เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 510 ค้นหาปริศนากายาเหยาเหยา กายวิญญาณห้าธาตุ—กายวิญญาณวารี!

บทที่ 510 ค้นหาปริศนากายาเหยาเหยา กายวิญญาณห้าธาตุ—กายวิญญาณวารี!

บทที่ 510 ค้นหาปริศนากายาเหยาเหยา กายวิญญาณห้าธาตุ—กายวิญญาณวารี!


บทที่ 510 ค้นหาปริศนากายาเหยาเหยา กายวิญญาณห้าธาตุ—กายวิญญาณวารี!

ตระกูลหลิงสืบทอดมาไม่ถึงพันปี และเพิ่งจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจนมีความแข็งแกร่งเช่นทุกวันนี้ในช่วงร้อยปีมานี้เอง

เวลาในการพัฒนาที่สั้น ส่งผลให้รากฐานของตระกูลหลิงยังไม่แน่นพอ

รากฐานที่ว่านี้มิใช่ทรัพยากรบำเพ็ญเพียร แต่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร พูดง่ายๆ คือมรดกทางปัญญา

หลิงโหย่วเต้าค้นดูตำราในตระกูลหลิงที่อาจบันทึกเรื่องกายวิญญาณจนหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พบกายวิญญาณที่ตรงกับลักษณะของบุตรสาว

ภายในหอคัมภีร์ เขาวางม้วนตำราม้วนสุดท้ายกลับเข้าชั้น วางถอนหายใจกล่าวว่า "หรือจะต้องไปขอร้องห้าสำนักใหญ่?"

เขาส่ายหน้า ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าเรื่องของลูกสาวจะไม่พึ่งพาห้าสำนักใหญ่ เขาก็จะไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ

"ไปถามท่านปู่ดีกว่า ท่านมีชีวิตอยู่มานานกว่าข้า อาจจะรู้จักกายวิญญาณของเหยาเหยา"

คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเดินออกจากหอคัมภีร์ เหาะเหินเดินอากาศมุ่งหน้าไปยังที่พำนักของหลิงหยวนเซิง

ไม่นาน เขาก็มาถึงเรือนพักของหลิงหยวนเซิง ประสานมือคารวะ "หลานคารวะท่านปู่"

หลิงหยวนเซิงมองเขาแล้วถามว่า "เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องสำเร็จหรือไม่? ว่ามาสิ เหลนสาวข้ามีกายวิญญาณอะไร? แล้วกราบผู้อาวุโสท่านใดของสำนักเจินเสวียนเป็นอาจารย์?"

เจอกันปุ๊บก็ยิงคำถามรวดเดียวสามข้อ ดูเหมือนจะร้อนใจไม่น้อย

หลิงโหย่วเต้าได้แต่ยิ้มขื่น ส่ายหน้า "เหยาเหยาไม่ได้เข้าสำนักเจินเสวียน พวกเราทดสอบเสร็จก็รีบกลับมาเลย"

หลิงหยวนเซิงเบิกตากว้าง ตกใจเล็กน้อย "โอ้? เป็นมาอย่างไรกันแน่?"

จากนั้น หลิงโหย่วเต้าก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่พาหลิงเหรินเหยาออกจากเกาะเมฆาขาว เดินทางไปสำนักเจินเสวียนเพื่อทดสอบกายวิญญาณ ให้ฟังจนหมดเปลือก

ในน้ำเสียงแฝงความไม่พอใจต่อท่าทีของจีเจิ้นที่วางก้ามใหญ่โต ไม่เห็นผู้ฝึกตนที่ไม่ได้สังกัดห้าสำนักใหญ่อยู่ในสายตา

สุดท้าย หลิงโหย่วเต้าจึงเล่าถึงเรื่องที่หลิงเหรินเหยาเล่าให้ฟังหลังจากกลับมาถึงตระกูล ว่านางเห็นภาพอะไรในหัวตอนยืนหน้ากระจกสำแดงวิญญาณ

ถามว่า "ท่านปู่ ท่านพอจะรู้ไหมว่านี่คือกายวิญญาณอะไร?"

ตั้งแต่เขาเริ่มเล่า หลิงหยวนเซิงก็ตั้งใจฟังมาตลอด เมื่อหลิงโหย่วเต้าถาม เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น

"ปู่เองก็ไม่รู้ ไว้ภายหน้าค่อยลองถามสหายเต๋าท่านอื่นดู เผื่อพวกเขาจะรู้"

เรื่องนี้จะโทษคนตระกูลหลิงก็ไม่ได้ เพราะผู้มีกายวิญญาณนั้นมีน้อยเหลือเกิน ต่อให้เป็นระดับห้าสำนักใหญ่ ก็ยังถือว่าเป็นของหายากในหมู่ของหายาก อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ

ตระกูลหลิงเล็กๆ มีคนในตระกูลเท่าไร มีผู้ฝึกตนกี่คน โอกาสที่จะเกิดผู้มีกายวิญญาณสักคนนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ครั้งนี้พวกเขานับว่าโชคดีอย่างที่สุด เพียงแค่การรวมตัวกันของจินตานเจินเหรินสองคน ก็ให้กำเนิดทายาทที่มีกายวิญญาณได้

หลิงโหย่วเต้าพยักหน้าอย่างจนใจ "คงต้องทำเช่นนั้น"

ได้ยินหลิงหยวนเซิงกล่าวว่า "เหยาเหยาพรสวรรค์น่าตื่นตะลึง ต้องทุ่มเททรัพยากรบำเพ็ญเพียรให้อย่างเต็มที่ อย่าให้เสียของ ในเมื่อเจ้าไม่ส่งนางไปห้าสำนักใหญ่แล้ว ก็รีบให้นางฝึกมหาเวทธาราสวรรค์เถิด"

มหาเวทธาราสวรรค์ คือเคล็ดวิชาธาตุน้ำระดับก่อกำเนิดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหลิง มู่เหยียนหรานและหลิงเหรินอินก็ฝึกวิชานี้

"หลานให้นางฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณ ตอนนี้ถึงขั้นเจ็ดแล้ว ต้องรอถึงขั้นเก้าก่อนจึงจะเปลี่ยนไปฝึกมหาเวทธาราสวรรค์ได้"

หลิงหยวนเซิงชะงัก "เจ้าเด็กคนนี้ถึงกับให้นางหนูฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณหรือ?"

"เหยาเหยาพรสวรรค์สูงมาก การฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณจนสำเร็จเป็นเพียงเรื่องของเวลา หากใช้วิชานี้วางรากฐานให้มั่นคงได้ ไยมิใช่เรื่องน่ายินดีหรือ?"

ก็เพราะหลิงเหรินเหยามีพรสวรรค์ดีขนาดนั้น หลิงโหย่วเต้าถึงกล้าให้นางฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณ

หากเปลี่ยนเป็นคนพรสวรรค์ไม่ดี ต่อให้ฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณจนสำเร็จ ก็คงแก่หง่อม สร้างรากฐานไม่ไหวแล้ว

ฟังคำอธิบายของเขา หลิงหยวนเซิงก็พยักหน้า "เจ้าพูดถูก"

"ในเมื่อนางหนูฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณแล้ว ตอนนี้ก็ไม่เหมาะจะเปลี่ยนไปฝึกมหาเวทธาราสวรรค์จริงๆ

แต่เจ้าเป็นพ่อคนจะประมาทไม่ได้ เด็กๆ รักสนุก ฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณแล้ว ก็อย่าให้ทำบ้างหยุดบ้าง เจ้าต้องคอยเคี่ยวเข็ญ ให้นางหนูฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณให้สำเร็จโดยเร็ว"

ได้ยินดังนั้น หลิงโหย่วเต้าก็พยักหน้าหนักแน่น

"เอาล่ะ เจ้าไปเถอะ"

"หลานขอตัว"

หลังจากหลิงโหย่วเต้าจากไป หลิงหยวนเซิงก็ไปที่ยอดเขาที่โฉวเจิ้นเร้นกายอยู่

โฉวเจิ้นเห็นหลิงหยวนเซิงมาหา ก็ยิ้มทัก "สหายเต๋าหลิง ท่านเป็นประมุขตระกูล งานยุ่งจะตาย มีเวลามาหาข้าด้วยหรือ"

"สหายเต๋าโฉว หลิงคนนี้มาเพื่อขอคำชี้แนะ"

โฉวเจิ้นลูบเครา ทำท่าทางเหมือนคาดไว้แล้วว่า 'ถ้าไม่มีธุระท่านคงไม่มาวิหารไตรรัตน์'

"โอ้? ลองว่ามาสิ"

"สหายเต๋าโฉว ท่านรู้จักกายวิญญาณลักษณะที่ว่า 'หยุดยืนบนผิวน้ำ ระลอกคลื่นม้วนตัวออก สัมผัสรู้สรรพสิ่ง' หรือไม่?"

โฉวเจิ้นขมวดคิ้วทันที แต่ปากกลับกล่าวว่า "กายวิญญาณทุกชนิดในโลกล้วนมีความสามารถเฉพาะตัว หรือมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร"

หลิงหยวนเซิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่จู่ๆ โฉวเจิ้นก็เปลี่ยนเรื่อง "แซ่โฉวก็รู้จักกายวิญญาณสองสามชนิด แต่ไม่รู้จักกายวิญญาณที่สหายเต๋าหลิงกล่าวมา"

คำพูดนี้ทำเอาหลิงหยวนเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง ลอบคิดในใจว่า 'ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้สิ จะพูดจาอ้อมค้อมไปทำไม'

แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดออกมา เพียงแต่สีหน้าฉายแววผิดหวัง

โฉวเจิ้นจงใจพูดอ้อมค้อมเช่นนี้ ก็เพื่อระบายความแค้นที่หลิงหยวนเซิงรั้งตัวเขาไว้ที่ภูเขาเมฆาขาว

ตอนนี้ได้ระบายออกไปแล้ว อารมณ์ดีขึ้นมาก จึงหัวเราะร่ากล่าวว่า "ข้าไม่รู้จริงๆ แต่สหายเต๋าหลิงลองไปถามสหายเต๋าเสวียนฮั่วดูสิ เขาเคยศึกษาวิจัยเรื่องกายวิญญาณอยู่พักหนึ่ง ถึงขั้นเคยไปเยือนห้าสำนักใหญ่เพื่อการนี้ คาดว่าเขาน่าจะไขข้อข้องใจให้ท่านได้"

ได้ยินคำนี้ หลิงหยวนเซิงก็ดีใจทันที ราวกับฟ้ามืดทางตัน กลับพบหมู่บ้านอีกแห่ง

เสวียนฮั่วเจินเหรินเป็นปรมาจารย์การหลอมอาวุธ หากเขาไปถามเรื่องกายวิญญาณที่ห้าสำนักใหญ่ แม้ห้าสำนักใหญ่อาจไม่บอกทุกอย่างหมดเปลือก แต่ก็ต้องเปิดเผยให้ทราบบ้าง หรือให้เขาได้อ่านบันทึกเกี่ยวกับกายวิญญาณของคนรุ่นก่อนบ้าง

เขาประสานมือคารวะโฉวเจิ้นอย่างซาบซึ้ง "ขอบคุณสหายเต๋าโฉวที่ชี้แนะ"

โฉวเจิ้นโบกมือ ส่ายหน้า "เฮ้อ ไม่นับเป็นการชี้แนะอะไรหรอก"

