- หน้าแรก
- เทพสุรากระบี่คลั่ง เมามายทลายประตูฟ้า
- บทที่ 26 อีกหนึ่งหนทาง
บทที่ 26 อีกหนึ่งหนทาง
บทที่ 26 อีกหนึ่งหนทาง
บทที่ 26 อีกหนึ่งหนทาง
"อีกเส้นทางหนึ่งก็คือ 'ตระกูลจักรพรรดิ'" หลินจิ่วอธิบายต่อ
"ด้วยความเคารพต่อมหาจักรพรรดิ แม้รัฐจะดึงอำนาจคืนจากตระกูลจักรพรรดิ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเกียรติยศสูงสุดแก่พวกเขา"
"รัฐได้สร้าง 'เค้ก' ก้อนใหม่ขึ้นมาสำหรับตระกูลจักรพรรดิโดยเฉพาะ"
"สถานะของมหาจักรพรรดินั้นสูงส่ง ทุกครั้งที่มีมหาจักรพรรดิองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น ย่อมหมายถึงผลประโยชน์ของตระกูลจักรพรรดิอื่นๆ จะต้องลดน้อยลง"
"เพราะเค้กมีขนาดเท่าเดิม เมื่อมีตัวหารเพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งของแต่ละคนย่อมลดลงเป็นธรรมดา"
"ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจักรพรรดิจึงมีความซับซ้อนและพัวพันกันอย่างลึกซึ้ง"
"แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การพัฒนาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ย่อมมาก่อนเสมอ"
"พวกเราตระกูลจักรพรรดิไม่มีวันทำเรื่องอย่างการสังหารอัจฉริยะเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเด็ดขาด"
"ยิ่งไปกว่านั้น การมีมหาจักรพรรดิเพิ่มขึ้น ก็หมายถึงโอกาสที่จะขยายขนาดของ 'เค้ก' ให้ใหญ่ขึ้นด้วย"
"ด้วยเหตุนี้ ตระกูลจักรพรรดิใหม่ทุกตระกูลจึงได้รับการสนับสนุนจากตระกูลจักรพรรดิเก่าแก่โดยไม่มีข้อยกเว้น"
"หากเจ้าอยากได้ส่วนแบ่งจากเค้กชิ้นนี้ เจ้าก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่"
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเซียนเซียนก็เข้าใจในทันที
"ท่านกำลังจะบอกว่าตระกูลหลิน..."
หลินจิ่วยิ้มและส่ายหน้า "พูดให้ถูกคือ 'พันธมิตรทางผลประโยชน์' ที่ตระกูลหลินสังกัดอยู่ต่างหาก"
"ลำพังตระกูลหลินของข้าไม่ได้มีอำนาจในการพูดมากขนาดนั้น"
หลินจิ่วตบศีรษะหวังเซียนเซียนเบาๆ
"แต่รากฐานของทั้งหมดทั้งมวลนี้ อยู่ที่พรสวรรค์ของเจ้า!"
"เจ้าต้องแสดงพรสวรรค์ที่น่าตื่นตะลึงออกมา ทำให้พวกเขาตระหนักว่าการเติบโตของเจ้านั้นไม่มีใครหยุดยั้งได้"
"เมื่อนั้น พวกเขาถึงจะยอมวางความเย่อหยิ่งลงและปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความเคารพ"
หวังเซียนเซียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ได้โปรดช่วยผมด้วยครับ ท่านศิษย์ลุง"
"นี่ยังจำได้เหรอว่าเป็นศิษย์ลุง?" หลินจิ่วแกล้งทำเสียงดุ "คนกันเองแท้ๆ จะมาพูดคำว่า 'ได้โปรด' ทำไม?"
"เจี้ยนโจว ไปเตรียมข้อมูลและปรับปรุงประวัติของอวิ๋นจิ่วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ใหม่ซะ"
"แล้วก็อย่าลืมลงทะเบียนสอบยุทธ์ให้เขาด้วย ส่วนเรื่องสถานะนักเรียน เจ้าไปจัดการเองเลย"
หลี่เจี้ยนโจวรับข้อมูลเกี่ยวกับอวิ๋นไห่มาจากมือของหวังเซียนเซียนและกล่าวอย่างเคร่งขรึม
"อาจารย์ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้"
พูดจบ เขาก็รีบเดินออกจากห้องทำงานไป
เมื่อเห็นศิษย์ลุงของตนเดินออกจากห้องไป หวังเซียนเซียนก็ถามด้วยความสงสัย
"ศิษย์ลุงครับ ทำไมผมต้องลงทะเบียนสอบยุทธ์ด้วยล่ะครับ?"
"เจ้าเด็กโง่" หลินจิ่วยิ้มอย่างเอ็นดู "ศิษย์ลุงถามหน่อย ทำไมลูกหลานตระกูลจักรพรรดิอย่างพวกเราถึงต้องไปโรงเรียน?"
หวังเซียนเซียนตอบกลับอย่างรวดเร็ว
"เพราะเป็นข้อกำหนดบังคับของรัฐครับ"
"เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางอุดมการณ์ภายในตระกูลต่างๆ"
"ไม่ว่าจะเป็นตระกูลจักรพรรดิหรือตระกูลราชวงศ์ สมาชิกในตระกูลที่เป็นเยาวชนทุกคนต้องผ่านการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี"
หลินจิ่วพยักหน้า แล้วถามต่อ
"แล้วเจ้ารู้ไหมว่าทำไมพวกเราถึงยังเลือกที่จะเรียนต่อหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีแล้ว?"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังเซียนเซียนก็ยังหาคำตอบไม่ได้
"ทำไมเหรอครับ?"
หลินจิ่วพาหวังเซียนเซียนเดินไปที่หน้าต่าง
ชายชราและเด็กหนุ่มมองลงไปยังเมืองเทียนจิ่วอันกว้างใหญ่ผ่านกระจกใส
"เพราะทรัพยากรไงล่ะ!"
"ทรัพยากรที่รัฐควบคุมอยู่นั้นมหาศาลเกินกว่าที่ตระกูลจักรพรรดิอย่างเราจะเทียบได้"
"นั่นคือเหตุผลที่เราให้ลูกหลานในตระกูลเรียนหนังสือต่อไป"
"ประการแรก เพื่อลดการใช้ทรัพยากรภายในตระกูล"
"ประการที่สอง คือทรัพยากรพิเศษที่รัฐเป็นผู้ควบคุม..."
"การสอบขนานใหญ่ที่รัฐจัดขึ้นนั้นมีความน่าเชื่อถือสูงมาก"
"วิธีที่ดีที่สุดในการแสดงพรสวรรค์ คือการทำคะแนนให้ได้อย่างถล่มทลายในการสอบเหล่านี้"
"การสอบยุทธ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าคือการเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติในระดับที่สูงกว่านั้น"
"การสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการสอบที่มีค่าที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาว"
"เจ้าจะมีสิทธิ์เข้าสอบระดับชาติได้ก็ต่อเมื่อทำคะแนนในการสอบยุทธ์ได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น"
หวังเซียนเซียนสูดหายใจเข้าลึกๆ "ศิษย์ลุงครับ ผมจะพยายามให้เต็มที่"
หลินจิ่วหัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องเกร็ง และไม่ต้องดูถูกตัวเอง ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า เรื่องพวกนี้มันเรื่องจิ๊บจ๊อย"
"พรสวรรค์และอาชีพของเจ้ามีผลลัพธ์อะไรบ้าง? เดี๋ยวข้าจะช่วยวางแผนเส้นทางการเติบโตให้"
หวังเซียนเซียนรีบบอกข้อมูลอาชีพที่เขาปลอมแปลงขึ้นมา
"ศิษย์ลุงครับ อาชีพโดยกำเนิดของผมคือ 【กระบี่สุรา】 และสกิลอาชีพคือ 【ปรุงสุรา】 และ 【กระบี่เมามาย】 ครับ"
"พรสวรรค์ 【ยกสุรามา】 ของผมมีผลลัพธ์ 4 อย่างครับ"
"อย่างแรก ช่วยเสริมทักษะการปรุงสุรา การปรุงสุราของผมจะได้สุราวิญญาณคุณภาพสูงสุดเสมอ และมีผลพรพิเศษติดมาด้วยครับ"
"อย่างที่สอง ช่วยเสริมทักษะกระบี่เมามาย ทำให้ผลของสุราวิญญาณที่มีต่อตัวผมรุนแรงขึ้น"
"หลังจากเข้าสู่สภาวะเมามาย พลังการต่อสู้ของผมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสามารถควบคุมสุราและกระบี่ได้อย่างอิสระครับ"
"อย่างที่สาม หากผมดื่มสุราที่ปรุงเอง ผมจะสามารถกลั่นกระบี่สุราคู่กายออกมาได้ แต่ผลลัพธ์ที่แน่ชัดยังไม่ได้ทดสอบครับ"
ไม่ใช่ว่าหวังเซียนเซียนจงใจปกปิด แต่เขามีความรู้สึกบางอย่างลึกๆ ในใจ
อาชีพโดยกำเนิดที่แท้จริงของเขาต้องถูกเก็บเป็นความลับ ห้ามให้ใครล่วงรู้เด็ดขาด
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหวังเซียนเซียน หลินจิ่วก็ขมวดคิ้วแน่น ตกอยู่ในห้วงความคิด
"ฟังจากที่เจ้าเล่ามา เราสองคนมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง"
"พรสวรรค์ของอาจารย์คือ การดื่มสุราจะช่วยเพิ่มตราประทับสุรา และตราประทับนั้นจะช่วยขยายพลังการต่อสู้ ยิ่งมีตราประทับมาก พลังการต่อสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง"
"เมื่อรวมกับอาชีพ 'ผู้คลั่งไคล้สุรา' ของอาจารย์ การผสมผสานนี้ทำให้พลังการต่อสู้ของอาจารย์พุ่งขึ้นไปถึงระดับที่น่ากลัวมาก"
"ข้ารู้สึกว่ากุญแจสำคัญในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเจ้า น่าจะอยู่ที่ 'กระบี่สุราคู่กาย' นั่นแหละ"
"ต้องเป็นสุราที่เจ้าปรุงเองเท่านั้นถึงจะกลั่นกระบี่สุราคู่กายได้ใช่ไหม?"
หวังเซียนเซียน: "ครับ"
หลินจิ่วครุ่นคิดเล็กน้อย
"พรสวรรค์ที่มีข้อจำกัดมักจะมีเงื่อนไขที่ยุ่งยากกว่าปกติ"
"ถ้าเป็นแบบนี้ ดูเหมือนว่าอานุภาพของกระบี่สุราคู่กายของเจ้าคงจะไม่ธรรมดาแน่"
มาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหลินจิ่วก็เปลี่ยนไป
"อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ข้าทึ่งที่สุดคือพรสวรรค์ด้านการปรุงสุราอันแสนวิเศษของเจ้านั่นแหละ"
"ปรุงออกมาได้คุณภาพสูงสุดทุกครั้ง แถมยังมีเอฟเฟกต์พิเศษอีก พรสวรรค์การปรุงสุราระดับนี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ"
"ไอ้หนู หรือว่าเจ้าจะเป็นเซียนสุรากลับชาติมาเกิดกันแน่?"
หวังเซียนเซียนมองศิษย์ลุงของตนพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับศิษย์ลุง"
"ขนาดนั้น?" หลินจิ่วทำท่าขบขัน "เจ้านั่นแหละที่ 'ขนาดนั้น' เกินไป"
"เจ้าเด็กโง่ เจ้าไม่เข้าใจคุณค่าของตัวเองเลยจริงๆ"
"คุยกับเจ้าตอนนี้ก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง เจ้าไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง"
"เหลือเวลาอีก 5 วันจะถึงวันสอบยุทธ์ 5 วันนี้เจ้ามาอยู่กับข้า เดี๋ยวข้าจะช่วยปูพื้นฐานให้แน่นเอง"
"แล้วก็..."
สามชั่วโมงต่อมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า ตาเฒ่าอู๋ ข้าจะกลับแล้ว ทำไมต้องมาส่งด้วยล่ะ?"
"ไสหัวไปเลยไป๊!"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ตาแก่ คืนนี้เจ้าคงนอนไม่หลับแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ?"
"หลินจิ่ว ไอ้แก่ระยำเอ๊ย แกมันสมควรตายจริงๆ สมควรตาย!!!"
ท่ามกลางเสียงก่นด่าไล่หลัง หวังเซียนเซียนเดินตามศิษย์ลุงของเขาออกมาจากห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่ง
เมื่อมองดูศิษย์ลุงที่เดินนำหน้าพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หวังเซียนเซียนก็อดรู้สึกอับอายไม่ได้
ตั้งแต่บ่าย ศิษย์ลุงลากเขาเดินไปทั่วสมาคมนักปรุงสุรา
เจอใครก็เอาพรสวรรค์การปรุงสุราของเขาไปอวด
ประโยคที่ว่า 'นี่คือเหลนศิษย์ของข้า' ไม่เคยหลุดจากปาก
แถมยังไปยั่วโมโหเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ซึ่งๆ หน้าอีกด้วย
ผ่านไปสามชั่วโมง เขาอวดเบ่งใส่เจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนที่หาตัวเจอจนครบหมดแล้ว
หลินจิ่วเดินนำหน้า พลางนับนิ้วมือ
"ตาเฒ่าอู๋, ตาเฒ่าลี่, ตาเฒ่าหลิว..."
"ขอดูก่อนนะว่ายังมีใครอีก..."
หวังเซียนเซียนที่เดินตามหลังถามเสียงอ่อย "ศิษย์ลุงครับ เราทำตัวน่ารังเกียจเกินไปหรือเปล่าครับ?"
"น่ารังเกียจ?" หลินจิ่วตาโต "พวกตาแก่พวกนั้นอวดเบ่งใส่ข้ามาตั้งกี่ปี ทีนี้ตาทีข้าบ้าง ข้าก็แค่เอาคืน มันผิดตรงไหน?"
"สามสิบปีฝั่งตะวันออก สามสิบปีฝั่งตะวันตก (ทีใครทีมัน)!"
"บอกเลยว่านี่แค่น้ำจิ้ม คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้พวกมันหมั่นไส้จนอกแตกตายกันไปเลย"
"เสียดายที่ตาเฒ่าตู้ดันไปวิจัยอยู่ต่างประเทศ น่าเสียดายจริงๆ..."
หวังเซียนเซียน: "..."
ก่อนที่พวกเขาจะได้ไปป่วนที่ต่อไป หลี่เจี้ยนโจวที่วิ่งกระหืดกระหอบมาก็หยุดพวกเขาไว้ได้ทัน
"อาจารย์ครับ หายไปไหนมา? ผมหาตัวอาจารย์แทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ"
"แล้วก็ ทำไมเมื่อกี้ศิษย์อาหลี่ถึงมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ด้วยครับ?"
"อะแฮ่ม!" หลินจิ่วกระแอมเบาๆ "เจี้ยนโจว ช่วงสองสามวันนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่าโผล่หน้าไปไหนมาไหนมากนัก เดี๋ยวจะโดนดักตีหัวเอา"
หลี่เจี้ยนโจวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี "อาจารย์คงไม่ได้ไป..."
เมื่อเห็นสายตาลอกแลกของอาจารย์และสีหน้าละอายใจของหลานศิษย์ เขาก็เข้าใจทุกอย่างในทันที
"อาจารย์ครับ ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้งานยุ่ง จะทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อยไม่ได้เหรอครับ?" หลี่เจี้ยนโจวบ่นด้วยความน้อยใจ
หลินจิ่วรู้ตัวว่าผิด จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
"คราวหน้าๆ คราวหน้าอาจารย์จะระวังให้มากกว่านี้"
"อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย เรื่องของเซียนเซียนเรียบร้อยดีไหม?"