เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Sign in Buddha's palm 199 (II) บดขยี้

Sign in Buddha's palm 199 (II) บดขยี้

Sign in Buddha's palm 199 (II) บดขยี้


Sign in Buddha's palm 199 (II) บดขยี้

ครืด

ปรากฏวงสีดำสนิทฉีกกระชากจนเหมือนเป็นรอยแยกบนท้องฟ้า

หลังจากฆ่าบรรพบุรุษสังหารโลหิตด้วยการผ่าออกเป็นสองส่วน เขาก็ไม่มีความลังเลใจแต่อย่างใด สาวเท้าก้าวข้ามผ่านร่างของชายชุดดำผู้เย็นชาไป

“และเจ้า”

ซูฉินหันเหสายตาไปทางชายชุดเขียวที่ถือดาบยาวในมือ

“ตาย”

ซูฉินกำด้ามมีดเทพเจ้าปีศาจไว้แน่น ก่อนจะสับลงตามใจต้องการ

“อาอาอาอา!”

“หมื่นดาบคืนซ่ง!!!”

ชายชุดคลุมเขียวที่กำลังถือดาบอยู่กลายเป็นคลุ้มคลั่งในทันที เห็นตำนานยุทธถึงสามคนตกตายติดต่อกันต่อหน้าต่อตาตนเอง และโดยไม่ทันรู้ตัว ก็มาถึงตาของตนเสียแล้ว

ดาบยาวที่ชายชุดเขียวถืออยู่จู่ๆ ก็ระเบิดพลังออกมาเป็นแสงอันเจิดจ้า ส่องประกายจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด

แทบจะในทันที ประกายแสงดาบจำนวนนับไม่ถ้วนก็แยกกระจายออกมาล้อมรอบร่างของมัน

“วิถีแห่งดาบนั้นไม่เลว แต่น่าเสียดาย ที่มันยังไม่เพียงพอ” ซูฉินส่ายหัวเล็กน้อย

เพล้ง

คมมีดสีดำสนิทดุจหมึก ป่นประกายแสงทั้งหลายออกในทันที ตัดดาบยาวที่ชายชุดเขียวชักออกมาหักเป็นสองซีก จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าตัดร่างชายในชุดเขียวไปด้วย

ผู้ชมโดยรอบถึงกับเงียบกริบ

สีหน้าทุกคนต่างให้ความรู้สึกว่าฉากตรงหน้าช่างน่าสยดสยอง

พวกเขาไม่เคยคิดฝันว่าเหล่าตำนานยุทธผู้ทรงพลังไร้เทียมทาน เมื่อมาอยู่ต่อหน้าซูฉิน ก็เหมือนกับไก่ที่กำลังโดนเชือด

“พี่สาม พี่สามแข็งแกร่งเกินไปแล้ว......” จักรพรรดิถังตกตะลึงเช่นเดียวกัน

หากจะกล่าวถึงชายท่าทางดุดันที่ตกตายไปเป็นคนแรก อาจมองได้ว่าเกิดจากการฉวยโอกาส 'ลอบจู่โจม' แต่หลังจากนั้นซูฉินก็ยังสังหารตำนานยุทธต่อเนื่องไปอีกสามศพ

ขณะที่ทุกคนกำลังตกใจ

การแสดงออกของซูฉินยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป จากนั้นเขาจึงค่อยๆ มองไปที่ปิงหลิงเทพธิดายุคปัจจุบันแห่งตำหนักเทพเจ้าหิมะ

“เจ้ายังมีความกล้าที่จะยืนอยู่ที่นี่อีกหรือ?” ซูฉินมองปิงหลิงด้วยความสนใจ

เมื่อครู่ แม้เทพธิดาแห่งตำหนักเทพเจ้าหิมะจะหวาดกลัวจนหน้าซีดดุจเดียวกัน แต่นางก็ไม่ได้รีบหนีไปเฉกเช่นบรรพบุรุษสำนักสังหารโลหิต

“ท่านผู้แข็งแกร่งช่างน่าสะพรึงกลัว แม้ว่าข้าจะหนีไปก็คงหนีมิพ้น”

ปิงหลิง เทพธิดาคนปัจจุบันแห่งตำหนักเทพเจ้าหิมะสูดหายใจเข้า ก่อนจะกล่าวคำด้วยเสียงเรียบนิ่ง

“ให้ข้าเดา เหตุผลที่เจ้าไม่หนีไป ไม่ใช่เพราะเจ้าไม่เกรงกลัวความตาย แต่เพราะเจ้ามีไพ่ลับที่อาจารย์ของเจ้ามอบเอาไว้ให้เสียมากกว่า?”

ซูฉินไม่เชื่อคำกล่าวที่ว่า 'เพราะหนีไม่ได้ จึงไม่หนี'

แม้แต่มดยังรักตัวกลัวตาย นับประสาอะไรกับศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจของนิกายใหญ่?

