เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - ทำลายสำนักเมฆาขาว

บทที่ 330 - ทำลายสำนักเมฆาขาว

บทที่ 330 - ทำลายสำนักเมฆาขาว


บทที่ 330 - ทำลายสำนักเมฆาขาว

ในวินาทีที่เขาเมฆาขาวถูกปิดล้อม จินตานเจินเหรินของสำนักเมฆาขาวที่อยู่ในห้องอุ่นก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

เห็นเพียงมู่ไห่เจินเหรินโยนของสิ่งหนึ่งออกมา ของสิ่งนั้นบินออกจากห้องอุ่นลอยอยู่กลางอากาศ สร้างม่านแสงครอบคลุมเขาเมฆาขาวทั้งลูกเอาไว้

ในขณะเดียวกัน ร่างของคนในห้องอุ่นก็วูบไหว กลายเป็นแสงเหาะบินออกมา

ตระกูลหลิงแห่งชางหลีไม่มีเรือรบเวหา ดังนั้นคนของตระกูลหลิงจึงโดยสารไปในเรือรบเวหาของอารามคางคกทอง

เรือรบเวหาสามลำจัดขบวนเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีลำหนึ่งนำหน้าและสองลำตามหลัง พุ่งตรงเข้าหาหมอกหนาสีขาวที่ปกคลุมภูเขา

บนเรือรบเวหา เต่ายักษ์ใช้ร่างกายอันมหึมาข่มขวัญทุกสรรพสิ่ง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของคางคกทองกดดันผู้คน

ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามโจวเย่ และประมุขตระกูลหลิงแห่งชางหลีหลิงหยวนเซิง ยืนอยู่บนกระดองของเต่ายักษ์วารีทมิฬ

เจ้าอารามคางคกทองจินอี้ และประมุขสำนักทรายสมุทรเฉินเจิ้ง ยืนอยู่บนหลังของคางคกทอง

จินตานเจินเหรินทั้งสี่จ้องมองเขาเมฆาขาว มหาอสูรทั้งสองอ้าปากคำรามเสียงดังก้องไปทั่วเกาะเมฆาขาว

ส่วนหัวของเรือรบเวหาทั้งสามลำยิงลำแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามฟุตออกมาพร้อมกัน เพียงชั่วพริบตา ลำแสงทั้งสามก็พุ่งชนหมอกขาวที่กำลังม้วนตัว

หมอกขาวราวกับได้รับความเสียหายอย่างหนัก มันม้วนตัวรุนแรงยิ่งขึ้น

"ตูม!"

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว หมอกขาวที่ม้วนตัวถูกระเบิดจนกลายเป็นผุยผง กระจายไปทั่วเกาะเมฆาขาว

ในวินาทีนี้ เขาเมฆาขาวที่ซ่อนอยู่หลังม่านหมอกก็เผยโฉมออกมา โดยมีม่านแสงครอบคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

แสงเหาะห้าสายพุ่งออกมาจากเขาเมฆาขาว หยุดลงกลางอากาศ เมื่อแสงจางลง ก็เผยให้เห็นร่างของจินตานเจินเหรินทั้งห้าของสำนักเมฆาขาว

เมื่อเห็นคนนอกค่ายกล มู่ไห่เจินเหรินกล่าวด้วยความตกตะลึง "หลิงหยวนเซิง เจ้าถึงกับจับมือเป็นพันธมิตรกับสามสำนักเชียวรึ"

จินตานเจินเหรินอีกสี่ท่านของสำนักเมฆาขาวต่างโกรธเกรี้ยว นึกถึงที่พวกเขาเคยลดเกียรติไปเจรจาขอเป็นพันธมิตรหลายครั้งหลายครา

แต่อีกฝ่ายกลับหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง หรือไม่ก็ถ่วงเวลา นึกว่าแค่ไม่อยากเข้ามาร่วมในสงครามครั้งนี้

ที่แท้ก็ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับสามสำนักไปนานแล้ว เห็นคนของสำนักเมฆาขาวเป็นคนโง่ที่หลอกเล่นได้

เทิ่งเย่วเจินเหรินกล่าวอย่างเดือดดาล "ตระกูลหลิงแห่งชางหลีช่างไม่รักษาคำพูด ทำเช่นนี้ไม่กลัวคนในโลกบำเพ็ญเพียรหัวเราะเยาะหรือ"

ตอนแรกเป็นเขาที่ไปเจรจาเรื่องพันธมิตรกับตระกูลหลิงแห่งชางหลี บัดนี้ไม่เพียงไม่ได้เป็นพันธมิตร กลับผลักไสให้อีกฝ่ายไปอยู่ข้างสามสำนัก

ต่อหน้าผู้อาวุโสในสำนักและศิษย์จำนวนมาก เขาพลันรู้สึกเสียหน้า จะไม่ให้โกรธได้อย่างไร

ได้ยินดังนั้น หลิงหยวนเซิงสะบัดแขนเสื้อ แค่นเสียงเย็นชา "ใครเป็นคนถ่อยไร้ยางอาย เจ้าและข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ ตระกูลหลิงแห่งชางหลีทำเช่นนี้ ก็แค่ไม่อยากร่วมสังฆกรรมกับคนถ่อยอย่างพวกเจ้าเท่านั้น"

สำนักเมฆาขาวใช้ชีวิตของหลิงเจี๋ยซิน หรือแม้กระทั่งขู่ว่าจะทำให้วิญญาณแตกสลาย มาบีบบังคับอดีตประมุขตระกูลหลิงเจี๋ยซิน เพื่อให้ตระกูลหลิงแห่งชางหลียอมเป็นพันธมิตรกับสำนักเมฆาขาว

พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมเรียกได้ว่าเป็นคนถ่อย หลิงหยวนเซิงจึงตอบโต้กลับไปโดยไม่รู้สึกกดดันในใจแม้แต่น้อย

ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามกล่าว "พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ วันนี้คือวันตายของสำนักเมฆาขาว"

มู่ไห่เจินเหรินชี้หน้า "เฒ่าโจวช่างอวดดี ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะทำลายสำนักเมฆาขาวของข้าได้อย่างไร"

แม้ปากจะพูดจาแข็งกร้าว แต่ในใจกลับหวาดหวั่น เพราะหนึ่งตระกูลสามสำนักเตรียมการมาเป็นอย่างดี ศัตรูที่บุกมาครั้งนี้แข็งแกร่งผิดปกติ

ในระหว่างที่พูดคุยกัน ศิษย์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเขาเมฆาขาวก็เริ่มมารวมตัวกัน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณมีมากกว่าสามพันคน และมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเกือบห้าสิบคน

นี่ยังไม่นับศิษย์ที่ประจำการอยู่ภายนอก หากนับกันตัวต่อตัว สำนักเมฆาขาวนับว่าแข็งแกร่งสมคำร่ำลือ

ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามสั่งการ "โจมตี ทำลายค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักเมฆาขาวก่อน"

เรือรบเวหาทั้งสามลำยิงลำแสงออกมาอีกครั้ง แต่ละลำแสงหนากว่าเดิมมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหนึ่งจาง

"ตูม!"

ลำแสงทั้งสามพุ่งชนม่านแสงพร้อมกัน เกิดเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า ม่านแสงสั่นไหวจนคนของสำนักเมฆาขาวใจหายวาบ

วินาทีถัดมา มหาอสูรทั้งสองและจินตานเจินเหรินทั้งสี่ก็ลงมือพร้อมกัน

คางคกทองแลบลิ้นยาวออกมา ราวกับแพรแดงยาวที่บดบังดวงอาทิตย์และม้วนพันภูเขา มันพันรอบม่านแสงหนึ่งรอบแล้วรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

"โฮก!"

เต่ายักษ์วารีทมิฬส่งเสียงร้องประหลาดคล้ายมังกรแต่ไม่ใช่มังกร

เห็นเพียงแม่น้ำสายยาวบินมาจากทะเล ภายในมีสิ่งมีชีวิตแหวกว่าย แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบผิวน้ำสะท้อนแสงหลากสีสันแพรวพราว

แม่น้ำสายยาวพุ่งชนม่านแสงตรงๆ ราวกับปืนฉีดน้ำขนาดยักษ์

น้ำจำนวนมหาศาลจากทะเลหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แล้วถูกม่านแสงสะท้อนกลับ สุดท้ายก็ตกลงมากลายเป็นน้ำท่วมใหญ่

คนธรรมดาแถบเขาเมฆาขาวต่างได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ส่วนตลาดเมฆาขาวเพราะเปิดค่ายกลป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ จึงกลายเป็นเกาะร้างกลางสายน้ำเชี่ยว

ในขณะเดียวกัน สมบัติวิเศษสี่ชิ้นก็ถูกสำแดงอานุภาพ

ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามสะบัดแขนเสื้อ ไม้เท้าหัวมังกรบินออกไป ขยายใหญ่ขึ้นกลางอากาศ ราวกับเสาค้ำสวรรค์ฟาดลงมาตูมใหญ่

ของสิ่งนี้เรียกว่าไม้เท้าหัวมังกร เป็นสมบัติวิเศษธาตุไม้ระดับกลาง

หลิงหยวนเซิงถือกระบี่เสวียนหยวนชูขึ้นสูง ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏกระบี่ใหญ่สีเขียวอมเหลืองขนาดมหึมา ความยาวไม่ต่ำกว่ายี่สิบจาง

สองมือฟาดลงมา "ฟัน!"

สิ้นเสียง กระบี่ใหญ่สีเขียวอมเหลืองยาวกว่ายี่สิบจางก็ฟันลงบนม่านแสง

เจ้าอารามคางคกทองสะบัดมือ ตราประทับที่มีฐานสี่เหลี่ยมและส่วนยอดคล้ายภูเขาหมุนติ้วอยู่กลางอากาศ

ของสิ่งนี้เรียกว่าตราประทับสั่นขุนเขา เป็นสมบัติวิเศษธาตุดินระดับต่ำ

เมื่อเจ้าอารามคางคกทองประสานมือร่ายคาถา ตราประทับสั่นขุนเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น บินไปอยู่เหนือม่านแสง

"ตูม!"

วินาทีที่ตราประทับสั่นขุนเขาตกลงมา ราวกับภูเขาทั้งลูกทุ่มใส่ด้านบนของม่านแสง ม่านแสงทั้งม่านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ประมุขสำนักทรายสมุทรดึงปิ่นหยกบนศีรษะออกมา เห็นเพียงปิ่นหยกนั้นเปล่งประกาย กลายเป็นเข็มเล็กยาวสามนิ้ว

ของสิ่งนี้เรียกว่าหนามทะลวงฟ้า เป็นสมบัติวิเศษธาตุทองระดับต่ำ มีผลในการเจาะเกราะทะลวงป้องกันอย่างดีเยี่ยม เหมาะจะใช้ในสถานการณ์นี้ที่สุด

เห็นเพียงประมุขสำนักทรายสมุทรดีดนิ้วใส่หม่านแสง หนามทะลวงฟ้าก็พุ่งออกไปราวกับลำแสง

"ติ๊ง!"

ค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักเมฆาขาวเป็นค่ายกลระดับสามขั้นสูง มีพลังป้องกันแข็งแกร่งมาก

แต่ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีรุนแรงจำนวนมากขนาดนี้ได้

หนามทะลวงฟ้าเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังอูฐหัก วินาทีที่มันแทงทะลุม่านแสง ม่านแสงที่ยืนหยัดมานานก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น

กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจ คนของสำนักเมฆาขาวไม่ทันได้ตอบโต้ ม่านแสงป้องกันก็ถูกทำลายลงแล้ว

แต่ถึงคนของสำนักเมฆาขาวจะตอบโต้ทัน ก็คงไร้ประโยชน์

เมื่อม่านแสงป้องกันถูกทำลาย ศิษย์สำนักเมฆาขาวต่างตื่นตระหนกลนลาน

ในทางกลับกัน ฝ่ายพันธมิตรกลับมีสีหน้ายินดีปรีดา

แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้หัวเราะ กระบี่ทองคำขนาดยักษ์ก็ฟันออกมาจากเขาเมฆาขาว พุ่งตรงเข้าใส่ฝ่ายกองทัพพันธมิตร

อานุภาพของกระบี่นี้รุนแรงยิ่งนัก แม้แต่ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามที่เป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำช่วงปลายก็ยังไม่กล้ารับตรงๆ

ทว่ากระบี่ใหญ่พุ่งมาเร็วปานสายฟ้าแลบ ชั่วพริบตา กองทัพพันธมิตรก็ไม่มีที่ให้หลบหนี

ประจวบเหมาะกับเวลานั้น กระดองเต่าขนาดมหึมาที่บดบังท้องฟ้าก็บินออกมา ขวางอยู่ด้านหน้า

"เคร้ง!"

กระบี่ใหญ่ฟันลงบนกระดองเต่า คลื่นกระแทกแผ่กระจายไปตามผิวกระดองเต่าออกไปสี่ทิศแปดทาง พื้นดินถูกกรีดเป็นรอยแยกขนาดใหญ่

"ถึ... ถึงกับรับไว้ได้!"

มู่ไห่เจินเหรินมีสีหน้าตกตะลึง จินตานเจินเหรินอีกสี่คนของสำนักเมฆาขาวก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน

"กระบี่เมื่อครู่ ต่อให้ไม่มีอานุภาพระดับก่อกำเนิด ก็ต้องมีอานุภาพระดับก่อกำเนิดเทียมแน่นอน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจะรับได้เลยนะ!"

"พวกเขาทำได้อย่างไร"

ค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักเมฆาขาวเป็นค่ายกลแบบรุกรับในหนึ่งเดียว ขอเพียงศัตรูเข้ามาในค่ายกล ก็จะถูกฝนกระบี่นับไม่ถ้วนโจมตี

น่าเสียดายที่กองทัพพันธมิตรไม่ได้เข้าไปในค่ายกล แต่เลือกที่จะทำลายค่ายกลจากภายนอกก่อน

แต่ค่ายกลก็ยังมีไม้ตายก้นหีบ เมื่อถูกทำลาย พลังงานในค่ายกลจะรวมตัวกันเป็นกระบี่ใหญ่ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

จินตานเจินเหรินฝ่ายพันธมิตรตะลึงงัน พอได้สติก็สูดลมหายใจเข้าลึก

อานุภาพจริงของกระบี่เมื่อครู่ รุนแรงกว่าที่สัมผัสได้เสียอีก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำช่วงปลาย หากถูกฟันเข้า ก็คงต้องจบชีวิตคาที่

นึกไม่ถึงว่าจะถูกกระดองของเต่ายักษ์วารีทมิฬรับไว้ได้!

กระดองเต่าเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งมาก กระดองของสัตว์อสูรเต่ายิ่งแข็งแกร่งเข้าไปใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น เสวียนเจี่ยไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วไป แต่เป็นเต่ายักษ์วารีทมิฬที่มีสายเลือดป้าเซี่ย

แม้ตอนนี้มันจะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสามขั้นต่ำ แต่ความแข็งแกร่งของกระดองเต่าก็เทียบเท่าสมบัติวิเศษป้องกันระดับกลางแล้ว

แต่เมื่อเทียบกับสมบัติวิเศษป้องกัน กระดองของเสวียนเจี่ยขาดความพลิกแพลงไปมาก ทำได้เพียงใช้ความแข็งแกร่งรับการโจมตีตรงๆ

แต่นี่ก็นับเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง สำหรับใช้ในการหลอมสร้างสมบัติวิเศษป้องกัน

สำหรับเสวียนเจี่ยแล้ว กระดองนี้ก็สำคัญอย่างยิ่ง หากมันสามารถแปลงกายได้ ก็จะสามารถหลอมกระดองของตนเองให้เป็นสมบัติวิเศษคู่กาย

"กระบี่ที่รุนแรงอะไรเช่นนี้!"

หลายคนคิดในใจอย่างหวาดเสียว

จินตานเจินเหรินของสามสำนักมองดูเสวียนเจี่ย แววตาเป็นประกาย

แม้แต่คางคกทองที่มีพลังฝีมือแข็งแกร่ง ก็ยังเผยแววตาเลื่อมใสต่อเสวียนเจี่ยอย่างปิดไม่มิด

เสวียนเจี่ยเก็บกระดองกลับมา ทุกคนจึงพบว่าบนกระดองเต่านอกจากรอยร้าวเล็กๆ รอยหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยอื่นอีก

อานุภาพของกระบี่เมื่อครู่ทุกคนต่างสัมผัสได้ดี

เห็นเช่นนี้แล้วต่างก็เกิดความโลภขึ้นมาบ้าง แต่ก็รีบระงับใจไว้อย่างรวดเร็ว

อย่าว่าแต่ตอนนี้กำลังทำสงครามกับสำนักเมฆาขาวอยู่เลย ลำพังความแข็งแกร่งของเสวียนเจี่ยก็ไม่ธรรมดา คิดจะเอากระดองของมันมาครอบครองไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น

พวกเขาหารู้ไม่ว่า เวลานี้เสวียนเจี่ยปวดใจจนแทบจะมีน้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือด

หากต้องการลบรอยร้าวนี้ ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม หากไม่ได้ใช้อุ่นเลี้ยงสักยี่สิบสามสิบปี ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

ความเจ็บปวดกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว มันมองไปที่เขาเมฆาขาวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

"โฮก!"

แม่น้ำสายยาวพุ่งเข้าใส่เขาเมฆาขาวต่อไป เมื่อไร้ซึ่งม่านแสงป้องกัน มันก็ฉีดพ่นใส่เขาเมฆาขาวโดยตรง

น้ำป่าไหลบ่าจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากถูกน้ำซัดพังทลาย ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณของสำนักเมฆาขาวตะเกียกตะกายอยู่ในกระแสน้ำ

ส่วนผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานของสำนักเมฆาขาว กระโดดขึ้นจากน้ำ เหยียบกระบี่บินขึ้นไปกลางอากาศ พยายามช่วยชีวิตศิษย์ในสำนักที่ลอยคออยู่ในน้ำให้ได้มากที่สุด

แม้สายน้ำจะถูกจินตานเจินเหรินของสำนักเมฆาขาวสกัดกั้นไว้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีศิษย์สำนักเมฆาขาวจำนวนไม่น้อยที่ต้องสังเวยชีวิตในกระแสน้ำเชี่ยวกราก

มองดูเขาเมฆาขาวที่ถูกทำลายจนยับเยิน จินตานเจินเหรินทั้งห้าของสำนักเมฆาขาวโกรธจนแทบคลั่ง

เห็นเพียงมู่ไห่เจินเหรินคำรามลั่น "ศิษย์ทุกคนฟังคำสั่ง ฆ่าศัตรูผู้รุกราน ปกป้องสำนักเมฆาขาว!"

ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณของสำนักเมฆาขาวถูกน้ำซัดกระจัดกระจาย การจะกลับมารวมตัวกันใหม่อีกครั้งต้องใช้เวลา

แต่ฝ่ายกองทัพพันธมิตรจะให้โอกาสสำนักเมฆาขาวได้อย่างไร เห็นเพียงจินตานเจินเหรินทั้งสี่และมหาอสูรทั้งสองพุ่งเข้าใส่จินตานเจินเหรินของสำนักเมฆาขาว

เรือรบเวหาทั้งสามลำบินไปเหนือเขาเมฆาขาว ยิงลำแสงสามสายลงมา ลำแสงทั้งสามตกกระทบในตำแหน่งที่แตกต่างกัน

เมื่อลำแสงจางหาย บนเขาเมฆาขาวก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐานของฝ่ายพันธมิตร

กองกำลังพันธมิตรทั้งสามจุดยึดพื้นที่มั่นได้แล้ว ก็เริ่มรุกคืบออกไป

กองกำลังพันธมิตรแข็งแกร่งเกินไป เกินกว่าที่สำนักเมฆาขาวจะเทียบติด

หากไม่นับสัตว์อสูรระดับหนึ่งและสอง จำนวนผู้ฝึกตนและระดับพลังของทั้งสี่ขุมกำลังที่นำมามีดังนี้

ตระกูลหลิงแห่งชางหลีนำผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมาสามสิบสองคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายหนึ่งร้อยห้าสิบคน

อารามคางคกทองนำผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมาหกสิบห้าคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายหนึ่งพันคน

สำนักทรายสมุทรนำผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมาเจ็ดสิบหกคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายหนึ่งพันสองร้อยคน

สำนักมังกรครามนำผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมาร้อยสามสิบแปดคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายสองพันคน

นั่นหมายความว่า ฝ่ายพันธมิตรมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสามร้อยสิบเอ็ดคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายสี่พันสามร้อยห้าสิบคน นี่ขนาดยังไม่นับรวมสัตว์อสูรระดับหนึ่งและสอง หากนับรวมด้วย จำนวนย่อมมากกว่านี้แน่นอน

ในทางกลับกัน ฝ่ายสำนักเมฆาขาว มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานที่เฝ้าเขาเมฆาขาวเพียงสี่สิบหกคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณสามพันเจ็ดร้อยกว่าคน

และในจำนวนผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณสามพันเจ็ดร้อยกว่าคนนี้ คาดว่ามีสามสี่ร้อยคนที่ตายไปในเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อครู่ และอีกเกือบพันคนที่ได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย

ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณที่อยู่เฝ้าสำนัก พลังฝีมือล้วนไม่สูง ส่วนใหญ่เป็นศิษย์ระดับกลั่นลมปราณช่วงต้นและกลาง

และด้วยเหตุนี้ จึงมีศิษย์สำนักเมฆาขาวจำนวนมากตายในน้ำท่วมเมื่อครู่

ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสามร้อยสิบเอ็ดคน ปะทะ สี่สิบหกคน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายสี่พันสามร้อยห้าสิบคน ปะทะ ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณสามพันสามร้อยกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับช่วงต้นและกลาง

แถมยังมีคนเจ็บอีกเกือบพันคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าศิษย์ระดับกลั่นลมปราณของสำนักเมฆาขาวกระจัดกระจาย ยังไม่ทันได้รวมกลุ่มกัน

สู้ตัวต่อตัว จะไปสู้พวกหมาหมู่ได้อย่างไร

นี่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย สถานการณ์ในสนามรบเรียกว่าเอนเอียงไปฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ระดับกลั่นลมปราณ หรือผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานของสำนักเมฆาขาว ต่างทำได้เพียงหนีเอาตัวรอดกระจัดกระจาย

แต่คนของฝ่ายพันธมิตรรู้ซึ้งถึงหลักการถอนรากถอนโคน มีหรือจะปล่อยให้ศิษย์สำนักเมฆาขาวหนีรอดไปได้

ไล่ล่าสังหารอย่างไม่ลดละ จนศัตรูไร้ที่หนี

ในเวลาเดียวกัน เรือรบเวหาของสำนักเมฆาขาวก็ถูกเรือรบเวหาของพันธมิตรทั้งสามลำรุมโจมตี และขุมกำลังระดับสูงของทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากต่อสู้กัน

ไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามร่วมมือกับเสวียนเจี่ยรับมือเฟิงอี้เจินเหริน คางคกทองรับมือมู่ไห่เจินเหริน เจ้าอารามคางคกทองรับมือมู่ชิงเจินเหริน ประมุขสำนักทรายสมุทรรับมือมู่เจ๋อเจินเหริน และหลิงหยวนเซิงรับมือเทิ่งเย่วเจินเหริน

นี่คือการปะทะกันระหว่างสมบัติวิเศษกับสมบัติวิเศษ การประลองกันระหว่างศาสตราคมกับศาสตราคม

หลิงหยวนเซิงใช้วิชาหนึ่งหยดตรึงธุลี ตรึงร่างเทิ่งเย่วเจินเหรินไว้ จากนั้นใช้วิชาร้อยวารีผสานลักษณ์ จำลองกระบี่เสวียนหยวน ผสานกับกระบี่เสวียนหยวนตัวจริงฟันลงมา หมายจะสังหารเทิ่งเย่วเจินเหรินให้ดับดิ้น

ในยามวิกฤต มู่ไห่เจินเหรินยอมแลกด้วยการถูกคางคกทองทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ใช้วิชาศาสตราคมรับกระบี่ของหลิงหยวนเซิงไว้ ช่วยชีวิตเทิ่งเย่วเจินเหรินได้ทันท่วงที

หนึ่งหยดตรึงธุลีเมื่อใช้กับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำช่วงต้น จะตรึงเวลาได้ไม่เกินสามลมหายใจ ดังนั้นเทิ่งเย่วเจินเหรินจึงกลับมาเป็นอิสระได้อย่างรวดเร็ว

มู่ไห่เจินเหรินเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจเผาผลาญอายุขัยทันที

ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนสามารถเผาผลาญอายุขัยและโลหิตจิงได้ แต่เป็นวิธีเผาผลาญที่หยาบมาก ไม่เพียงสูญเสียอายุขัยและโลหิตจิงในปริมาณมาก แต่พลังที่แลกมาได้ยังมีจำกัด

มีเพียงเคล็ดวิชาลับเฉพาะเท่านั้น ที่สามารถแลกพลังที่แข็งแกร่งกว่ามาได้ด้วยค่าตอบแทนที่น้อยกว่า

แน่นอนว่า คำว่าค่าตอบแทนที่น้อยกว่านั้น เป็นการเปรียบเทียบกับวิธีเผาผลาญตามสัญชาตญาณ

แต่ในความเป็นจริง ก็ยังต้องเผาผลาญอายุขัยและโลหิตจิงไปจำนวนมหาศาลอยู่ดี

พลังของมู่ไห่เจินเหรินพุ่งสูงขึ้นในพริบตา บีบให้คางคกทองถอยร่นไป แล้วบินไปอยู่ตรงหน้าเทิ่งเย่วเจินเหริน

เขามอบกำไลมิติของตนให้เทิ่งเย่วเจินเหริน กล่าวเสียงกร้าวว่า "เถิงเอ๋อร์ เจ้าจงรีบหนีไป ปู่จะต้านไว้ให้ จำไว้ อย่าลืมฟื้นฟูสำนักเมฆาขาว และแก้แค้นให้พวกเรา"

"หลานจะต้องแก้แค้นให้ท่านปู่แน่นอนขอรับ"

กล่าวจบ เทิ่งเย่วเจินเหรินก็กลายเป็นแสงสีแดงบินหนีไปทันที

หลิงหยวนเซิงแม้จะไม่ยินยอม แต่ก็จนปัญญา

มู่ไห่เจินเหรินหันมามองหลิงหยวนเซิง ยิ้มอย่างน่าสยดสยอง "ตระกูลหลิงแห่งชางหลีบังอาจหลอกลวงสำนักเมฆาขาวของข้า หลิงหยวนเซิง เอาชีวิตมา!"

เดิมทีมู่ไห่เจินเหรินเป็นผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำช่วงกลาง หลังเผาผลาญอายุขัย พลังฝีมือก็พุ่งขึ้นไปเทียบเท่าระดับแก่นทองคำช่วงปลาย

หลิงหยวนเซิงรู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงไม่มีความคิดจะสู้ต่อ รีบหนีไปทางคางคกทองทันที

และคางคกทองก็รีบพุ่งเข้ามาขวางมู่ไห่เจินเหรินไว้

หลิงหยวนเซิงยิ้มเย็น "เฉาเหวิน ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะรักษาสภาพนี้ได้นานแค่ไหน"

คางคกทองกับหลิงหยวนเซิงพัวพันอยู่กับมู่ไห่เจินเหริน ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้าแลกเพื่อสังหารเขา เพียงแค่ถ่วงเวลาไว้ก็พอ

รอจนเขาเผาผลาญอายุขัยจนหมด เขาก็จะตายไปเอง

ไม่นาน อายุขัยของมู่ไห่เจินเหรินก็มอดไหม้จนหมดสิ้น ร่างกายเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว

หลิงหยวนเซิงที่ว่างมือแล้ว จึงรีบไปช่วยเจ้าอารามคางคกทองรุมสังหารมู่ชิงเจินเหริน ส่วนคางคกทองก็ไปช่วยเฟิงอี้เจินเหริน

เฟิงอี้เจินเหรินเดิมทีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสวียนเจี่ยกับไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรครามอยู่แล้ว ตอนนี้มีคางคกทองเพิ่มมาอีก ยิ่งสู้ไม่ได้เข้าไปใหญ่

เขาอยากหนี แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น สุดท้ายถูกรุมสังหารจนตาย

เมื่อไท่ซ่างจ่างเหล่าสำนักมังกรคราม คางคกทอง และเสวียนเจี่ย สามกำลังรบหลักเข้าร่วมวงรุมสังหาร มู่ชิงเจินเหรินและมู่เจ๋อเจินเหรินที่เหลืออยู่ของสำนักเมฆาขาวก็ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว

ในบรรดาคนที่เฝ้าเขาเมฆาขาว มีเพียงเทิ่งเย่วเจินเหรินคนเดียวที่หนีรอดไปได้ ส่วนศิษย์สำนักเมฆาขาวที่ประจำการอยู่ภายนอก ก็ไม่สามารถสร้างความวุ่นวายอะไรได้

เท่ากับว่า สำนักเมฆาขาวได้ล่มสลายลงแล้ว!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 330 - ทำลายสำนักเมฆาขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว