เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Sign in Buddha's palm 48 หมดเรื่องหมดราว

Sign in Buddha's palm 48 หมดเรื่องหมดราว

Sign in Buddha's palm 48 หมดเรื่องหมดราว


Sign in Buddha's palm 48 หมดเรื่องหมดราว

คฤหาสน์ตระกูลซู

เต็มไปด้วยความวุ่นวายพลุกพล่าน

การแสดงออกของหลิวกงกงมีทั้งไม่แน่ใจและความรู้สึกกลัวอยู่ในส่วนลึกของดวงตา

ในฐานะยอดปรมาจารย์ หลิวกงกงมีความสามารถเหนือกว่าจอมยุทธส่วนใหญ่ในยุทธภพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์หรือวิธีการจัดการสิ่งต่างๆ ก็ตาม

เพราะเหตุนี้เองหลิวกงกงจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นหมายความว่าอย่างไร

ยิ่งรู้มากก็ยิ่งน่ากลัวมาก

ในมุมมองของหลิวกงกง ต้องเป็นจุดสูงสุดของระดับชั้นที่หนึ่งเท่านั้นจึงจะสามารถจัดการเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างง่ายดายและเรียบร้อย

ดังนั้นความคิดแรกของหลิวกงกงจึงคิดว่าอาจจะเป็นจ้าวกงกงขันทีชุดม่วงจากวังหลวงที่เป็นคนลงมือ แต่เขาก็ต้องสลัดความคิดนี้ทิ้งไปทันทีที่ปรากฏขึ้นในหัว

ประการแรกจ้าวกงกงจะไม่ออกจากวังหลวงเป็นแน่

ประการที่สองแม้นเป็นจ้าวกงกงจริงๆ ที่ลงมือ เขาจะไม่ให้คนจดจำเขาในฐานะ 'องค์ยูไล' แน่ๆ

“ตระกูลซู?”

ความคิดของหลิวกงกงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เริ่มสงสัยว่ายอดปรมาจารย์ระดับจุดสูงสุดบังเอิญผ่านทางมาหรือแท้จริงแล้วเขาเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับตระกูลซู?

จากนั้นไม่นานหลิวกงกงก็ส่ายหัวและคิดว่ายอดปรมาจารย์ระดับจุดสูงสุดคงจะบังเอิญผ่านทางมาที่นี่

หลิวกงกงรู้เรื่องการแต่งงานขององค์ชายหลี่เชิงกับบุตรีตระกูลซูอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้เขาก็ได้ตรวจสอบปูมหลังตระกูลซูโดยตรง

ในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมาในตระกูลซู ผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยมีมาก็เป็นแค่เพียงระดับชั้นที่สี่เท่านั้น

ไม่มีสักคนเดียวที่อยู่ในสามระดับบน

แน่นอนว่าตระกูลซูก็เป็นเพียงตระกูลในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองเยี่ยนเฉิง ถ้ามีความเกี่ยวข้องใดกับยอดปรมาจารย์ระดับชั้นที่หนึ่งก็คงเป็นเรื่องตลกแล้ว

“จะต้องพาองค์ชายกลับวังคืนนี้”

หลิวกงกงตัดสินใจอยู่ภายในใจตน

ในตอนนี้องค์ชายหลี่เชิงไปกระตุ้นความสนใจองค์ชายองค์อื่นๆ เข้าแล้ว และยังไปข้องเกี่ยวกับยอดปรมาจารย์ระดับจุดสูงสุดที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนั่นอีก...

แม้ว่าจะเป็นยอดปรมาจารย์อย่างหลิวกงกง เขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ

ถึงหลิวกงกงจะรู้ว่ายอดปรมาจารย์ระดับจุดสูงสุดไม่ได้มุ่งร้ายต่อองค์ชาย มิฉะนั้นองค์ชายหลี่เชิงคงจะเสียชีวิตไปนานแล้ว

แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นหรือไม่ มีเพียงแต่จะต้องส่งองค์ชายหลี่เชิงกลับวังเท่านั้นหลิวกงกงถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้

เป็นปกติที่หลิวกงกงจะไม่รู้ตัวว่าซูฉินได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในสีหน้าทั้งหมดของตัวเขาในตอนนี้

ตอนที่ซูฉินเห็นโชคชะตาบ้านเมืองขนาดมหึมาในร่างของหลี่เชิง เขาก็จับตำแหน่งของหลิวกงกงไว้ด้วยดวงตาแห่งสัจจะเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กลุ่มมือสังหารเริ่มลงมือ เมื่อจิตสังหารแพร่กระจายไปทั่วโถง หลิวกงกงคนนี้ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ และรีบตะบึงมาที่คฤหาสน์ตระกูลซู