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

สีหน้าของปิงหลิงเปลี่ยนไปมาก

นางมีสิ่งของสำหรับปกป้องชีวิตที่บรรพบุรุษในตำหนักเทพเจ้าหิมะได้มอบไว้ให้

สิ่งที่ต้องจ่ายออกในการใช้เครื่องช่วยชีวิตนี้ช่างมากมายเกินไปจริงๆ ปิงหลิงต้องละทิ้งร่างกายของตน และแปรเปลี่ยนเป็นจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะสามารถหลบหนีออกไปไกลหลายพันลี้ได้อย่างรวดเร็ว

ครานั้น บรรพบุรุษตำหนักเทพเจ้าหิมะจึงเตือนปิงหลิงเอาไว้ว่าไม่ควรใช้ไพ่ลับนี้ ยกเว้นจะอยู่ในช่วงที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต เพราะการสูญเสียร่างกายย่อมก่อผลกระทบที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ต่อผู้ฝึกยุทธ

แม้ว่าร่างกายใหม่จะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาสำเร็จ แต่ปัญหาในเรื่องการรักษาสภาวะสมดุลระหว่างกายใจจะทำให้ความสำเร็จในอนาคตถูกจำกัด ในกรณีร้ายแรงอาจถึงขึ้นที่ระดับพลังลดลงไปหลายระดับขั้น

อย่างไรก็ตาม บรรพบุรุษยังกล่าวอีกว่า ตราบใดที่ใช้ไพ่ลับนี้ จะไม่มีใครบนโลกที่จะหยุดยั้งนางได้

นี่เป็นความมั่นใจที่ทำให้ปิงหลิงยังคงยืนหยัดอยู่ที่นี่

นางไม่เหมือนกับคนอื่นที่ถ้าไม่หนีก็คงตกตาย แต่ตัวนางนั้นมีทางเลือก ถ้าเรื่องราวมันร้ายแรงจริงๆ นางก็จะใช้ไพ่ลับนั้นในการช่วยชีวิตตนเอง

สูญเสียร่างกายไปดีกว่าตกตายอย่างสมบูรณ์

“ท่านนั้นทรงพลังดุจท้องฟ้ากว้าง ปิงหลิงผู้นี้ขอจากลาไปก่อน หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้พบพานกับท่านอีก”

เทพธิดาคนปัจจุบันของตำหนักเทพเจ้าหิมะ เห็นความมั่นใจในดวงตาของซูฉินยามที่มองมาที่ตัวนางได้อย่างรวดเร็ว และไม่กล้าที่จะอยู่ต่อ รีบกระตุ้นไอพลังบางอย่างภายในร่าง

ทันใดนั้น

ปิงหลิงก็รู้สึกเพียงว่าจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของนางได้รับการยกระดับอย่างมหาศาล จึงรวมจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของตน หลบหนีออกจากร่าง พุ่งกลับไปยังต่างดินแดนด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

“รวดเร็วจริงๆ”

ซูฉินพยักหน้าเล็กน้อย แสดงความคิดเห็น

แม้แต่ตัวเขาเอง ถ้าเทียบกันในแง่ของความเร็วก็เทียบไม่ได้กับวิธีการละทิ้งร่างกายจนเหลือแต่จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้

“แต่ก็เท่านั้น”

“ในอาณาเขตของข้า เจ้ายังคิดว่าจะหลบหนีได้อีกหรือ?”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูฉิน ความคิดสั่งการ พลังที่มองไม่เห็นก็แผ่พุ่งออกไป

“บรรพบุรุษบอกว่าตราบใดที่ตราสัญลักษณ์ถูกกระตุ้นจนละทิ้งร่างออกมาได้สำเร็จ แม้จะเป็นตำนานยุทธระดับนภาชั้นที่เจ็ดหรือระดับนภาชั้นที่แปดก็ไม่สามารถติดตามข้าได้ทัน”

ความคิดของปิงหลิงเปลี่ยนผันไปมา และรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว

“เมื่อข้าได้กลับไปที่ตำหนักเทพเจ้าหิมะ ข้าจะแจ้งผู้อาวุโสให้มาแก้แค้นให้ข้า....”

ปิงหลิงยังคิดเรื่องนี้ไม่ทันจบ ก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริด

เพราะตัวนางหนีออกมานานแล้ว แต่เหตุใดยังคงอยู่ภายในวัง

“นี่คือ?”

ปิงหลิงสัมผัสได้อย่างแผ่วเบาว่ามีแรงที่มองไม่เห็นได้ห้อมล้อมนางเอาไว้ ภายใต้พลังอำนาจนี้ มิติตรงหน้าราวกับทางยาวไกลไร้ที่สิ้นสุดแม้จะเป็นระยะทางเพียงแค่เอื้อมมือก็ตาม

“อาณาเ......”

จู่ๆ ปิงหลิงก็นึกถึงบันทึกบางเล่มภายในตำหนักเทพเจ้าหิมะได้ คลื่นลมพลันก่อตัวขึ้นในใจนาง

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ปิงหลิงจะได้กล่าวคำออกมาจนจบ รอบข้างก็กลายเป็นมืดมิด ความคิดดับวูบตกลงสู่ความดำมืดอันไร้ที่สิ้นสุด

จบบทที่ Sign in Buddha's palm 199 (II) บดขยี้

คัดลอกลิงก์แล้ว