เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Sign in Buddha's palm 229 รอคอย

Sign in Buddha's palm 229 รอคอย

Sign in Buddha's palm 229 รอคอย


Sign in Buddha's palm 229 รอคอย

จักรพรรดิถังที่ให้คนเฝ้าดูเขาคุนหลุนทั้งกลางวันและยามค่ำคืน จะรวดเร็วเท่ากับซูฉินที่มีทั้งดวงตาแห่งสัจจะและวิชาปราณฉีฟ้ากำหนดได้อย่างไร?

ตอนนี้ซูฉินอยู่ในระดับนภาชั้นที่แปดแล้ว ดวงตาแห่งสัจจะนั้นเป็นทิพยอำนาจที่สามารถพัฒนาตนเองได้เมื่อความแข็งแกร่งของซูฉินมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจับพลังฉี ความละเอียดอ่อน และขอบเขตที่สามารถรับรู้ได้ ทั้งหมดจะถูกเสริมกำลังตามขึ้นไป

“รับรู้ได้?”

จักรพรรดิถังดูตกใจ

เขาคุนหลุนอยู่ห่างจากเมืองฉางอันเกือบแสนลี้ แม้จักรพรรดิถังจะใช้ทุกวิถีทาง กระทั่งใช้ยอดปรมาจารย์ระดับชั้นที่หนึ่งในการส่งข่าว เขาก็รับประกันได้เพียงว่าจะรู้สิ่งที่เกิดขึ้นบนยอดเขาคุนหลุนภายในหนึ่งวันเพียงเท่านั้น

นี่ยังยึดตามข้อเท็จจริงเรื่องที่ว่าอาณาจักรถังได้ครอบครองแผ่นดินเข้าไปด้วยแล้ว ไม่เช่นนั้น หากอาณาจักรต่างๆ ยังมีอำนาจพอๆ กันเหมือนในอดีต อย่าว่าแต่หนึ่งวันเลย สิบวัน ครึ่งเดือนก็ยังไม่สามารถทราบข้อมูลของเทือกเขาคุนหลุนได้

แต่ตอนนี้

ซูฉินไม่ได้ก้าวออกจากเมืองฉางอันแม้แต่ก้าวเดียว แต่กลับกล่าวว่าเขาสามารถสัมผัสได้ถึงเขาคุนหลุน ซึ่งมันน่าตกใจมาก

แม้จะมีบันทึกโบราณมากมายที่บอกว่าตำนานยุทธนั้นมีความสามารถที่เหนือธรรมดา แต่เหนือธรรมดาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเทพเซียนจริงๆ เสียเมื่อไหร่

แต่ในเวลานี้ ซูฉินรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นห่างออกไปกว่าแสนลี้ ถ้านี่ไม่ใช่เทพเซียน แล้วสิ่งใดกันถึงจะเป็นเทพเซียน

แม้แต่นักพรตเฒ่าที่คิดว่าตัวเขาพอจะเข้าใจเกี่ยวกับซูฉินบ้างแล้วก็มีอึ้งไปเหมือนกัน

ในสายตาของนักพรตเฒ่า ซูฉินนั้นทรงพลังอย่างแท้จริง เป็นตำนานยุทธขั้นสูงสุดที่สามารถควบแน่นอาณาเขตได้ แม้ว่าจะเป็นในต่างดินแดนมันก็เพียงพอแล้วที่จะบดขยี้ตัวตนอันไร้เทียมทานจากหลายยุคหลายสมัย

แต่ไม่ว่าซูฉินจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกอย่าง ระดับที่ต่ำกว่าขอบเขตเซียนเทพปฐพี แม้ว่าจะมีอาณาเขต แต่ก็เป็นเพียงอาณาเขตขนาดเล็กและขอบเขตที่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์นั้นมีระยะเพียงหนึ่งร้อยจ้างเท่านั้น

แน่นอนว่าระยะของจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของตำนานยุทธขั้นสูงสุดนั้นกว้างมาก กว้างไกลเกินกว่าร้อยลี้

แต่ระหว่างร้อยลี้กับแสนลี้นั้น เป็นช่องว่างที่ห่างไกลกันเกินไป

มีเพียงหลีหว่านเท่านั้นที่ยังคงดูไม่รู้เรื่อง นางไม่ได้ไปถึงขอบเขตสามระดับบน เป็นธรรมดาที่จะไม่รู้ความหมายภายในคำพูดของซูฉิน

“การรับรู้ของข้า แตกต่างจากที่พวกเจ้าคิด”

ซูฉินส่ายหัวเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมาเบาๆ

ไม่ว่าจะเป็นดวงตาแห่งสัจจะหรือวิชาปราณฉีฟ้ากำหนดล้วนแต่สัมผัสได้เพียงแต่พลังฉีเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

ตัวอย่างเช่น ห่างออกไปแสนลี้ ซูฉินสัมผัสได้เพียงพลังปราณที่ผันผวนบนเขาคุนหลุน ส่วนเขาคุนหลุนจะมีลักษณะอย่างไร มีหินกี่ก้อน เขาล้วนแต่ไม่ทราบ

พูดง่ายๆ คือ มุมมองของซูฉินนั้นแตกต่างจากคนทั่วๆ ไป บางแง่มุม ซูฉินก็เหมือนยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหนือยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตใด ก้มลงมามองดูโลก

“แตกต่าง......”

จักรพรรดิถังและคนอื่นๆ กลืนคำที่จะพูดลงคอไป แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอะไรที่แตกต่าง แต่การกระทำของซูฉินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาต้องคอยทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ใหม่อยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อคิดจากสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจว่าทำไมซูฉินถึงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นห่างออกไปกว่าแสนลี้ได้

ในเวลาต่อมา

หลังจากพูดคุยกับซูฉินอีกไม่กี่คำ จักรพรรดิถังก็กล่าวคำอำลา

หลังจากการรวบรวมอาณาจักรเป็นปึกแผ่น งานบ้านงานเมืองที่เขาจะต้องจัดการในทุกๆ วันก็เกลื่อนกลาดเต็มโถงชีวิตนิรันดร์ หากจักรพรรดิถังไม่ได้ไปพักผ่อนในพระราชวังตะวันออกเป็นครั้งคราว ฝึกเคล็ดวิชาที่ซูฉินทิ้งไว้ให้อยู่ระยะหนึ่ง และเสวยโอสถบำรุง เกรงว่าคงจะเหน็ดเหนื่อยจนร่างกายทรุดโทรมลงไปเสียแล้ว

หลังจากที่จักรพรรดิถังและคนอื่นๆ จากไป ซูฉินก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

ชิงชิวเฉียนเฉี่ยนและคนอื่นๆ ยังคงยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเคารพ ก่อนที่ซูฉินจะออกคำสั่ง พวกเขาจะกล้าทำอะไรตามใจตนเองได้อย่างไร

แม้แต่หร่วนชิงที่เคยอยู่ในเมืองฉางอันมาระยะหนึ่งก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความเคารพ

“ตาน้ำพุจิตวิญญาณ จะฝังเอาไว้ที่ไหนดี?”

จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของซูฉินถูกกวาดออกไปทั่วเมืองฉางอัน คิดใคร่ครวญอยู่กับตนเอง

หลังจากที่ซูฉินกลืนกินน้ำพุจิตวิญญาณจนเกือบจะเหือดแห้ง มันน่าจะหมดสภาพไประยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้ามันฟื้นพลังกลับมาในอนาคต มันจะเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแน่นอน

“ฝังไว้ใต้ตำหนักชุนฝั่งขวาดีกว่า”

ซูฉินเงยหน้าขึ้นและมองไปยังตำหนักชุนฝั่งขวาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

ตำหนักชุนฝั่งขวาเคยเป็นที่พำนักของซูฉินมาก่อน และเป็นแกนหลักของค่ายกลฟ้าดินจำนวนมากที่ล้อมรอบพระราชวังตะวันออกทั้งหมด

เมื่อเทียบกับสถานที่อื่นๆ ในพระราชวังตะวันออก พลังปราณฉีและจิตใจแห่งฟ้าดินในตำหนักชุนฝั่งขวานั้นมีมากมายยิ่งกว่า ซึ่งเหมาะมากสำหรับการหล่อเลี้ยงน้ำพุจิตวิญญาณและช่วยในการฟื้นตัวด้วยอย่างรวดเร็ว

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของซูฉินก็ขยับสั่งการ ทันใดนั้นกล่องหยกที่นักพรตเฒ่าถืออยู่ก็ระเบิดออกทันที

มีกลุ่มหมอกแสงปรากฏขึ้น

กลุ่มแสงนี้คือปราณฉีและจิตใจแห่งฟ้าดินที่วนเวียนอยู่ล้อมรอบ แต่พลังของมันค่อนข้างอ่อนแอ หลังจากนั้นซูฉินก็ส่งตาน้ำพุจิตวิญญาณเข้าไปในตำหนักชุนฝั่งขวา

“เสร็จเกือบหมดแล้ว”

ซูฉินพยักหน้าเล็กน้อย

ตาน้ำพุจิตวิญญาณได้รับการปลูกฝังลงไปแล้ว และตอนนี้เขาก็ได้แต่เพียงรอวันที่มันจะฟื้นตัวเต็มที่

ตามการประเมินของซูฉิน ด้วยกระแสปราณฉีที่ฟื้นฟูในระดับปัจจุบัน เวลาในการฟื้นฟูน้ำพุจิตวิญญาณจะไม่นานเกินไปอย่างแน่นอน

“เอาล่ะ”

“มีอะไรเกิดขึ้นตอนที่ข้าไม่อยู่หรือไม่?

ซูฉินสงบนิ่ง มองไปที่หร่วนชิงและเหยียนไห่ กล่าวคำออกมาเบาๆ

ไม่ว่าจะเป็นเหยียนไห่หรือหร่วนชิง ทั้งคู่ต่างเป็นตำนานยุทธในระดับนภาชั้นที่สาม เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองฉางอันหากไม่นับซูฉิน

เหตุผลที่ซูฉินอยู่ในทะเลบูรพาตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาโดยไม่รีบร้อนอะไร นอกจากสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ในเมืองฉางอันแล้ว ก็เป็นเพราะมีสองคนนี้อยู่ในเมืองฉางอัน

ไม่ใช่ว่าหร่วนชิงกับเหยียนไห่แข็งแกร่งมากมายอะไรนัก แต่ด้วยระดับการฟื้นคืนของกระแสปราณฉีในปัจจุบัน อย่างน้อยหร่วนชิงและเหยียนไห่ก็แก้ปัญหาส่วนใหญ่ได้อีกเป็นร้อยปีโดยที่ซูฉินไม่ต้องมาคอยกังวล

“เรียนนายท่าน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ขอรับ”

หร่วนชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวออกมาด้วยความเคารพ เหยียนไห่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดอย่างเดียวกัน

แม้กระแสปราณฉีจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยหลายพันปีก่อนที่จะขึ้นไปถึงช่วงเฟื่องฟู แม้แต่จอมยุทธในขอบเขตตำนานยุทธยังไม่กำเนิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่เลยด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะวิหารการสงครามที่กำลังจะปรากฏในอีกไม่ช้า จักรพรรดิถังก็คงไม่รีบมาแจ้งเรื่องนี้กับซูฉิน

“เอาล่ะ พวกเจ้าออกไปเถอะ”

หลังจากที่ซูฉินถามคำถามเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติม เขาก็โบกมือให้หร่วนชิงกับคนอื่นๆ พานักพรตเฒ่าและชิงชิวเฉียนเฉี่ยนออกไปเพื่อทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์บางอย่างภายในรั้วในวัง

ซูฉินเองก็ก้าวเท้าหนึ่งก้าว และโผล่กลับมาที่ห้องโถงพระราชวังอันสูงตระหง่านใต้เมืองฉางอัน

“ตามกระแสลมปราณที่ผันผวนบนเขาคุนหลุน พื้นที่มิติจะถูกฉีกกระชากออกอย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่เกินหนึ่งปี หรืออาจจะนานกว่านั้นเล็กน้อย”

“เมื่อถึงตอนนั้น น่าจะเป็นวันที่วิหารการสงครามถือกำเนิดขึ้น”

ซูฉินนั่งขัดสมาธิ หันหน้าไปทางภูเขาคุนหลุน ดวงตาสงบนิ่ง คิดอยู่ในหัวอย่างรวดเร็ว

วิหารการสงครามเกี่ยวพันถึงสถานที่สำหรับลงชื่อเข้าใช้ของซูฉิน และแน่นอนว่าซูฉินจะไปที่นั่นด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

“เพียงแต่ว่าตามบันทึกโบราณ ระยะเวลาในการคงอยู่ของวิหารการสงครามดูเหมือนจะไม่นานเท่าไรนัก ไม่เกินหนึ่งเดือน......”

ซูฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย

หากวิหารการสงครามสามารถลงชื่อเข้าใช้ได้เพียงครั้งเดียวหรือสองสามครั้งมันก็คงไม่เป็นอะไร หนึ่งเดือนก็เพียงพอแล้วที่จะดึงเอา 'เต๋าสะสม' ที่สะสมในวิหารการสงครามมานับหมื่นปีออกมา

แต่ถ้าวิหารการสงครามสามารถลงชื่อเข้าใช้ซ้ำได้ จะนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่หากลงชื่อเข้าใช้ได้เพียงแค่เดือนเดียว

“อย่างไรก็ช่าง”

“รออีกหนึ่งปี ค่อยพูดเรื่องนี้หลังจากวิหารการสงครามปรากฏออกมาดีกว่า”

ซูฉินสงบใจลง ความคิดเริ่มผันผวน “ในช่วงที่ผ่านมา มีโอสถธาตุไฟจำนวนมากได้รับมาผ่านการลงชื่อเข้าใช้ที่เมืองอินจี๋ในโลกถ้ำปีศาจ”

“ขั้นต่อไป เริ่มสร้างภาพดวงตะวันฯ จากภาพสิบสองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ดีกว่า”

ซูฉินปิดเปลือกตาลงช้าๆ ภายในใจมีแผ่นหินจางๆ โผล่ขึ้นมา มันสูงขึ้นจากผืนแผ่นดินทะลุเลยแผ่นฟ้า มีรูปดวงตะวันขนาดมหึมาสลักอยู่บนนั้น มันเร่าร้อนแผดเผาราวกับจะหลอมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุณ

จบบทที่ Sign in Buddha's palm 229 รอคอย

คัดลอกลิงก์แล้ว