เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Sign in Buddha's palm 5 เขตหวงห้ามด้านหลังเขา

Sign in Buddha's palm 5 เขตหวงห้ามด้านหลังเขา

Sign in Buddha's palm 5 เขตหวงห้ามด้านหลังเขา


Sign in Buddha's palm 5 เขตหวงห้ามด้านหลังเขา

“ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของ [กายาวัชระคงกระพัน] อย่างงั้นหรอ?”

หัวหน้าตำหนักที่เหลือได้ยินสิ่งนี้เข้าไปดวงตากลมโตแทบจะถลน

[กายาวัชระคงกระพัน] เป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะของเส้าหลิน หัวหน้าตำหนักที่ยืนอยู่กันในที่นี่ต่างก็ได้ฝึกมันมาแล้วกันทั้งนั้น

กระไรก็ตาม [กายาวัชระคงกระพัน] มันง่ายที่จะเริ่มฝึก แต่เพื่อให้ฝึกจนสำเร็จวิชานั้นเรียกว่ายากราวกับปีนป่ายสวรรค์

ปกติแล้วมันยากกว่าสิบเท่าในการฝึกกายาวัชระคงกระพันให้ไปถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เมื่อเทียบกับการที่คนธรรมดาคนหนึ่งยกระดับจากระดับชั้นที่เก้าขึ้นไปสามระดับบน

แน่นอนว่ากายาวัชระคงกระพันเมื่อขึ้นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้วนั้นเพียงแค่ร่างกายเปล่าๆ ก็สามารถท้าทายผู้เชี่ยวชาญในสามระดับบนได้แล้ว มันเป็นอะไรที่น่าหวั่นเกรงมาก

เพียงแค่คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์ แล้วใช้พรสวรรค์นั้นอย่างเต็มที่มุ่งไปในการบ่มเพาะวิชาการต่อสู้ แล้วก็เลื่อนขั้นไปเป็นผู้เชี่ยวชาญในสามระดับบนไม่ดีกว่าหรือ?

ดังนั้นที่วัดเส้าหลิน [กายาวัชระคงกระพัน] จึงเป็นวิชาบ่มเพาะที่ไม่ได้รับความนิยมนัก

ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า [กายาวัชระคงกระพัน] เป็นวิชาที่มีศักยภาพสูงส่ง แต่ศิษย์ใดเล่าจะเต็มใจเสียเวลาไปกับมัน

เพราะเมื่อเทียบแล้วมันได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย

ถึงแม้ศิษย์ของวัดเส้าหลินจะค่อนข้างซื่อๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้โง่

หัวหน้าตำหนักยุทธสงฆ์หันหน้าไปมองหัวหน้าลานอรหันต์ “เอาล่ะ ลานอรหันต์ปกปิดมันได้อย่างแนบเนียนเสียจริง ไม่คาดคิดเลยนะเนี่ยว่าถึงกับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ [กายาวัชระคงกระพัน]?”

ในบรรดาตำหนักต่างๆ ในเส้าหลิน ตำหนักลานอรหันต์เป็นแหล่งที่ค้นคว้าทำความเข้าใจคัมภีร์กายาวัชระคงกระพันมากที่สุด

หากมีศิษย์คนใดที่จะฝึกฝน [กายาวัชระคงกระพัน] ได้จนถึงขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็มีแต่จะอยู่ที่ลานอรหันต์นี้เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้นค่ายกลทองแดงก็ยังตั้งอยู่ที่ลานอรหันต์

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหัวหน้าตำหนักยุทธสงฆ์ถึงถามออกไปเช่นนี้

ทันทีที่หัวหน้าตำหนักยุทธสงฆ์กล่าวออกไป เหล่าหัวหน้าตำหนักต่างๆ รวมถึงเจ้าอาวาสฮุ่ยเหวินก็หันมาสบตากัน

“นะโม อมิตาพุทธ”

หัวหน้าลานอรหันต์รีบตอบกลับไปทันที “พระผู้น้อยทุกคนในลานอรหันต์ต่างก็รู้กันดีว่าไม่มีใครที่จะสามารถฝึกฝน [กายาวัชระคงกระพัน] ได้ไปจนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่”

คำพูดถูกกล่าวออกมา

เจ้าอาวาสฮุ่ยเหวินและหัวหน้าตำหนักทั้งหลายถึงกับผงะ

ถ้าไม่ใช่ศิษย์ของตำหนักลานอรหันต์ แล้วจะเป็นศิษย์ไหนได้อีกเล่าที่จะสามารถฝึกฝน [กายาวัชระคงกระพัน] ได้ไปจนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้?

ไม่นานนัก

หัวหน้าฝ่ายวินัยก็ถามขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “หรือมันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน?”

ห้าปีก่อน องค์ยูไลทองคำปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเหนือโถงประชุมใหญ่ สาดแสงกระจายสว่างไปทั่วทั้งวัดเส้าหลิน

ในตอนนั้นเจ้าอาวาสและหัวหน้าตำหนักต่างก็คิดกันว่าคงมีศิษย์คนใดสักคนหนึ่งที่ได้รับความโปรดปรานจากองค์ยูไล ก็คิดไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ยังไงก็ตามในท้ายที่สุดแล้วเขาตรวจสอบศิษย์ที่อยู่ด้านในโถงประชุมใหญ่ทั้งหมดแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด

เหตุการณ์นั้นยังคงประทับอยู่ในใจของเจ้าอาวาสเรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เขาก็ยังแอบตรวจสอบมันอยู่อย่างลับๆ

ทว่าน่าเสียดาย

ห้าปีที่ผ่านมา อัจฉริยะผุดขึ้นมากมายในวัดเส้าหลิน แต่มันก็ยังคงไม่มากพอที่พวกเขาจะดึงดูดความชื่นชมจากองค์ยูไลได้

“พอแล้วล่ะ พอแล้วล่ะ คนผู้นี้ฝึกฝนกายาวัชระคงกระพันมาจนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้แล้วจริงๆ แล้วเขาก็ยังเป็นคนของสำนักเราอีก ในเมื่อเขาไม่ต้องการจะเปิดเผยตัว ไยจำต้องไปรบกวนเขาเล่า...”

เจ้าอาวาสฮุ่ยเหวินถอนหายใจออกมาน้อยๆ

[กายาวัชระคงกระพัน] เป็นวิชาที่ทำให้เชี่ยวชาญในร่างกาย เมื่อไปถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ย่อมมีความสามารถในควบคุมร่างกายได้อย่างน่าหวาดกลัว ถ้าคนคนนั้นตั้งใจจะปิดบังลมปราณ นอกเสียจากจะเป็นพระระดับอรหันต์มาตรวจสอบเอง ยังไงการปิดบังนั้นก็ไม่มีวันถูกเปิดเผย

“อาตมาจะไม่กล่าวเรื่องนี้ให้มากความไปอีก”

เจ้าอาวาสฮุ่ยเหวินนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่งแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ระยะเวลาหนึ่งร้อยปีคืบคลานเข้ามาแล้ว ตำหนักแต่ละแห่งจงเตรียมรับมือให้พร้อม”

เวลาหนึ่งร้อยปี...

เมื่อได้ยินคำสี่คำนี้หัวหน้าตำหนักต่างเปลี่ยนสีหน้าไปแล้วค่อยๆ หันมองไปยังทิศทางภูเขาต้องห้ามด้านหลังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ”

“ถ้าอยู่นานกว่านี้อีกหน่อยข้ากลัวว่าจะต้องถูกจับได้”

ซูฉินถอนหายใจโล่งอกเมื่อเขากลับมาถึงลานจิปาถะ

ด้วยความแข็งแกร่งของซูฉิน หลังจากที่บุกฝ่าด่านค่ายกลทองแดงร้อยแปดแถวได้แล้ว เขามีความสามารถล้นเหลือที่จะหยุดยั้งระฆังไม่ให้ดังขึ้น

แต่ซูฉินหมกมุ่นกับความสำเร็จในการตัดผ่านมากจนลืมที่จะหยุดยั้ง

“อย่างไรก็เถอะ หลังจากถึงขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของกายาวัชระคงกระพันแล้ว มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างกันน้า...”

ซูฉินพึมพำอยู่กับตัวเอง

ตอนนี้ลมปราณของซูฉินถูกปกปิดอย่างสมบูรณ์ ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา แม้เจ้าอาวาสฮุ่ยเหวินมาตรวจสอบด้วยตนเองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะพบอะไร

มีแต่ซูฉินคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้เขามีพลังอันน่าหวาดกลัวถึงระดับไหน

ตอนฝ่าด่านค่ายกลร้อยแปดแถวเขาใช้พลังร่างกายล้วนๆ ไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น พวกหุ่นทองแดงเหล่านั้นก็แตกกระจาย

ถ้าเกิดว่าเขาได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมดของกายเนื้อนี้พลังมันจะรุนแรงสักแค่ไหนกัน...

ซูฉินเฝ้ารอที่จะเห็นสิ่งนั้น

“ต่อไป ถึงเวลาแล้วล่ะที่จะตัดผ่านเข้าสู่ขั้นถัดไป”

ซูฉินนั่งลงตัดสินบางอย่างในใจ

ตั้งแต่ที่เข้ามาสู่ระดับชั้นที่สี่เมื่อปีที่แล้ว ซูฉินก็ได้กดระงับฐานการบ่มเพาะชะลอการตัดผ่านสู่ขั้นใหม่ของเขาเอาไว้

ไม่ใช่ว่าซูฉินไม่อยากจะก้าวหน้า

เพียงแต่มันมีความเสี่ยงใหญ่หลวงในการเข้าสู่สามระดับบน

ความเสี่ยงครั้งนี้ไม่ได้มาจากสิ่งใดภายในตน แต่เป็นพลังจากภายนอก พลังแห่งฟ้าดิน

ผู้ฝึกยุทธที่ต้องการจะก้าวเข้าสู่สามระดับบน กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นที่สาม อย่างแรกคือต้องปล่อยเส้นทางระหว่างตนและโลกเบื้องนอกให้เปิดออกจนสุด แล้วจึงชักนำพลังของโลกมาชำระล้างภายใน

มีเพียงวิธีนี้จึงจะเข้าสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในสามระดับบน

กระนั้นความยิ่งใหญ่ผยองเดชของปราณโลกมันมากเพียงใดเล่า? หากปล่อยให้มันไหลบ่าไปทั่วร่าง ใครเล่าจะกล้าคาดเดาถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น?

ผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นที่สี่หลายต่อหลายคนร่างระเบิดออกและตายลงเพราะต้องการจะตัดผ่านสู่ชั้นถัดไป

แม้ว่าเขาจะรอดตายมาได้ เส้นเลือดย่อมแตกซ่าน ไม่เหลือสิ่งใดเป็นได้เพียงขยะ

นี่เองจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญในสามระดับบนถึงมีน้อยนัก

ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญวิทยายุทธระดับสี่สักห้าสิบคน คงจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถตัดผ่านไปได้สำเร็จ แม้ว่าจะคิดเรื่องของโชคเข้ามาช่วยด้วยก็ตาม

แม้แต่สุดยอดพรรคในยุทธภพอย่างวัดเส้าหลิน การตัดผ่านสู่ขั้นสามระดับบนถือว่าต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด และต้องมีหัวหน้าตำหนักและเจ้าอาวาสดูแลอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นซูฉินจึงระมัดระวังอย่างมาก

“เมื่อใดก็ตามที่ตัดผ่านแล้วก้าวเข้าสู่สามระดับบน ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดก็คือพลังปราณในโลกหล้าจะไหลบ่าเข้าสู่กาย ถ้ามีอะไรผิดพลาดล่ะก็ เตรียมถูกแผดเผาจนตายได้เลย”

“เหตุผลของเรื่องนี้มันง่ายเอามากๆ ก็เพราะกายเนื้อเขาพวกเรานั้นมันอ่อนแอ”

“ถ้ากายเนื้อแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่สนพลังปราณของโลก กล่าวได้ว่าความเสี่ยงนั้นมันไร้ค่าเกินกว่าจะพูดถึง”

ความคิดของซูฉินพลิกไปมาหลายตลบ “แต่ตอนนี้ฉันได้ฝึก [กายาวัชระคงกระพัน] ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แค่กายเนื้ออย่างเดียวก็เอาไปชนกับพวกสามระดับบนได้แล้ว”

“ด้วยกายเนื้อนี้ มันควรจะไร้ซึ่งปัญหายามเผชิญกับปราณของโลก”

ซูฉินคาดเดาภายในใจ

ถึงแม้ตัวเขาจะเชื่อว่าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของกายาวัชระคงกระพันเพียงพอที่จะจัดการกับความเสี่ยงในการตัดผ่าน เขาก็ยังคิดว่าจะรอไปอีกสักสองสามเดือนเผื่อในกรณีที่เขาเข้าใจบางอย่างผิดพลาดไป

ใช้เวลาสองสามเดือนนั้นในการลงชื่อเพื่อรับโอสถชำระไขกระดูกและโอสถอื่นๆ ที่ช่วยเสริมสร้างกายเนื้อ

ไม่เป็นอะไรหรอก ก่อนหน้าก็รอมาเป็นปีแล้ว จะรอต่ออีกไม่กี่เดือนก็ไม่ได้แย่อะไรนัก

จากนั้นซูฉินก็ตัดใจเลิกลงชื่อเข้าใช้ที่ด้านนอกศาลาพระคัมภีร์แล้วใช้โอกาสที่เหลือไปลงชื่อที่ลานโพธิ์แทน

ระหว่างระยะเวลานั้น ซูฉินรู้สึกชัดว่าวัดเส้าหลินดูเหมือนจะมีการเฝ้าระวังกันตลอด

บรรยากาศที่ช่างน่าหวาดระแวงก่อตัวรุนแรงขึ้น

แม้แต่เณรกวาดลานอย่างซูฉิน ตัวตนอันต้อยต่ำ ยังรู้สึกได้เลยว่ามีบางสิ่งผิดปกติ

ขณะกำลังกวาดลานวัดอยู่นั้น ซูฉินก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบกันของเหล่าศิษย์คนอื่นๆ จับใจความได้แค่บางคำเช่น 'เวลาหนึ่งร้อยปี' แล้วก็ 'เขตหวงห้ามหลังเขา'

“เขตหวงห้ามแถวภูเขางั้นหรอ?”

ใบหน้าซูฉินแสดงออกว่ากำลังครุ่นคิด

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้ ซูฉินไปมาทั่วทุกมุมของวัดจะมีเพียงก็แต่เขตหวงห้ามบางที่ที่ไม่ได้เข้าไป

ในหมู่สถานที่ที่ว่ามาก็คือเขตหวงห้ามบริเวณภูเขาของวัดเส้าหลิน

ในช่วงสี่ปีแรก ซูฉินยังอ่อนแอและไม่กล้าเข้าไปในเขตหวงห้ามอย่างเช่นภูเขาด้านหลัง

แต่หลังจากซูฉินเข้าสู่ระดับชั้นที่สี่ เขาสัมผัสได้อย่างคลุมเครือที่บริเวณภูเขามีกลิ่นไอทรงพลังจางๆ อยู่

เพราะว่าเรื่องนี้ซูฉินจึงไม่เคยเฉียดไปใกล้บริเวณภูเขาเลย

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็แค่เณรกวาดลาน มันไม่มีเรื่องราวใดที่ข้าต้องกระทำหรอก”

ซูฉินคิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้สนใจมันมาก

ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าที่ถล่มลงมา ย่อมจะมีร่างอันสูงใหญ่ไปต่อต้านมัน ด้วยฐานะสุดยอดพรรคในยุทธภพ วัดเส้าหลินน่ะมีรากฐานที่ลึกซึ้งไม่อาจประเมินได้ ซูฉินเพียงแค่ต้องปกป้องตัวเองแล้วก็กวาดลานวัดเท่านั้น

จบบทที่ Sign in Buddha's palm 5 เขตหวงห้ามด้านหลังเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว