เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Sign in Buddha's palm 132 ซูฉิน : ยังไม่ยอมออกมา ต้องให้ข้าลงมือเองหรือเปล่า?

Sign in Buddha's palm 132 ซูฉิน : ยังไม่ยอมออกมา ต้องให้ข้าลงมือเองหรือเปล่า?

Sign in Buddha's palm 132 ซูฉิน : ยังไม่ยอมออกมา ต้องให้ข้าลงมือเองหรือเปล่า?


Sign in Buddha's palm 132 ซูฉิน : ยังไม่ยอมออกมา ต้องให้ข้าลงมือเองหรือเปล่า?

ด้านนอกวิหาร

ผู้นำและผู้อาวุโสของลัทธิบูชาจันทร์พากันสั่นสะท้านมองไปที่ฝ่ามือของพระพุทธรูปทองคำที่ค่อยๆ พุ่งลงมาจากท้องฟ้า มันปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้ารวมถึงดวงอาทิตย์ ในใจของพวกเขาต่างไม่อยากจะเชื่อ

“นั่นมันคืออะไรกัน?”

หัวใจของผู้นำลัทธิบูชาจันทร์ตื่นตระหนก เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่น่ากลัว ซึ่งแรงกดดันนี้ก็ทำให้เหล่าศิษย์สาวกนั้นคุกเข่าลงแทบพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองฝ่ามือสีทองที่ปกคลุมท้องฟ้านั่นตรงๆ

จะมีก็แต่ผู้นำและผู้อาวุโสบางคนเท่านั้นที่พอจะต้านเอาไว้ไม่ให้ตนคุกเข่าลงไปได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าฝ่ามือพระพุทธรูปสีทองยังคงส่งแรงกดดันออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาคงจะต้านไว้ได้อีกไม่นานนัก

ฉับพลันนั้นเองในที่สุดผู้นำลัทธิบูชาจันทร์ก็หลุดออกจากภวังค์และตระหนักว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกเพียงไม่กี่อึดใจพวกเขาจะต้องโดนฝ่ามือนี้บดขยี้เป็นแน่

“วิ่ง!!!”

ดวงตาของผู้นำลัทธิบูชาจันทร์เปลี่ยนเป็นแดงฉาน เขาเผาผลาญแก่นแท้และเลือดเนื้อของตนอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่หนอนกู่ภายในตัวก็ยังตื่นตกใจ ส่งเสียงร้องแหลมๆ ออกมา

“ฟึ่บ!”

หนอนกู่ตัวสีทองจางๆ โผล่มาที่ด้านข้างของผู้นำลัทธิบูชาจันทร์ ทันใดนั้นพลังจิตวิญญาณของผู้นำลัทธิฯ ก็พวยพุ่งออกมาราวกับว่ามันมีไม่หมดไม่สิ้น

แกร๊ก

ผู้นำลัทธิบูชาจันทร์เหยียบกระแทกพื้นอย่างรุนแรงแล้วกลายเป็นร่างวูบไหวราวกับภูตผีกระโจนพุ่งพยายามออกไปนอกวิหารศักดิ์สิทธิ์

นอกเหนือจากผู้นำก็ยังมีตัวแทนลัทธิบูชาจันทร์อีกคนหนึ่งที่ทำเช่นเดียวกัน หลบหนีจากแรงกดดันของฝ่ามือสีทองไปในทิศทางตรงกันข้ามกับผู้นำลัทธิบูชาจันทร์

ทั้งผู้นำและตัวแทนลัทธิบูชาจันทร์ ทั้งคู่ต่างไม่ได้คิดจะช่วยเหลือเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สาวกคนอื่นๆ ออกมาเลย

เพราะพวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าภายใต้ฝ่ามือสีทองอันนี้ ลัทธิบูชาจันทร์ได้มาถึงจุดจบเสียแล้ว

“คิดจะหลบหนี?”

ซูฉินซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบลี้ มองเห็นภาพนั้นแล้วก็ส่ายหัวเล็กน้อย ไม่ได้สนใจเท่าไหร่

ฝ่ามือที่เขาใช้เมื่อครู่ไม่ใช่ฝ่ามือยูไลของจริง เป็นเพียงแค่แบบจำลองแนวคิดจากเคล็ดวิชาจริง แต่กระนั้นจอมยุทธในขอบเขตวิทยายุทธทั้งเก้าระดับชั้นก็ไม่สามารถจะต้านทานมันได้

เป็นไปตามการคาดการณ์

ผู้นำลัทธิบูชาจันทร์และตัวแทนลัทธิฯ ที่หลบหนีออกมาอีกคนหนึ่งได้ค้นพบว่า ใต้แรงกดดันของฝ่ามือสีทอง พวกมันสามารถสลัดหลุดจากแรงกดดันเหล่านั้นจนขยับเขยื้อนตัวได้ แต่สุดท้ายก็พบว่าตัวพวกมันนั้นเหลือความเร็วในการเคลื่อนที่ไม่ต่างจากเต่าตัวหนึ่ง

ด้วยความเร็วในปัจจุบัน คงต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะหลบหนีออกจากบริเวณวิหารของลัทธิบูชาจันทร์ได้

ใช่ใช้เวลาเป็นวัน...