"ไม่หรอก สหายเต๋าโฉวชี้ทางสว่างให้หลิงคนนี้แล้ว"

จากนั้น หลิงหยวนเซิงก็ลาโฉวเจิ้น

เขาใจร้อนเรื่องหลิงเหรินเหยามาก จึงรีบไปหาหลิงโหย่วเต้าทันที

"เรื่องกายวิญญาณของเหยาเหยา ปู่ไปถามสหายเต๋าโฉวมาแล้ว เขาแนะนำคนคนหนึ่งให้ปู่ คนผู้นั้นเคยไปเยือนห้าสำนักใหญ่เพื่อเรื่องกายวิญญาณ และต้องได้รับอะไรดีๆ จากห้าสำนักใหญ่มาแน่ อาจจะรู้ว่าเหยาเหยามีกายวิญญาณอะไร"

"ใครหรือขอรับ?"

หลิงโหย่วเต้าเบิกตากว้าง การจะได้รู้เรื่องราวจากห้าสำนักใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย คนผู้นั้นถึงกับได้รับข้อมูลเรื่องกายวิญญาณจากห้าสำนักใหญ่ ความแข็งแกร่งและสถานะต้องไม่ธรรมดาแน่

"เสวียนฮั่วเจินเหริน"

"เป็นเขา!"

"อืม ปู่เตรียมจะออกจากน่านน้ำอุกกาบาตเดี๋ยวนี้ ไปหาเสวียนฮั่วเจินเหรินที่สำนักเสวียนฮั่ว ดูว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเหยาเหยามีกายวิญญาณอะไร"

"ถ้าแม้แต่เขาก็ยังไม่รู้ คาดว่าคงยากจะรู้ว่าเหยาเหยามีกายวิญญาณอะไรในระยะเวลาอันสั้น"

"ท่านปู่ ท่านวางใจไปเถอะ มีหลานอยู่ ตระกูลไม่เกิดเรื่องใหญ่หรอกขอรับ"

"อืม"

หลิงหยวนเซิงกลายเป็นแสงรุ้งจากไป ตั้งแต่ต้นจนจบหลิงโหย่วเต้าไม่ได้เตือนเขาว่าอย่าเปิดเผยว่ากายวิญญาณนี้เป็นของหลิงเหรินเหยา เพราะเขารู้นิสัยปู่ดี ไม่มีทางทำผิดพลาดง่ายๆ แบบนั้นแน่

เรื่องกายวิญญาณของหลิงเหรินเหยา ยิ่งคนรู้น้อยยิ่งดี เช่นนี้หลิงเหรินเหยาจึงจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

หลิงหยวนเซิงออกจากภูเขาเมฆาขาวก็ตรงไปยังตลาดเมฆาขาว เขารอไม่ไหวแล้วที่จะรู้ว่าเหลนสาวของตนมีกายวิญญาณอะไร ดังนั้นจึงมีแต่ต้องนั่งค่ายกลเคลื่อนย้ายไป

แม้สำนักเสวียนฮั่วจะก่อตั้งมาไม่นาน สั้นกว่าตระกูลหลิงมาก แต่สำนักนี้ไม่ได้อยู่ในแนวหมู่เกาะพันกลุ่ม และไม่อยู่ในแนวหมู่เกาะหมื่นกลุ่มอันตราย แต่อยู่ในดินแดนมนุษย์ทางตะวันออก

เนื่องจากไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายตรงไปถึงสำนักเสวียนฮั่ว หลิงหยวนเซิงจึงต้องเคลื่อนย้ายไปที่ที่ใกล้สำนักเสวียนฮั่วที่สุด แล้วเดินทางด้วยตัวเองต่อไปยังสำนักเสวียนฮั่ว

กว่าเขาจะไปถึงสำนักเสวียนฮั่ว ก็ผ่านไปสามวันนับจากออกจากเกาะเมฆาขาว

สำนักเสวียนฮั่วตั้งอยู่บนเกาะภูเขาไฟมีพลัง ผู้ฝึกตนในสำนักอาศัยไฟใต้พิภพที่นี่หลอมสร้างอาวุธวิเศษและอาวุธวิญญาณจำนวนมาก มีชื่อเสียงไม่น้อยในโลกผู้บำเพ็ญเพียร

แม้ภูเขาไฟที่นี่จะเป็นภูเขาไฟมีพลัง แต่ก็ถูกกงซุนเยี่ยนวางค่ายกลสะกดไว้ ภายใต้การสะกดของค่ายกล ขอเพียงไม่เกิดเหตุพลิกผันใหญ่หลวง ภูเขาไฟลูกนี้ก็ไม่มีทางระเบิด

นี่คือเหตุผลที่เสวียนฮั่วเจินเหรินกล้าตั้งสำนักที่นี่ ไม่อย่างนั้นใครจะกล้าตั้งสำนักข้างภูเขาไฟที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ?

ไม่ต้องรอให้ศัตรูลงมือ แค่ภูเขาไฟระเบิดสักครั้ง สำนักก็แทบจะพินาศแล้ว

สำนักเสวียนฮั่วตอนนี้มีจินตานเจินเหรินสองท่าน ท่านหนึ่งคือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก เสวียนฮั่วเจินเหริน อีกท่านคือเจ้าสำนักคนปัจจุบัน

การมาเยือนของหลิงหยวนเซิงทำให้ศิษย์เฝ้าประตูเขานอบน้อมอย่างยิ่ง ต่อมาเจ้าสำนักคนปัจจุบันถึงกับออกมาต้อนรับด้วยตนเอง

"คารวะสหายเต๋า ไม่ทราบว่าสหายเต๋ามาสำนักเสวียนฮั่วมีธุระอันใด?"

หลิงหยวนเซิงกล่าวว่า "ข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับท่านเจ้าสำนักผู้เฒ่าของสำนักท่าน มาครั้งนี้มีเรื่องจะสอบถามท่านเจ้าสำนักผู้เฒ่า"

"ที่แท้สหายเต๋าก็รู้จักอาจารย์ข้า เชิญด้านในก่อน ข้าจะส่งคนไปแจ้งอาจารย์ว่าท่านมาถึงแล้ว"

หลิงหยวนเซิงประสานมือตอบ "ขอบคุณ"

เขาถูกพาไปยังห้องรับรอง มีศิษย์ยกชารสเลิศมาเสิร์ฟ จินตานเจินเหรินทั้งสองก็นั่งดื่มชาสนทนากันไปพลางๆ

ไม่นาน เสวียนฮั่วเจินเหรินก็มาถึง

ไม่เห็นตัว แต่ได้ยินเสียงมาก่อน

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า สหายเต๋าหลิง ไฉนจึงมาสำนักเสวียนฮั่วของข้าได้?"

ได้ยินเสียง จินตานเจินเหรินทั้งสองในห้องก็ลุกขึ้นยืนทันที ขณะที่เสวียนฮั่วเจินเหรินเดินเข้ามาพอดี

"ท่านอาจารย์"

"สหายเต๋าเสวียนฮั่ว"

เสวียนฮั่วเจินเหรินโบกมือให้ศิษย์ แล้วมองไปที่หลิงหยวนเซิง "สหายเต๋าคงไม่ได้มาหาข้าโดยไร้ธุระกระมัง?"

หลิงหยวนเซิงเพียงยิ้มไม่ตอบ เห็นดังนั้น เสวียนฮั่วเจินเหรินจึงกล่าวว่า "เป็นอย่างที่คิดจริงๆ"

"เอาล่ะ เอาล่ะ นั่งลงคุยกันเถอะ"

เมื่อทั้งสามนั่งลงแล้ว เสวียนฮั่วเจินเหรินก็มองหลิงหยวนเซิงถามว่า "สหายเต๋าหลิง มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ"

"หลิงคนนี้ได้ยินจากสหายเต๋าโฉวว่า สหายเต๋าเสวียนฮั่วมีความรู้เรื่องกายวิญญาณเป็นอย่างดี"

เสวียนฮั่วเจินเหรินชะงัก คิดไม่ถึงว่าหลิงหยวนเซิงมาเพื่อถามเรื่องกายวิญญาณ

แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว พยักหน้า "ถูกต้อง เมื่อก่อนข้าเคยเจอคนผู้หนึ่งที่สงสัยว่าจะมีกายวิญญาณ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นกายวิญญาณอะไร ข้าจึงไปเยี่ยมเยียนห้าสำนักใหญ่เพื่อสอบถามเรื่องกายวิญญาณ จึงมีความรู้เรื่องกายวิญญาณมากกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่บ้าง"

"โอ้? สหายเต๋าเคยเจอผู้มีกายวิญญาณด้วยหรือ? ไม่ทราบว่าคนผู้นั้นอยู่ที่ใด?"

เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น และตั้งใจจะผูกมิตรด้วย เพราะผู้มีกายวิญญาณย่อมประสบความสำเร็จไม่ต่ำทรามแน่

เห็นเพียงเสวียนฮั่วเจินเหรินปรายตามองลูกศิษย์ตัวเอง "ก็นี่ไงล่ะ"

"ห๊ะ!"

หลิงหยวนเซิงอุทานด้วยความตกใจ ดูจากลักษณะของเจ้าสำนักเสวียนฮั่ว อายุอานามก็ไม่น้อยไปกว่าเขา แต่ยังห่างไกลจากระดับจินตานช่วงกลางอีกนิดหน่อย ดูไม่เหมือนผู้มีกายวิญญาณเลยสักนิด

เจ้าสำนักเสวียนฮั่วกล่าวอย่างละอายใจหลายคำ ดูเหมือนจะเขินอายอยู่บ้าง

เสวียนฮั่วเจินเหรินกล่าวว่า "นึกว่าเจ้าเด็กนี่มีกายวิญญาณ ข้าถึงได้เสียเวลาวิ่งเต้นไปทั่วหลายปีเพื่อหาคำตอบว่ามันคือกายวิญญาณอะไร นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายจะดีใจเก้อ ไม่ใช่กายวิญญาณอะไรทั้งนั้น"

หลิงหยวนเซิงลอบถอนหายใจโล่งอก ปากก็กล่าวว่า "เป็นเช่นนี้นี่เอง"

เวลานี้เสวียนฮั่วเจินเหรินจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "สหายเต๋าหลิง ท่านจู่ๆ มาถามข้าเรื่องกายวิญญาณ หรือว่าในตระกูลหลิงของท่านมีผู้มีกายวิญญาณปรากฏขึ้น?"

เสวียนฮั่วเจินเหรินหรี่ตามองหลิงหยวนเซิง ราวกับมองทะลุความคิดของเขาแล้ว

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"

หลิงหยวนเซิงหัวเราะแก้เก้อ "สหายเต๋าล้อเล่นแล้ว ตระกูลหลิงข้ามีผู้ฝึกตนแค่กี่คน จะมีผู้มีกายวิญญาณได้อย่างไร"

เสวียนฮั่วเจินเหรินได้แต่ยิ้ม เขาเชื่อคำพูดของหลิงหยวนเซิงก็บ้าแล้ว อยู่ดีๆ มาถามเรื่องกายวิญญาณ ถ้าไม่ใช่เพราะในตระกูลมีผู้มีกายวิญญาณปรากฏขึ้น ก็ต้องเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีกายวิญญาณแน่ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ลงทุนลงแรงขนาดนี้

แต่เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะนำภัยมาสู่ขุมกำลังต้นสังกัด

เสวียนฮั่วเจินเหรินเป็นคนจิตใจดีอยู่แล้ว แถมยังติดหนี้บุญคุณตระกูลหลิง ย่อมต้องช่วยปิดบังให้ตระกูลหลิง

จากนั้น เขายังให้ศิษย์ของตนสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายเนื้อหาการสนทนาในวันนี้ออกไป ทำเอาหลิงหยวนเซิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก

แล้วเขาจึงเอ่ยปากว่า "สหายเต๋า ท่านลองดูสิว่านี่คือกายวิญญาณอะไร"

"สหายเต๋าหลิงเชิญว่ามา"

"หยุดยืนบนผิวน้ำ ระลอกคลื่นม้วนตัวออก สัมผัสรู้สรรพสิ่ง"

เจ้าสำนักเสวียนฮั่วขมวดคิ้ว เสวียนฮั่วเจินเหรินลูบเครา ส่วนหลิงหยวนเซิงมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะคำตอบของเสวียนฮั่วเจินเหรินสำคัญต่อเขามาก

เสวียนฮั่วเจินเหรินดูเหมือนกำลังใช้ความคิด เงียบไปครู่ใหญ่ เขาจึงกล่าวว่า "ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็นกายวิญญาณวารี"

ได้ยินดังนั้น หลิงหยวนเซิงดีใจมาก ในที่สุดก็มีคนรู้ เขาเร่งถาม "กายวิญญาณวารี? อธิบายหน่อยเถิด"

เสวียนฮั่วเจินเหรินกล่าวว่า "กายวิญญาณห้าธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน มีความสามารถพิเศษห้าอย่าง

กายวิญญาณทอง แม้จะเทียบไม่ได้กับกายากระบี่โดยกำเนิด แต่ก็เป็นกายาที่หาได้ยากสำหรับผู้ฝึกกระบี่ กายวิญญาณไม้ พลังชีวิตเปี่ยมล้น แขนขาขาดงอกใหม่ได้ กายวิญญาณไฟ โดยธรรมชาติสนิทสนมกับไฟ ผู้ฝึกตนทั่วไปต้องเสี่ยงตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วนเพื่อพิชิตไฟสวรรค์ไฟปฐพี แต่คนพวกนี้กลับพิชิตได้อย่างง่ายดาย กายวิญญาณดิน โดยธรรมชาติสนิทสนมกับผืนดิน ดูภูเขาบอกตำแหน่งได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เหมาะแก่การฝึกค่ายกลที่สุด ส่วนกายวิญญาณวารีนี้ ประสาทสัมผัสฉับไวอย่างยิ่ง รู้แจ้งเหตุร้ายล่วงหน้า สามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างง่ายดาย เปรียบได้กับหนูค้นหาวิญญาณในร่างมนุษย์"

กล่าวจบ เสวียนฮั่วเจินเหรินก็ลูบเคราอีกครั้ง หลิงหยวนเซิงพึมพำกับตัวเอง "กายวิญญาณวารี หนูค้นหาวิญญาณในร่างมนุษย์"

เขาลุกขึ้นยืนทันที ประสานมือคารวะเสวียนฮั่วเจินเหริน กล่าวอย่างจริงใจ "ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยไขข้อข้องใจ"

เสวียนฮั่วเจินเหรินกล่าวว่า "สหายเต๋าหลิง แม้กายวิญญาณห้าธาตุจะมีความสามารถเฉพาะตัว แต่ความสามารถเป็นพรสวรรค์ติดตัว หากไม่หมั่นฝึกฝนขัดเกลาภายหลัง ก็ยากจะแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้"

"ขอบคุณสหายเต๋าที่เตือนสติ ข้าเข้าใจแล้ว"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 510 ค้นหาปริศนากายาเหยาเหยา กายวิญญาณห้าธาตุ—กายวิญญาณวารี!

คัดลอกลิงก์แล้ว