น่าเสียดายยิ่งที่เมื่อหลิวกงกงมาถึงคฤหาสน์ซูทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

ด้วยเหตุนี้ซูฉินจึงต้องออกมือ

“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะพบกัน”

ซูฉินมองไปที่น้องสาวของเขาซูเยว่หยุน รวมถึงทุกคนในตระกูลซู

“ยามใดที่ข้าสำเร็จระดับอรหันต์ อยู่ยงคงกระพันในใต้หล้าอย่างแท้จริงแล้ว มันคงจะไม่สายเกินไปที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง”

ซูฉินคิดอยู่ในใจตนเองเงียบๆ

แม้ว่าตอนนี้ซูฉินจะอยู่ในระดับชนชั้นนำของยุทธภพ และได้แปรสภาพพลังไปถึงสองครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าตนเองอยู่ยงคงกระพัน

อย่างน้อยๆ ก็ยังมีตัวตนในระดับเดียวกับซูฉินอยู่ในยุทธภพ

ตัวอย่างเช่น ราชครูแห่งเหมิ่งหยวน นักพรตจางแห่งเขาหวู่ตั้ง และขันทีชุดม่วงในวังหลวงราชวงศ์ถัง

แน่นอนว่าอาศัยเคล็ดวิชาจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่เขาเชี่ยวชาญและร่างกายที่ได้รับการเสริมแกร่งมาจากตราประทับภูเขาด้านหลังวัดเส้าหลิน พลังในการต่อสู้ของซูฉินแท้จริงแล้วสามารถบดขยี้ยอดปรมาจารย์ระดับจุดสูงสุดทั่วๆ ไปได้เลย เรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่ไร้พ่ายรองลงมาจากระดับ 'อรหันต์' เลยก็ว่าได้...

แต่กระนั้น หากไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 'อรหันต์' ในเร็ววัน ซูฉินยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

ส่วนตอนนี้...

ซูฉินก็แค่ต้องการยืนยันว่าตระกูลซูนั้นเป็นไปด้วยดี

ในเวลาต่อมา

คืนนั้น หลิวกงกงได้เข้าพบองค์ชายหลี่เชิงและสารภาพตัวตนของเขาออกไป

หลังจากครึ่งชั่วโมงแห่งความตกตะลึง องค์ชายหลี่เชิงก็ยังไม่อาจเชื่อถือทั้งหมด เพียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

ด้วยวิธีการบางอย่างที่หลิวกงกงได้แสดงออกมาให้ได้เห็น หากเขาต้องการจะปล้นหลี่เชิง เขาไม่จำเป็นต้องสร้างเหตุผลเหล่านี้ขึ้นมาหลอกลวงเลย

จากนั้นองค์ชายหลี่เชิงจึงออกจากคฤหาสน์ตระกูลซู มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรถัง

อย่างไรก็ตามด้วยการร้องขอที่แข็งขันของหลี่เชิง หลิวกงกงจึงต้องแสดงป้ายอาญาสิทธิ์ที่จักรพรรดิถังมอบไว้ให้ ในการนำกำลังพลป้องกันเมืองคังโจวมาคุ้มกันตระกูลซู

และหลังจากที่หลิวกงกงอธิบายให้องค์ชายหลี่เชิงทราบ เขาก็ตระหนักและเข้าใจแล้วว่ากลุ่มมือสังหารในช่วงกลางวันนั้นมุ่งเป้ามาที่เขา

ตระกูลซูได้รับผลกระทบมาจากเขา

ด้วยเหตุนี้หลี่เชิงจึงเป็นกังวลว่าเมื่อเขาจากไป กลุ่มมือสังหารจะโยนความโกรธแค้นไปที่ตระกูลซู

แม้หลิวกงกงจะอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ากองกำลังที่อยู่เบื้องหลังเหล่ามือสังหารนั้นไม่เหลือบแลตระกูลเล็กจ้อยเช่นตระกูลซูหรอก แต่หลี่เชิงมีสถานะที่ไม่ธรรมดา หลิวกงกงทำได้เพียงปฏิบัติตามคำขอของเขาเท่านั้น

ซูฉินเห็นดังนี้ก็มีความประทับใจในทางที่ดีขึ้นต่อองค์ชายหลี่เชิง

ถ้าคนธรรมดาทั่วไปรู้ว่าเขาเป็นสายเลือดของจักรพรรดิถังก็อาจจะลืมตัวลืมตนของตัวเองกลายเป็นวัวลืมตีนไปนานแล้ว

ขณะที่หลี่เชิงผู้นี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตระกูลซูเป็นอันดับแรก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนดี

ในท้ายที่สุดองค์ชายหลี่เชิงก็ได้ให้สัญญากับซูเยว่หยุนว่าจะกลับมารับนางยามเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง และจากไปพร้อมกับหลิวกงกงในยามค่ำคืน

วันต่อมา

จอมยุทธจำนวนมากที่ถูกส่งตัวมาจากกองกำลังป้องกันคังโจวก็มาถึง ระดับต่ำที่สุดของกลุ่มคือระดับชั้นที่หก และผู้นำกลุ่มสองคนถึงกับมีพลังอยู่ในสามระดับบน

ผู้นำกองกำลังปกป้องเขตคังโจวเห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวต่ออำนาจเบื้องบนจึงส่งทหารคนสนิทออกไป

ต้องรู้ว่าป้ายอาญาสิทธิ์ที่หลิวกงกงนำมาแสดงนั้นมอบให้โดยองค์จักรพรรดิถัง มันแสดงถึงพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิ

ผู้ครองเขตคังโจวไหนเลยจะกล้าละเลย และดูแลอย่างขอไปทีได้อย่างไร?

ซูฉินที่รั้งรอมาจนถึงช่วงเวลานี้ ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา

“หมดเรื่องหมดราวแล้ว”

ซูฉินออกเดินช้าๆ ไปบนถนนของเมืองเยี่ยน “ได้เวลาออกเดินทางแล้วล่ะ”

ตอนนี้ตระกูลซูได้รับการคุ้มกันจากกำลังพลป้องกันเขตคังโจวแล้ว กล่าวได้ว่ามีความปลอดภัยอย่างยิ่ง ซูฉินไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าระวังอยู่ที่นี่อีกต่อไป

“อย่างไรก็ตามก่อนที่ข้าจะกลับไปวัดเส้าหลิน ข้าสามารถแวะไปดูที่ภูเขาหวู่หนานตรงจุดที่ตั้งของพรรคมารก่อนได้”

ความคิดของซูฉินแล่นไปมา

เมื่อวานนี้เขาลงชื่อเข้าใช้ในฐานที่มั่นของพรรคมารและได้รับ 'กลมารฟ้า' ซูฉินใคร่รู้ว่าวันนี้เขาจะสามารถลงชื่อเข้าใช้ที่นั่นได้อีกครั้งหนึ่งหรือไม่

สุดท้ายแล้ว จนถึงตอนนี้ฐานที่มั่นหลักของพรรคมารก็เป็นสถานที่เดียวที่ซูฉินสามารถลงชื่อเข้าใช้ได้ถ้าไม่นับวัดเส้าหลิน

หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง

หิมะก็ตกลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้าๆ

ซูฉินยืนอยู่ด้านหน้าฐานที่มั่นหลักของพรรคมารด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย

“ดูเหมือนว่าจะสามารถลงชื่อเข้าใช้ที่นี่ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

ซูฉินทอดสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ออกไป รับรู้ได้ถึงความล้ำค่าของ 'ดินแดนแห่งขุมทรัพย์' อย่างวัดเส้าหลินมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะเป็นสถานที่เช่นแท่นบูชาของพรรคมารก็มีทรัพยากรให้ซูฉินลงชื่อเข้าใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียว

แต่วัดเส้าหลินล่ะ?

ซูฉินลงชื่อเข้าใช้มามากว่าสิบห้าปี...

'เต๋าสะสม' มีอยู่ในที่นั้นมากแค่ไหนกัน ถึงขนาดให้ซูฉินลงชื่อซ้ำราวกับ'ทอผ้าขนแกะ'[1]...

“ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

ซูฉินหมุนตัวจากไป

เนื่องจากเวลานี้ยังเช้าอยู่ ซูฉินจึงไม่ได้รีบกลับวัดเส้าหลินแต่วางแผนจะเดินเล่นสำรวจดูว่ามีสถานที่อื่นอีกไหมที่สามารถลงชื่อเข้าใช้ได้

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ซูฉินก็เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง

เมืองเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตีนเขาหวู่หนานและชาวบ้านต่างดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์

ซูฉินไม่ได้ปิดบังรูปลักษณ์ของเขาเอาไว้ เดินเข้าไปในเมืองอย่างเปิดเผย

หลังจากที่เข้าเมืองมาได้ไม่นาน ซูฉินก็เบนสายตามองไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

------------------------------------------------------

[1] ทอผ้าขนแกะ撸羊毛หมายถึง พฤติกรรมที่นักลงทุนได้รับผลประโยชน์หรือผลตอบแทนจากการเข้าร่วมกิจกรรมการลงทุนโดยไม่ลงทุน ซึ่งการลงทุนนี้ทำให้ผู้ดำเนินกิจการไม่ได้รับประโยชน์ แต่เป็นผู้เข้าร่วมที่ได้รับประโยชน์แทน

จบบทที่ Sign in Buddha's palm 48 หมดเรื่องหมดราว

คัดลอกลิงก์แล้ว