- หน้าแรก
- หนีตายเอเลี่ยนคลั่ง อย่าให้มันจับได้ เดี๋ยวกลายเป็นมื้อเย็น
- บทที่ 1 ผมอยากเป็นเชฟ
บทที่ 1 ผมอยากเป็นเชฟ
บทที่ 1 ผมอยากเป็นเชฟ
บทที่ 1 ผมอยากเป็นเชฟ
ทันทีที่ 'เจียงเทียน' ก้าวเท้าออกจากร้านหนังสือ เขาก็เดินชนเข้ากับ 'หวงซิง' เพื่อนสนิทที่คุ้นเคยแต่กลับดูห่างเหินไปบ้างในช่วงนี้
"บ้าน่า เหล่าเจียง นายเอาจริงดิ?" หวงซิงยื่นหน้าเข้ามาใกล้เจียงเทียน สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือคู่มืออุปกรณ์ครัวในมืออีกฝ่ายแล้วร้องโวยวายด้วยความตกใจ
"นายเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่สมัครเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ ไปเฝ้าประตูมิติ สังหารเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นสร้างเกียรติยศให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ดันดื้อด้านจะไปเป็นเชฟต๊อกต๋อยเนี่ยนะ?"
เจียงเทียนส่ายหน้า "ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก ถ้าต้องไปฆ่าพวกต่างเผ่าพันธุ์จริงๆ คงไม่ถึงมือฉันหรอกน่า"
พูดจบ เจียงเทียนก็กอดตำราที่เพิ่งซื้อมา เดินมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนฝึกอาชีพ
"นายไม่เก่งเนี่ยนะ?" หวงซิงเบิกตากว้าง รีบสาวเท้าตามเจียงเทียนไปติดๆ "วันก่อนฉันพานายไปฟาร์มที่บ้าน กะว่าจะให้ชิมเนื้อวัวสดๆ แล้วดันเกิดอุบัติเหตุ เจ้าวัวโลหิตตัวนั้นพุ่งเข้ามา ฉันนึกว่าฉันจะตายซะแล้ว"
"ให้ตายเถอะ นายพุ่งเข้าไปจับเขาของมันด้วยมือเปล่า แล้วทุ่มวัวแก่ตัวนั้นลงกับพื้น เท่ระเบิดจนน้ำลายฉันแทบไหล! แบบนี้นายยังจะบอกว่าไม่เก่งอีกเหรอ?"
หวงซิงออกท่าออกทางประกอบคำพูด ร้องอุทานอย่างตื่นเต้น
เจียงเทียน: "..."
"เตรียมตัวสอบวิชาการต่อสู้ให้ดีเถอะ เมื่อก่อนฉันนึกว่านายเป็นพวกอ่อนหัดเลยไม่ได้คะยั้นคะยอ แต่นึกไม่ถึงเลยว่านายจะซ่อนคมไว้ลึกขนาดนี้" หวงซิงกล่าวอย่างจริงจัง "พอพวกเราประสบความสำเร็จในมหาวิทยาลัย ก็จะได้เป็นใหญ่เป็นโต รับใช้มนุษยชาติ เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนเชียวนะ"
ท่ามกลางเสียงบ่นกระปอดกระแปดของหวงซิง เจียงเทียนไม่ได้ตอบโต้อะไร ความคิดของเขาล่องลอยออกไปไกล
พูดให้ถูกคือ เขาไม่ใช่คนของโลกนี้
เขามาจากโลกมนุษย์ เคยเป็นทหารรับจ้าง และหลังจากตายเพราะความเหนื่อยล้า เขาก็มาโผล่ที่โลกคู่ขนานแห่งนี้... 'บลูสตาร์'
โลกนี้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าบ้านเกิดของเขา แต่ก็มาพร้อมกับหายนะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ภัยพิบัติมิติเวลา
จู่ๆ ประตูมิติก็ปรากฏขึ้น เปิดเส้นทางแห่งดวงดาวที่เชื่อมต่อโลกต่างๆ เข้าด้วยกัน นำมาซึ่งสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์
สิ่งที่มาพร้อมกับหายนะและสงครามคือพลังวิญญาณที่ทะลักออกมาจากหลังประตู ทำให้มนุษย์สามารถฝึกฝนตนเองเพื่อต่อต้านการรุกรานจากเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น
ทรัพยากรจากโลกใหม่หลังประตูมิติยังทำให้โลกใบนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
ทว่า เนื่องจากอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ด้อยประสิทธิภาพลง หรือถึงขั้นกลายเป็นเศษเหล็กหลังจากประตูมิติปรากฏขึ้น และมนุษยชาติยังตามหลังเผ่าพันธุ์นับหมื่นในห้วงดาราในเรื่องการฝึกตน
เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงตกต่ำลง ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ความมั่นคงที่พอจะมีอยู่ในตอนนี้ ล้วนแลกมาด้วยเลือดเนื้อของบรรพบุรุษมนุษย์นับไม่ถ้วน
คนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนต่างใฝ่ฝันที่จะเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ เพื่อศึกษาต่อและเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง ก้าวเข้าสู่ห้วงดาราอันกว้างใหญ่หลังประตูมิติ ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์นับหมื่นบนเส้นทางสงครามแห่งดวงดาว และสร้างเกียรติยศให้แก่มนุษยชาติ
"เหล่าเจียง ตกลงตามนี้เถอะ ย้ายมาอยู่ 'ห้องคิง' กับฉัน แค่ให้ตาแก่ที่บ้านพูดคำเดียวก็ได้แล้ว" หวงซิงดึงแขนเสื้อเจียงเทียน ร้องขออย่างน่าเวทนา "อย่าทำให้พรสวรรค์เทพๆ ของนายเสียของเลยนะ"
เจียงเทียนยังคงเงียบ พรสวรรค์ที่หวงซิงพูดถึงคือร่างกายพิเศษที่เขามีติดตัวมาตั้งแต่ชาติก่อน
เส้นใยกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูกที่เหนือกว่าคนทั่วไป อวัยวะภายในและแรงดันลมปราณที่แข็งแกร่งกว่าคนปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีความอึดที่ดีกว่า และจิตวิญญาณที่เหนือธรรมดา
นอกเหนือจากนั้น เขายังมีความสามารถในการฟื้นตัวราวกับสูตรโกง ช่วยให้เขาหายเหนื่อยและรักษาบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว
เขาเป็นเหมือนมนุษย์เหนือมนุษย์
เพราะพรสวรรค์นี้เอง เขาจึงมั่นใจที่จะทิ้งงานอดิเรกมาเป็นทหารรับจ้าง หาเงินมารักษาพ่อแม่
น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดพ่อแม่ของเขาก็ยื้อไว้ไม่ไหว และเขาก็หมดอาลัยตายอยาก ต่อสู้ติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่หลับไม่นอนจนตัวตาย
เมื่อมาถึงโลกคู่ขนานบลูสตาร์ ไม่เพียงแต่เขาจะอายุน้อยลงสามปี แต่พ่อแม่ในโลกนี้ยังแข็งแรงดี ในที่สุดเขาก็สามารถทุ่มเทความหลงใหลให้กับงานอดิเรกได้เสียที
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงเทียนก็มองหน้าหวงซิงอย่างจริงจัง "ฉันอยากเป็นเชฟ"
หวงซิงอ้าปากค้าง จ้องหน้าเจียงเทียนอยู่นานก่อนจะตบต้นขาตัวเองดังฉาด "บาปกรรมแท้ๆ!"
ในตอนนี้ เจียงเทียนเดินมาถึงป้ายรถเมล์ลอยฟ้าแล้ว เขาหยุดเดินและมองหวงซิงที่ดูเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด "เอาล่ะ ไม่ต้องมากล่อมฉันแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ ฉันต้องไปเรียนแล้ว"
"เฮ้อ..." หวงซิงถอนหายใจยาว มองเจียงเทียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่พูดอะไรมากอีก ได้แต่คิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมในภายหลัง
"เรียนเสร็จนายเองก็รีบกลับบ้านนะ ช่วงนี้ได้ยินตาแก่ที่บ้านบอกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสงบ" หวงซิงมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบกับเจียงเทียนอย่างมีลับลมคมนัย "ได้ยินว่าพวกเดรัจฉานจาก 'สำนักดารา' กำลังออกอาละวาดหนัก..."
"อืม..." เจียงเทียนพยักหน้า เขารู้จักสำนักดาราดี
พูดง่ายๆ ก็คือคนขายชาติ
พวกมันศรัทธาในเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น คิดว่าการยอมจำนนคืออนาคตที่รุ่งโรจน์ของมนุษยชาติ
เจียงเทียนรู้สึกแปลกใจ คนดีๆ ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นเดรัจฉานกันนะ?
