- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนอย่าซ่า เส้นทางผงาดของหลิงโหย่วเต้า
- บทที่ 590 - หลิงเหรินอันมาถึง เส้นทางสู่ยอดเขาอันยากลำบาก!
บทที่ 590 - หลิงเหรินอันมาถึง เส้นทางสู่ยอดเขาอันยากลำบาก!
บทที่ 590 - หลิงเหรินอันมาถึง เส้นทางสู่ยอดเขาอันยากลำบาก!
บทที่ 590 - หลิงเหรินอันมาถึง เส้นทางสู่ยอดเขาอันยากลำบาก!
จงอี้ถิงมองใบหน้าของหลิงเหรินหยาว ในใจก็เกิดความริษยาขึ้นมาเล็กน้อย
นางแค่นเสียงเบาๆ "นังจิ้งจอก"
ความสามารถในการเก็บอารมณ์ของอวิ๋นจิ่นสูงกว่านางมาก แม้จะตกตะลึงในความงามของหลิงเหรินหยาว แต่ก็ไม่ได้เกิดความริษยา
สตรีงดงาม ย่อมเป็นที่หมายปองของบุรุษ
หญิงสาวที่งดงามปานนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจของหยางจิ่งหงและอีกสองคนเช่นกัน แต่ทั้งสามคนหน้าบาง ต่อหน้าคนเยอะแยะ จะให้หน้าด้านเข้าไปตีสนิทเหมือนปี้ช่านก็กระไรอยู่
ทำได้เพียงใช้คำพูดและการกระทำที่จงใจ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากหลิงเหรินหยาว แต่หลิงเหรินหยาวกำลังรำคาญปี้ช่าน จะมีกะจิตกะใจไปสนใจพวกเขาทั้งสามได้อย่างไร
หลังจากพยายามอยู่หลายครั้ง ทั้งสามก็รู้สึกเบื่อหน่าย ประสานมือขอตัวลา
จงอี้ถิงเห็นปี้ช่านไม่มีทีท่าว่าจะไป ก็โกรธจนควันออกหู เดินเข้าไปไม่กี่ก้าว ใช้สองมือดึงแขนเขาแล้วลากกลับมา
"โอ้ยๆๆ อี้ถิง เจ้าทำอะไรเนี่ย? รีบปล่อยข้านะ"
"ฮึ เขาไปกันหมดแล้ว เจ้ายังจะอยู่ที่นี่ทำไม?"
จงอี้ถิงไหนเลยจะฟังคำพูดของปี้ช่าน สองมือจับแน่น ไม่ว่าปี้ช่านจะดิ้นรนอย่างไร นางก็ไม่ยอมปล่อย
"พี่ปี้ แม่นางเหยาเพิ่งมาถึงไม่นาน คงจะเหนื่อยแย่ ท่านอย่ารบกวนนางที่นี่เลย ให้แม่นางเหยาและพวกพักผ่อนให้เต็มที่ จะได้เตรียมรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป"
หยางจิ่งหงพูดกับปี้ช่าน เว่ยจงหยวนก็ช่วยเกลี้ยกล่อม "ใช่แล้ว พี่ปี้ เรื่องใหญ่สำคัญกว่า"
ได้ยินดังนั้น ปี้ช่านก็ลังเล เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ก็ได้ แม่นางเหยาพักผ่อนให้สบายเถอะ ข้าขอตัวก่อน"
จงอี้ถิงปล่อยมือปี้ช่าน หลิงเหรินหยาวพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย เขาถึงได้จากไปอย่างพอใจ
"ในเมื่อไม่ชอบเขา ก็อย่าไปปรากฏตัวต่อหน้าเขาบ่อยนักสิ"
พูดเสียงเบาจบ จงอี้ถิงก็หันหลังเดินตามพวกนั้นไป
เวลาไหลผ่านดุจเม็ดทราย ผู้คนที่เดินทางมาถึงตีนเขาฉิงเทียนจากทั่วสารทิศมีมากขึ้นเรื่อยๆ
คนยิ่งมาก ความขัดแย้งก็ยิ่งเกิดง่าย คนหนุ่มสาวเลือดร้อนในที่นี้มีไม่น้อย พูดไม่เข้าหูก็ลงไม้ลงมือกันเป็นเรื่องปกติ
ถึงขั้นเกิดการตะลุมบอนกันหลายครั้ง ผู้ฝึกตนบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย และส่วนใหญ่เลือกที่จะถอยห่างจากเขาฉิงเทียนอย่างว่าง่าย
เทียบกับวาสนาในตอนท้ายแล้ว ชีวิตน้อยๆ ของตัวเองสำคัญกว่า คนเหล่านี้ถือว่ามีสติ
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนคิดจะตัดคู่แข่ง จึงเลือกที่จะชิงลงมือก่อน
ส่วนอีกพวกหนึ่งไม่เคยคิดจะแย่งชิงวาสนาในตอนท้ายอยู่แล้ว พวกเขาแค่ต้องการรวบรวมทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรในถ้ำสวรรค์สามเซียน
ปล้นฆ่าชิงทรัพย์รวยเร็ว จะมีอะไรสะสมทรัพยากรได้ง่ายกว่าการแย่งชิงอีกล่ะ?
ตีนเขาฉิงเทียนมีผู้ฝึกตนมารวมตัวกันมากมาย การจะทำเรื่องฆ่าคนชิงสมบัติที่นี่ ประหยัดเวลาหาเป้าหมายไปได้โข
แค่หลบอยู่แถวๆ นั้น แล้วรอให้คนเดินมาหาเอง เจอคนอ่อนแอก็ถือว่ามันซวย เจอคนเก่งก็ปล่อยไป
สรุปง่ายๆ คือตีนเขาฉิงเทียนวุ่นวายมาก หากไม่มีความแข็งแกร่งพอ ก็ยากจะเอาตัวรอด
และเมื่อเวลาผ่านไป คนตระกูลหลิงทั้งสี่ก็เริ่มหมดหวังที่หลิงเหรินอันจะมาถึงแล้ว
แต่ในขณะที่ทั้งสี่คนคิดว่าหลิงเหรินอันคงมาไม่ทัน หรืออาจจะตายไปแล้ว หลิงเหรินอันกลับมาถึงตีนเขาฉิงเทียน
กลุ่มคนกลุ่มใหญ่โตมโหฬาร แม้แต่ผู้ฝึกตนที่ดักซุ่มอยู่ระหว่างทางเตรียมจะฆ่าคนชิงสมบัติเห็นเข้า ยังต้องรีบหนีหางจุกตูด กลัวว่าจะโดนฆ่าชิงสมบัติเสียเอง
การมาถึงของพวกเขาสร้างความฮือฮาไม่น้อย แต่พอพบว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระเกือบทั้งหมด ผู้คนก็เข้าใจ
นี่เป็นวิธีการที่ผู้ฝึกตนอิสระมักจะทำ โดยเฉพาะผู้ฝึกตนอิสระที่ถูกส่งไปอยู่ชายขอบถ้ำสวรรค์ เพราะพลังฝีมือไม่เพียงพอ หากอยากมาถึงตีนเขาฉิงเทียนอย่างปลอดภัย ส่วนใหญ่มักเลือกเดินทางร่วมกัน เมื่อถึงจุดหมายแล้วก็จะแยกย้ายกันไป
เพียงแต่กลุ่มนี้พิเศษหน่อย เพราะคนเยอะเกินไป มากกว่าจำนวนผู้ฝึกตนที่สองสำนักใหญ่ในห้าสำนักใหญ่ส่งมารวมกันเสียอีก
และเป็นไปตามคาด หลังจากทักทายกันแล้ว กลุ่มคนนั้นก็แยกย้ายกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย บางคนถึงกับแยกตัวไปคนเดียว ไม่ได้รวมกลุ่มกันต่อ
หลังจากแยกย้าย ชายหนุ่มอายุราวสามสิบปีก็ยิ้มให้หลิงเหรินอัน "ปรมาจารย์หลิง พวกเราอยากจะติดตามท่าน ท่านเห็นว่าอย่างไร?"
ผู้พูดแซ่ชุย นามว่า ผิง เป็นคนหน้าตาธรรมดาๆ ประเภทที่โยนเข้าไปในฝูงชนแล้วหาตัวยาก
คนรอบข้างอีกสามคนก็รีบสนับสนุน "ใช่แล้ว ตลอดทางมานี้ต้องขอบคุณปรมาจารย์หลิง ไม่อย่างนั้นด้วยฝีมือพวกเรา คงมาไม่ถึงที่นี่อย่างปลอดภัยแน่"
ความยากลำบากตลอดทางที่ผ่านมา ยังคงตราตรึงในความทรงจำของพวกเขา
ตอนเริ่มต้นไม่ได้มีแค่ไม่กี่คน แต่คนแล้วคนเล่าล้มตายไประหว่างทาง สุดท้ายเหลือกันอยู่แค่ห้าคน
และหลิงเหรินอันก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งตลอดการเดินทาง แม้เขาจะมีระดับพลังแค่สร้างรากฐานช่วงกลาง แต่กลับเป็นนักอาคมค่ายกลระดับสองขั้นสูง
ขอแค่ให้เวลาเขาเพียงพอ วางค่ายกลที่ร้ายกาจลงไป ลำพังตัวคนเดียวก็สามารถยื้อยุดผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานช่วงปลายได้ถึงสองสามคน
ด้วยเหตุนี้ ตลอดทางเขาจึงกลายเป็นคนที่ถูกคุ้มครอง จึงสามารถเดินทางมาถึงตีนเขาฉิงเทียนได้อย่างปลอดภัย
ได้ยินดังนั้น หลิงเหรินอันก็ตอบว่า "ในเมื่อสหายเต๋าชุยและสหายเต๋าทั้งสามให้เกียรติข้าหลิง ข้าหลิงย่อมตกลง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้าหลิงได้บอกไปแล้วว่า ข้าหลิงเป็นศิษย์ตระกูล จำเป็นต้องเดินทางร่วมกับคนในตระกูล ข้าเกรงว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วย"
ชุยผิงกล่าวว่า "ปรมาจารย์หลิง ไม่ทราบว่าคนในตระกูลของท่านอยู่ที่ไหน? พอจะไปสอบถามก่อนได้ไหม หากไม่ยอมจริงๆ พวกเราก็จะไม่ทำให้ท่านลำบากใจ"
"ข้าหลิงก็เพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ว่าคนในตระกูลอยู่ที่ไหน"
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะช่วยปรมาจารย์หลิงตามหา เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนตาบอดมาหาเรื่องท่าน"
หลิงเหรินอันพยักหน้า "ก็ได้"
ที่นี่วุ่นวายมาก เขาเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานช่วงกลาง อันตรายเกินไปจริงๆ มีสี่คนนี้อยู่ด้วย จะช่วยลดปัญหาไปได้มาก
ชุยผิงทั้งสี่คนช่วยหลิงเหรินอันตามหาคนในตระกูล วนเวียนอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็เจอพวกหลิงติ้งโจว
ทั้งสี่คนดีใจมากที่เห็นหลิงเหรินอัน หลิงติ้งโจวสังเกตเห็นชุยผิงทั้งสี่คน จึงถามว่า "เหรินอัน สี่ท่านนี้คือ?"
"อ้อ ปู่แปด ข้าจะแนะนำให้รู้จัก"
เขาแนะนำทุกคนให้รู้จักกัน แล้วทิ้งท้ายว่า "ถ้าไม่ได้พวกเขา ข้าคงมาไม่ถึงที่นี่"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงติ้งโจวก็ประสานมือคารวะทั้งสี่คน "ขอบคุณสหายเต๋าทั้งสี่ที่ช่วยคุ้มครองคนของข้า"
ชุยผิงตอบว่า "สหายเต๋าเกรงใจไปแล้ว ถ้าไม่ได้ปรมาจารย์หลิง พวกเราก็คงมาไม่ถึงที่นี่เช่นกัน"
หลิงเหรินอันกล่าวว่า "ปู่แปด สหายเต๋าทั้งสี่กำลังคนน้อย อยากจะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ไม่ทราบว่าท่านเห็นว่าอย่างไร?"
หลิงติ้งโจวรู้ดีว่า ทั้งสี่คนไม่ได้เชื่อใจตระกูลหลิง แต่เชื่อใจหลิงเหรินอันล้วนๆ
เขายื่นมือขวาลูบเครา เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ยินดีต้อนรับ"
ชุยผิงประสานมือ "ขอบคุณ"
หลิงเหรินเฟิงแปลกใจกับการตัดสินใจของหลิงติ้งโจว กลับเป็นหลิงเหรินจีที่ทำท่าทางเหมือนรู้ว่าต้องเป็นแบบนี้
หลิงติ้งโจวมีเหตุผลของเขา ในสี่คนนี้มีแค่คนที่ชื่อชุยผิงที่เป็นระดับสร้างรากฐานช่วงปลาย อีกสามคนเป็นแค่ระดับสร้างรากฐานช่วงต้น
การเข้าร่วมของพวกเขาจะไม่แย่งชิงการนำ แต่จะช่วยเพิ่มกำลังรบให้ตระกูลหลิง แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ
จากนั้นทั้งเก้าคนก็รวมกลุ่มกัน พูดคุยกันอย่างถูกคอ
ครึ่งวันต่อมา ตำหนักสามจอมปราชญ์เปิดออก
ภายใต้สายตาของเหล่าผู้ฝึกตน เขาฉิงเทียนถูกห่อหุ้มด้วยชั้นแสงวิญญาณ เพียงพริบตาเดียว แสงวิญญาณนั้นก็หายไป แต่เบื้องหน้าทุกคนกลับปรากฏบันไดวนทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขา
บันไดดูเก่าแก่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลา ราวกับดำรงอยู่มานานแสนนาน เพียงแต่ถูกซ่อนไว้ก่อนหน้านี้
คนส่วนใหญ่แย่งกันกรูเข้าไปที่บันไดวน มีเพียงผู้ฝึกตนจากห้าสำนักใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ ที่ไม่รีบร้อน
คนฉลาดสังเกตเห็นความผิดปกติ กลัวว่าจะมีกับดักอะไร จึงระงับความใจร้อนไว้
"สหายเต๋าติ้งโจว ทำไมจู่ๆ ถึงหยุดล่ะ?"
ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งมองหลิงติ้งโจว ถามด้วยความสงสัย
ไม่รอให้หลิงติ้งโจวอธิบาย ชุยผิงชิงพูดก่อนว่า "พวกเจ้าดูสิ คนพวกนั้นยังไม่ขยับเลย พวกเขาไม่ใช่เพิ่งเคยมาครั้งแรก รู้สถานการณ์ที่นี่ดี การไม่รีบร้อนย่อมมีเหตุผล"
ทุกคนมองไป ก็เห็นจริงดังว่า ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งจากห้าสำนักใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ ยังไม่ขยับ แต่กลับยืนกอดอกมองดูผู้คนที่แห่กันไปที่บันไดวนด้วยท่าทีสบายๆ
คนหนึ่งพูดด้วยความเคียดแค้น "พวกมันใจดำชะมัด สงสัยจะมีกับดักอะไรแน่ โชคดีที่สหายเต๋าติ้งโจวห้ามพวกเราไว้"
หลิงติ้งโจวกล่าวว่า "รอคนห้าสำนักใหญ่ขยับ พวกเราค่อยขยับ"
"ตกลง"
ครึ่งชั่วยามต่อมา ผู้คนจำนวนมากเดินขึ้นไปบนบันไดวนแล้ว คนที่เหลือยังรอดูท่าที ห้าสำนักใหญ่ไม่ขยับ พวกเขาก็ไม่ขยับ
วินาทีต่อมา ฝั่งห้าสำนักใหญ่ก็มีเสียงหัวเราะดังลั่น "ฮ่าๆ คนพวกนี้ขี้ขลาดชะมัด ไม่กล้าขึ้นไปกันเลย สงสัยคิดว่ามีอันตรายอะไรแน่ๆ เลยรอดูว่าพวกเราจะขยับเมื่อไหร่"
เหล่าผู้ฝึกตนที่รอดูท่าทีหันไปมอง เห็นผู้ฝึกตนห้าสำนักใหญ่หลายคนหัวเราะเยาะ มองมาด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้านนอก
"คนพวกนั้นขึ้นไปหมดแล้ว ทางก็โล่งแล้ว"
"ใครอยากจะไปเบียดกับพวกมันกันล่ะ"
"อยากจะขึ้นไปยอดเขา ยังต้องผ่านบททดสอบ คิดหรือว่าไปก่อนแล้วจะขึ้นไปได้แน่นอน"
ผู้ฝึกตนห้าสำนักใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ เดินไปที่บันไดวน ในขบวนมีคำพูดแบบนี้หลุดออกมาเป็นระยะ
เสียงไม่ดัง แต่ก็ทำให้คนรอบข้างได้ยิน
และผู้ฝึกตนที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าก็บิดเบี้ยวดูน่าเกลียด
เห็นได้ชัดว่า ผู้ฝึกตนห้าสำนักใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ จงใจปั่นหัวพวกเขา จริงๆ แล้วไม่มีอันตรายอะไร ขึ้นก่อนขึ้นหลังไม่มีผล สุดท้ายจะขึ้นไปถึงยอดเขาได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถส่วนตัว
แต่คนพวกนี้เพราะระวังตัวเกินเหตุ จนถูกพฤติกรรมของผู้ฝึกตนห้าสำนักใหญ่หลอกเข้าให้ กลายเป็นตัวตลกให้เขาหัวเราะเยาะ
ทุกคนกัดฟันกรอด จนกระทั่งผู้ฝึกตนห้าสำนักใหญ่และขุมกำลังอื่นๆ หายลับไปที่ปลายสุดของบันไดวน ถึงจะมีคนด่าทอออกมา
"ไป!"
หลิงติ้งโจวหน้าดำคล้ำ พูดคำเดียวแล้วเดินไปที่บันไดวน คนอื่นๆ รู้หน้าที่ไม่พูดอะไร เดินตามหลังเขาไปเงียบๆ
ทั้งกลุ่มเดินขึ้นไปตามบันไดวน ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร ในใจยังมีความแค้นที่ถูกปั่นหัว แต่ไม่นานสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
"พวกเจ้ารู้สึกไหม ยิ่งเดินยิ่งกินแรงกว่าเมื่อกี้?"
หลิงเหรินเฟิงพูดขึ้นมาทันที เขาดาดเจ็บมาก่อน ยังไม่หายดี จึงรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มาก
"รู้สึกแล้ว กินแรงขึ้นจริงๆ"
หลิงเหรินจีพยักหน้า พอพูดขึ้นมา แม้แต่คนที่ไม่ได้รู้สึกอะไรมากก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
หลิงติ้งโจวกล่าวว่า "นี่น่าจะเป็นบททดสอบที่คนพวกนั้นพูดถึง"
หลิงเหรินอันมองขึ้นไป ยอดเขาซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ "ภูเขาสูงขนาดนี้ ไม่รู้มีกี่ขั้นบันได หากทุกขั้นเพิ่มแรงกดดันขึ้นอีกนิด ถึงช่วงท้ายคงน่ากลัวมาก คนที่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้คงมีไม่มาก"
หลิงเหรินอันเริ่มเป็นห่วงตัวเอง เพราะเขาเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานช่วงกลาง
ได้ยินดังนั้น ผู้ฝึกตนอิสระสามคนก็เริ่มกังวลกับหนทางข้างหน้า เพราะพวกเขาแย่กว่าหลิงเหรินอันเสียอีก เป็นแค่ระดับสร้างรากฐานช่วงต้น
ชุยผิงกล่าวว่า "ในเมื่อขึ้นมาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้ถอยกลับ ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกั้น จะขึ้นยอดเขาได้หรือไม่ ต้องลองถึงจะรู้"
หลิงติ้งโจวเห็นด้วย "สหายเต๋าชุยพูดถูก พวกเราตั้งใจปีนเขากันเถอะ"
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มีคนในกลุ่มพูดขึ้นว่า "ข้าไม่ไหวแล้ว พวกท่านไปเถอะ"
คนพูดคือผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง เหงื่อท่วมตัว
นอกจากเขาแล้ว ผู้ฝึกตนอิสระระดับสร้างรากฐานช่วงต้นอีกสองคน และหลิงเหรินเฟิง สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก
พวกแรกเป็นเพราะระดับพลังอ่อนด้อยจริงๆ ส่วนคนหลังเป็นเพราะอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ แม้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่พอเจอแรงกดดันภายนอก อาการบาดเจ็บกลับกำเริบขึ้นมา
"พวกท่านไปเถอะ ข้าก็ไม่ไปต่อแล้ว"
ผู้ฝึกตนอิสระอีกคนพูดขึ้น พวกเขารู้สภาพตัวเองดี ฝืนไปต่อไม่ไหวแน่ หยุดตอนนี้ยังพอรักษาแรงไว้รับมือศัตรูที่อาจโผล่มาได้
แต่ถ้าไม่เจียมตัว ดันทุรังจะขึ้นไป ถ้าหมดแรงข้าวต้ม อาจจะโดนคนข้างหลังเก็บกวาดเอาได้ง่ายๆ
"ลองทนอีกนิดไหม บททดสอบด่านแรกไม่น่ายาก คงใกล้จบแล้วมั้ง"
ผู้ฝึกตนอิสระคนสุดท้ายยังอยากลองอีกสักหน่อย ไม่อยากยอมแพ้แค่นี้
คนก่อนหน้าโบกมือ "เจ้าไปเถอะ ข้าไม่อยากเสี่ยง แค่ด่านแรกก็ยากขนาดนี้สำหรับพวกเรา บททดสอบด่านหลังๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง"
"ก็ได้ งั้นข้าก็ไม่ไปต่อแล้ว"
การยอมแพ้ของทั้งสามคนอยู่ในความคาดหมายของทุกคน หลิงเหรินจีหันไปมองหลิงเหรินเฟิง "พี่สาม พี่จะไปต่อไหม?"
ได้ยินดังนั้น หลิงเหรินเฟิงหยิบขวดหยกออกมา กินยาเข้าไปหนึ่งเม็ด สีหน้าก็ดีขึ้นทันตา ตอบสั้นๆ ว่า "ไป!"
นี่คือทัศนคติของเขา ชัดเจนมาก ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะทดสอบอะไร สำหรับหลิงเหรินเฟิงแล้วย่อมมีโอกาส
ทั้งหกคนเดินหน้าต่อ ทีละขั้นๆ แรงกดดันบนร่างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกระยะทางจะเห็นคนปีนเขา
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หลิงเหรินหยาวพูดขึ้นทันที "ข้างหน้ามีคน"
เห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่กับพื้น สีหน้าดูแย่ถึงขีดสุด เห็นได้ชัดว่าแรงกดดันที่นี่มากเกินไปสำหรับคนผู้นั้น
แต่ในจังหวะนั้นเอง หลิงเหรินหยาวเห็นชุยผิงพุ่งผ่านหน้าตัวเองไป ไปถึงข้างกายคนผู้นั้น ในขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว ก็ลงมือฟันฉับ จากนั้นก็เก็บถุงสมบัติของอีกฝ่าย ก้มลงค้นตัวหาของ
"เจ้า... ทำไม?"
หลิงเหรินหยาวมองชุยผิงด้วยความตกใจ แต่อีกสี่คนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย
ได้ยินหลิงเหรินจีเดาะลิ้น "โดนเขาแย่งซีนจนได้"
หลิงเหรินเฟิงกล่าวว่า "เหรินหยาว นี่คือราคาที่ต้องจ่าย ข้าเองก็กำลังเดิมพันเพื่อจะเข้าสู่ตำหนักสามจอมปราชญ์ ถ้าข้าแพ้เดิมพัน จุดจบก็คงเหมือนเขา โดนคนข้างหลังฆ่าตาย"
ความจริงคือถ้าหลิงเหรินเฟิงมาคนเดียว ด้วยสภาพของเขาตอนนี้ ก็คงตกเป็นเป้าให้คนอื่นล่าเช่นกัน
เพียงเพราะเขามีพวกหลิงติ้งโจวอยู่ด้วย อย่างน้อยระหว่างทางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องภัยคุกคามภายนอก เขาถึงกล้าเดิมพัน
หลิงติ้งโจวถอนหายใจ "นี่คงเป็นเหตุผลที่คนพวกนั้นจงใจรั้งท้ายสินะ"
การปั่นหัวคนเป็นแค่ผลพลอยได้ เป้าหมายที่แท้จริงคือรวมกลุ่มกันล่าสังหารผู้ฝึกตนที่สภาพไม่ดีระหว่างทาง
หลังจากชุยผิงเก็บของรางวัลเสร็จ ทั้งกลุ่มก็เดินหน้าต่อ
ตลอดทางต่อมา ทั้งกลุ่มก็สังหารคนที่อยู่ตามลำพังและสภาพไม่ดีไปอีกหลายคน
หลิงเหรินหยาวจากที่ตกใจในตอนแรก ก็ค่อยๆ ชินชา
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดทั้งกลุ่มก็มาถึงลานกว้างขวางแห่งหนึ่ง บนลานมีผู้ฝึกตนมารวมตัวกันมากมาย
"ด่านนี้ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้"
หลิงเหรินเฟิงเผยรอยยิ้ม ฉีกยิ้มกว้าง
[จบแล้ว]