นมาทันที ต่างจากสำนักก่อนๆ ที่ชอบทำตัวกร่างจนโดนล้างบาง
แต่แล้วศิษย์คนนั้นก็อึกอักพูดต่อ "แต่ศิษย์พี่ใหญ่ครับ พวกนั้นมันปล้นทรัพยากรของเราไปนะครับ"
"ว่าไงนะ"
ศิษย์พี่ใหญ่ที่นอนเอกเขนกอยู่ดีๆ ก็เด้งตัวลุกขึ้นมาทันที "พรรคเสือดาวบังอาจขนาดนี้เชียวเหรอ ไปเรียกน้องๆ ทุกคนมา เราต้องไปเอาเรื่องพวกมัน"
เขาหายวับไปทางวิหารหลักทันที หลินเยี่ยยืนอึ้งพลางคิดว่างานนี้ต้องเกิดศึกใหญ่เลือดนองเขาแน่ๆ เพราะทรัพยากรคือหัวใจสำคัญของสำนัก
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ศิษย์พี่ใหญ่ก็นำทีมศิษย์ในและศิษย์นอกรวมสิบกว่าคนกลับมา ทุกคนดูเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด แถมบางคนยังมีรอยขีดข่วนตามตัวอีกต่างหาก
หลินเยี่ยรีบเข้าไปถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ศิษย์พี่ครับ ไปฟัดกับพวกพรรคเสือดาวมาเหรอครับ"
ศิษย์สายนอกคนหนึ่งดูอัดอั้นอยากเล่าพอดี เลยระเบิดออกมา "พวกมันน่ะสิ ตอนเกี่ยวนข้าววันนี้น่ะ มันดันมาเกี่ยวล้ำเข้ามาในนาของเรา พอศิษย์พี่ใหญ่พาพวกเราไปคุย พวกมันก็ไม่ยอมรับ ศิษย์พี่ใหญ่เลยโมโห สั่งให้พวกเราทุกคนไปช่วยกันเกี่ยวข้าวในนาของพวกมันเป็นการเอาคืน"
"พวกนั้นคนน้อยกว่าเรา เกี่ยวสู้เราไม่ได้ สรุปแล้วเราได้กำไรมาตั้งสามไร่ สะใจจริงๆ"
หลินเยี่ยอึ้งไปครู่ใหญ่ นี่เหรอคือการแย่งชิงทรัพยากรที่เขาจินตนาการไว้
"แล้วรอยแผลพวกนั้นล่ะครับ"
"อ๋อ ศิษย์พี่ใหญ่เขารีบเกี่ยวจนฝุ่นเข้าตา ส่วนคนอื่นก็เกี่ยวแข่งกับพวกนั้นจนโดนใบข้าวบาดน่ะสิ แสบใช้ได้เลยนะ"
หลินเยี่ยยืนอึ้งนิ่งเงียบไปเลย โลกยุทธภพที่เขาเจอมามันช่างสมจริงจนน่าใจหาย หรือว่านี่คือวิถีแห่งชาวยุทธที่แท้จริงกันแน่
คืนสุดท้ายก่อนจะกลับ หลินเยี่ยแอบย่องออกจากห้องพักกลางดึก เขาไม่อยากกลับไปมือเปล่า หลังจากทนลำบากมาตั้งเกือบร้อยวัน
เขามองเล็งแจกันกระเบื้องสวยงามสองใบในวิหารหลักไว้ตั้งนานแล้ว ถ้าเอาไปขายในโลกปัจจุบันต้องกลายเป็นของเก่าที่มีค่ามหาศาลแน่ๆ
ขณะที่กำลังแอบเดินขึ้นเขา หลินเยี่ยก็ต้องรีบหมอบลงข้างทาง เมื่อเห็นขบวนเกวียนลึกลับกำลังขนย้ายอะไรบางอย่างขึ้นมาบนสำนักยามดึกสงัดโดยไม่จุดไฟ
เคร้ง
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น พร้อมกับแสงสะท้อนจากคมดาบและหอกที่หลุดออกมาจากกระสอบ
"ระวังหน่อยสิ อยากให้ใครรู้หรือไง" เสียงศิษย์พี่คนหนึ่งดุขึ้น
หลินเยี่ยใจหายวาบ สำนักเล็กๆ แบบนี้จะแอบขนอาวุธมาทำไมเยอะแยะ ถ้าไม่ใช่คิดจะก่อการใหญ่
เขาหมอบนิ่งไม่กล้าขยับจนขบวนนั้นผ่านไป แต่พอเขากลับมาถึงหน้าห้องพักกลับพบศิษย์พี่ใหญ่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ศิษย์พี่ใหญ่ ยังไม่นอนอีกเหรอครับ พอดีข้าท้องเสียน่ะครับเลยออกมาทำธุระ" หลินเยี่ยพยายามทำใจดีสู้เสือ
"อ้อ แล้วเจ้าไปทำธุระที่ไหนมาล่ะ" ศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มถามแบบมีเลศนัย
[จบตอน]