ไม่นานรถเมล์ก็มาถึง เจียงเทียนโบกมือลาหวงซิงแล้วก้าวขึ้นรถเมล์ลอยฟ้า
หลังจากนั่งลง รถเมล์ก็ลอยตัวขึ้นและแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เจียงเทียนอดทึ่งไม่ได้กับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของบลูสตาร์และความสะดวกสบายของมัน
ทว่าเขาได้ยินมาว่าเทคโนโลยีหลายอย่างจะใช้การไม่ได้เมื่ออยู่หลังประตูมิติ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
ไม่นานรถเมล์ก็มาถึงป้ายปลายทาง หลังจากลงรถ เจียงเทียนก็สำรวจสภาพแวดล้อม ที่นี่ค่อนข้างเป็นชานเมือง เงียบสงบและกว้างขวางกว่าในเมืองอย่างเห็นได้ชัด
เดินเท้าต่ออีกครู่หนึ่ง เจียงเทียนก็มาถึงโรงเรียนฝึกอาชีพที่เขาสมัครไว้
เมื่อเงยหน้ามอง มันคืออาคารโรงงานเก่าโทรมที่ถูกดัดแปลงอย่างชัดเจน เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่ข้ามลานกว้างเข้ามา เจียงเทียนก็พบอาคารเรียน
มีผู้คนเดินเข้าออกอาคารเรียนพอสมควร ล้วนมาเพื่อเรียนรู้วิชาชีพไว้ทำมาหากิน
แม้จะอยู่ไกลและสภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี แต่ข้อดีคือค่าเล่าเรียนถูก
เจียงเทียนสืบมาแล้วว่าคณาจารย์ที่นี่มีความเป็นมืออาชีพมาก
เมื่อหาห้องเรียนเจอ ก็พบว่ามีคนมารออยู่ก่อนแล้วหลายคน ชายหนุ่มวัยเดียวกับเขาที่ย้อมผมสีเหลืองทอง และหญิงวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังคุยกันอย่างออกรส
ภายในห้องเรียนมีอุปกรณ์ครัวครบครัน พร้อมโต๊ะปฏิบัติการแยกส่วน เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
เห็นดังนั้น เจียงเทียนก็เริ่มกระสับกระส่าย แววตาเป็นประกาย เขาแทบรอไม่ไหวแล้ว
ในโลกนี้ ฐานะทางบ้านของเขาไม่ค่อยดีนัก อาศัยอยู่ในแฟลตราคาถูกและกินข้าวโรงอาหาร
ดังนั้นที่บ้านจึงไม่มีครัวให้เขาได้แสดงฝีมือ
ตอนนี้เมื่อเห็นเครื่องมือวางอยู่ตรงหน้า เขาจึงอดใจไม่ไหว เปิดหนังสือที่เพิ่งซื้อมาและเริ่มฝึกซ้อม มือจับเครื่องมือ สายตามองตำรา เริ่มเรียนรู้ล่วงหน้าด้วยตัวเอง
เวลาผ่านไปทีละนาที
เจียงเทียนดำดิ่งอยู่ในความสุขจากสิ่งที่เขารัก จนลืมเวลาไปโดยสิ้นเชิง ทว่าคนอื่นๆ ในห้องเรียนเริ่มรอจนหมดความอดทน
กลุ่มหญิงวัยกลางคนจับกลุ่มคุยกันอย่างอดไม่ได้
"อาจารย์ทำไมยังไม่มาอีกนะ?"
"นั่นสิ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังต้องไปรับลูกที่โรงเรียนอีกนะ"
"ใช่ไหมล่ะ? ถึงได้บอกว่าของถูกไม่มีดี คืนเงินพวกเรามาซะ!"
ชายหนุ่มผมเหลืองหมดความอดทนโดยสิ้นเชิง เดินออกไปที่ระเบียงทางเดิน มองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าสงสัย "แปลกจริง ประตูใหญ่ปิดไปตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ขณะที่บ่นพึมพำ เขาก็แว่วเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องเรียนข้างๆ
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเดินไปเปิดประตูห้องเรียนข้างเคียง
ภาพสีเลือดที่ปรากฏแก่สายตาและกลิ่นคาวคละคลุ้งที่พุ่งเข้าปะทะหน้า ทำให้เขาทรุดฮวบลงกับพื้น
ภายในห้องนั้น ศพนอนเกลื่อนกลาด เลือดไหลนองเจิ่งนอง ตรงกลางห้องมีชายสวมหน้ากากครึ่งซีกรูปหัวหมูยืนตระหง่าน
มือซ้ายของมันหิ้วร่างชายชราวัยหกสิบ ส่วนมีดแหลมในมือขวาได้แทงทะลุลำคอของชายชราไปแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ชายคนนั้นก็หันมามองชายหนุ่มผมเหลือง
"ห้องของพวกแกยังไม่ถึงคิว จะรีบไปไหน?" มุมปากใต้หน้ากากแสยะยิ้มเล็กน้อย
ฉึก...
มันดึงมีดแหลมออก แล้วเดินย่างสามขุมเข้าหาชายหนุ่มผมเหลือง
ชายหนุ่มผมเหลืองพยายามจะลุกหนี แต่ขาสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ได้แต่ตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น ลุกไม่ขึ้น
เมื่อเห็นชายหน้ากากหัวหมูเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าของชายหนุ่มผมเหลืองซีดเผือด ร้องตะโกนสุดเสียง "อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา!!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังทะลุประตูห้องเรียนที่เปิดอ้าอยู่ ทำให้ชายหน้ากากชะงักไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นพลางส่งเสียงเดาะลิ้นอย่างรำคาญใจ
ห้องเรียนนี้เล็กกว่า และส่วนหนึ่งของค่ายกลเก็บเสียงก็ติดตั้งอยู่ที่ประตู เมื่อเปิดออกจึงเก็บเสียงไม่อยู่
"เสียงดังจริงนะแก..." ชายหน้ากากเดินประชิดตัวชายหนุ่มผมเหลือง แขนเรียวเล็กนั้นกลับเปี่ยมด้วยพละกำลังน่ากลัว มือข้างหนึ่งขยุ้มใบหน้าอีกฝ่ายแล้วกระชากร่างขึ้นจากพื้น
มีดแหลมในมืออีกข้างแทงทะลุลำคอ
ร่างของชายหนุ่มผมเหลืองที่ลอยอยู่กลางอากาศดิ้นพราดๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หมดแรงและห้อยตกลงมาอย่างอ่อนแรง
"ฆ่าคน! ! !" เสียงกรีดร้องดังมาจากหน้าประตู
เป็นกลุ่มหญิงวัยกลางคนนั่นเอง เมื่อได้ยินเสียงร้องของชายหนุ่มผมเหลือง พวกนางจึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาดู
พอเห็นภาพตรงหน้า คนหนึ่งก็เป็นลมล้มพับไปทันที ส่วนคนที่เหลือกกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีไปตามทางเดิน
"อ้อ..." ชายหน้ากากไม่ได้ไล่ตาม เพียงแค่ส่ายหน้า "จะหนีพ้นเรอะ?"
เพราะนี่คือปฏิบัติการใหญ่ และเขาไม่ใช่คนเดียวที่ลงมือ
ชายหน้ากากส่ายหัวแล้วเดินเข้ามาในห้องเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหนีรอด ทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็เห็นเจียงเทียนกำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้า
เจียงเทียนในชุดนักเรียนมัธยมปลาย กำลังจดจ่ออยู่กับการหั่นหัวไชเท้า
"โห ฝึกซ้อมขยันขันแข็งเชียวนะ" ชายหน้ากากเดาะลิ้นขณะเดินเข้าหาเจียงเทียน "สมาธิดีขนาดนี้ ข้างนอกเอะอะโครมครามยังไม่รู้สึกตัวอีก"
"แย่หน่อยนะ ฉันเกลียดพวกเด็กตั้งใจเรียนแบบแกที่สุด แกล้งทำเป็นไขสืออะไรอยู่?"
สิ้นเสียง ชายหน้ากากก็เงื้อมีดแหลมในมือฟันใส่ต้นคอของเจียงเทียน หมายจะแทงให้ทะลุ
วินาทีนั้นเอง เจียงเทียนที่จดจ่ออยู่กับการหั่นผักก็พลิกตัวกลับฉับพลัน แสงเย็นวาบจากมีดทำครัวสะท้อนวูบผ่านนัยน์ตาชายสวมหน้ากากจนพร่ามัว
เมื่อสายตากลับมามองเห็นอีกครั้ง มือข้างที่ถือมีดก็อันตรธานหายไป เหลือเพียงรอยตัดเรียบกริบและเลือดที่พุ่งกระฉูด
"อ้าก..." ชายหน้ากากกำลังจะกรีดร้อง แต่จู่ๆ ก็ถูกหัวไชเท้าอัดกระแทกเข้าไปในปาก ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
ทันใดนั้น เขาเห็นเจียงเทียนในชุดนักเรียนมัธยมปลาย คว้ามีดเลาะกระดูกจากบนโต๊ะ แล้วตวัดตัดเอ็นข้อมือของเขาขาดสะบั้นในมีดเดียว
และที่ต้นขาทั้งสองข้างของเขา ก็ปรากฏรูเลือดสองรูขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว
ยังไม่จบแค่นั้น การเคลื่อนไหวของเจียงเทียนรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หลังจากแทงชายหน้ากากที่จุดตันเถียนหนึ่งครั้ง และที่หัวใจอีกหนึ่งครั้ง เขาก็ปักมีดเข้าที่กลางแสกหน้า
ทะลุกะโหลกศีรษะ
ตุบ!
ร่างของชายหน้ากากล้มฟาดลงกับพื้น หน้ากากที่แตกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในแววตาที่ค่อยๆ หม่นแสงลง สะท้อนภาพใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเจียงเทียน
ก่อนสิ้นใจ ชายหน้ากากมีความคิดเพียงอย่างเดียว
"ไอ้เด็กมัธยมปลายนี่ มันใช่คนแน่เรอะ?"