แต่ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเวลาเป็นวันเลย เพียงใช้เวลาแค่ครู่เดียว สถานศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิบูชาจันทร์คงจะถูกฝ่ามือสีทองอันนี้ถล่มลงมาได้หลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียว

“ไม่นะ!!!”

ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองขึ้นไปอย่างสิ้นหวังของเหล่าศิษย์สาวกรวมถึงผู้นำและตัวแทนของลัทธิบูชาจันทร์ ฝ่ามือพระพุทธรูปสีทองก็กดทับลงมาในบัดดล

ในเวลานี้ ทุกสิ่งอย่างพังทลายลง วิหารลัทธิบูชาจันทร์ถูกถล่มกลายเป็นเศษผงฟุ้งกระจายหายไปจากโลกนี้ ไม่เหลือเค้าลางเดิม

หากว่ามีใครมองดูจากที่ไกลๆ จะพบว่ายอดภูเขาที่วิหารลัทธิบูชาจันทร์เคยตั้งอยู่กลายเป็นโล่งเตียนเหมือนถูกตัดทิ้ง หลงเหลือเพียงรอยประทับรูปฝ่ามือจางๆ บนพื้นดิน

ตั้งแต่ต้นจนจบ

ตัวตนตั้งแต่ผู้นำไปยันศิษย์สาวกของลัทธิบูชาจันทร์ล้วนไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

“จบแล้วหรือ?”

ดวงตาของซูฉินสงบนิ่ง ความคิดในใจยังคงผันผวน

แม้ว่าลัทธิบูชาจันทร์จะมีสถานะสูงสุดในอาณาจักรหนานจ้าว แต่อันที่จริงแล้วพฤติกรรมของลัทธิบูชาจันทร์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพรรคมาร

การฆ่าสังหารตามอำเภอใจ ใช้สิ่งมีชีวิตเป็นเครื่องสังเวยถวายแด่ 'เทพจันทรา' สิ่งเหล่านี้กลับกระทำกันอย่างง่ายดายราวกับการกินดื่มในสายตาของลัทธิบูชาจันทร์

“ถึงแม้ฝ่ามือยูไลจะแข็งแกร่ง แต่สำหรับตัวข้าในตอนนี้ หากต้องการจะใช้ฝ่ามือยูไลจริงๆ เกรงว่ามันจะต้องกินพลังงานไปกว่าหกส่วนของแก่นแท้แห่งพลัง”

ซูฉินประมาณการอยู่ภายในใจ

ฝ่ามือของเขาเมื่อครู่เป็นเพียงเค้าลางแนวทางเคล็ดวิชาของฝ่ามือยูไลที่แท้จริง แต่มันก็พอจะทำให้ซูฉินกะปริมาณการใช้พลังของฝ่ามือยูไลได้บ้าง

ในตอนนี้ ชายวัยกลางคนที่กำลังจะห้ามปรามซูฉินยืนแข็งค้างอยู่กับที่ รวมไปถึงเหล่าเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงไปด้วย ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อถือสิ่งที่เห็น

พวกเขามองไปที่ซูฉินสลับกับวิหารลัทธิบูชาจันทร์ซึ่งตอนนี้กลายเป็นฝุ่นผงด้วยสายตาหวาดกลัวอย่างยิ่ง

“วิหารศักดิ์สิทธิ์...วิหารศักดิ์สิทธิ์หายไปแล้ว...”

ฟันของชายวัยกลางคนอย่างหงเฟยสั่นกระทบกัน ตัวเขาคิดว่าตนกำลังอยู่ในความฝันเสียอีก

ลัทธิบูชาจันทร์อยู่ในอาณาจักรหนานจ้าวมานานนับแสนปี ผู้ปกครองอาณาจักรหนานจ้าวในอดีตต่างก็ต้องเคารพศิษย์สาวกของลัทธิบูชาจันทร์ สำนักอื่นใดที่คิดจะเข้ามาแทนที่ลัทธิบูชาจันทร์ต่างก็ทำได้แค่คิด

หงเฟย ชายวัยกลางคนไม่คิดฝันว่าวันหนึ่งลัทธิบูชาจันทร์ที่อยู่ในจุดสูงสุดในสายตาเขา จะถูกใครบางคนทำลายล้างไป...

เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชายวัยกลางคนก็ตัวแข็งทื่อจ้องมองไปยังร่างที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไปอย่างเคารพ ตัวเขาไม่กล้าแม้แต่จะติดใจสงสัย

เพราะตัวเขารู้แก่ใจว่า แม้แต่ตัวตนยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิบูชาจันทร์ก็เหมือนกับมดที่วิ่งอยู่บนฝ่ามือของซูฉิน นับประสาอะไรกับพวกเขาเอง?

“พวกเจ้าออกไปจากที่นี่เถอะ”

ซูฉินเหลือบมองไปที่หงเฟยแล้วเอ่ยออกมาอย่างไม่จริงจังนัก

ชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ศิษย์สาวกของลัทธิบูชาจันทร์ ส่วนเด็กสาวด้านข้างก็ยังไม่เคยมีโอกาสไปสักการะในสถานศักดิ์สิทธิ์เลยด้วยซ้ำ

แม้ว่าซูฉินจะสามารถสะบัดมือเพื่อทำลายล้างลัทธิบูชาจันทร์โดยไม่รู้สึกอะไร ไม่แม้แต่ขมวดคิ้ว แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะสังหารผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ

ที่ซูฉินทำลายล้างลัทธิบูชาจันทร์ก็เป็นเพราะลัทธิบูชาจันทร์ยั่วยุตนก่อน

“ใช่แล้ว”

“ใช่ๆ พวกเรารีบไปกันเถอะ”

หงเฟยได้ยินคำกล่าวของซูฉินก็รู้สึกราวกับนักโทษที่ได้รับการนิรโทษกรรม รีบพากลุ่มเด็กวัยรุ่นที่อยู่ข้างๆ จากไปด้วยความเคารพ และหลังจากพ้นระยะเขาก็รีบพาเด็กๆ หนีไปโดยไม่แม้แต่หันกลับมามอง

“ลัทธิบูชาจันทร์ได้ครอบงำอาณาจักรหนานจ้าวมาร่วมแสนปี แต่ตอนนี้มันถูกทำลายลงไปแล้ว คงส่งผลกระทบขนาดใหญ่ต่อทั้งอาณาจักรแน่ๆ......”

หลังจากชายวัยกลางคนและคนอื่นๆ ได้จากไป

ซูฉินก็เหลือบมองไปที่ภูเขาลูกเดิมอีกครั้ง สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของวิหารลัทธิบูชาจันทร์ และกำลังจะเตรียมเดินทางกลับไปยังอาณาจักรถัง

อย่างไรก็ตาม

ในตอนนั้นเอง

การแสดงออกของซูฉินก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังถูกปลดปล่อยออกมาในทันที

“น่าสนใจ”

ท่าทีที่อธิบายไม่ถูกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูฉิน เขาก้าวเท้าเดินไปด้านหน้าและหายตัวไปจากจุดที่เคยอยู่

เมื่อปรากฏตัวอีกทีเขาก็มาอยู่บนภูเขาที่แต่เดิมเป็นที่ตั้งของลัทธิบูชาจันทร์

ตำแหน่งนี้เป็นส่วนลึกของวิหารก่อนที่จะถูกทำลาย

ไม่ไกลจากซูฉินมากนัก มีรูปปั้นหินหยกสูงเท่าตัวคนตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบเงียบ

รูปปั้นหยกนี้ดูเหมือนผู้หญิงที่ใบหน้าขาวซีด และมองเห็นร่องรอยการแกะสลักได้ไม่ชัดนัก ค่อนข้างเลือนราง แต่ที่ตรงกลางระหว่างคิ้วของรูปปั้นหยกมีร่องรอยคล้ายดวงจันทร์ประทับอยู่

หากเป็นคนธรรมดาหรือแม้แต่ยอดปรมาจารย์ระดับชั้นที่หนึ่งมาเห็นรูปปั้นหยกอันนี้ แม้ว่าจะแปลกใจว่าทำไมรูปปั้นถึงเหมือนคนจริงๆ ได้ขนาดนี้ แต่สักพักก็คงจะรู้สึกว่าตนเองคิดมากจนเกินไป

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่ารูปปั้นหยกจะเหมือนจริงแค่ไหน มันก็เป็นเพียงรูปปั้นหยกไม่มีชีวิตจิตใจ ค่าของมันเล็กน้อยมากในสายตาของผู้ฝึกยุทธ

อย่างไรก็ตาม ซูฉินมองดูรูปปั้นหยกอย่างพินิจพิเคราะห์ ผ่านไปครู่หนึ่งรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูฉินก่อนจะพูดว่า

“ถ้าเจ้ายังไม่ยอมออกมาตอนนี้ จะต้องรอให้ข้าลงมือเองเลยหรือไม่?”

จบบทที่ Sign in Buddha's palm 132 ซูฉิน : ยังไม่ยอมออกมา ต้องให้ข้าลงมือเองหรือเปล่า?

คัดลอกลิงก์แล้ว