- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนอย่าซ่า เส้นทางผงาดของหลิงโหย่วเต้า
- บทที่ 270 - หลิงโหย่วเซียนลงจากเขากุยเจี้ยน
บทที่ 270 - หลิงโหย่วเซียนลงจากเขากุยเจี้ยน
บทที่ 270 - หลิงโหย่วเซียนลงจากเขากุยเจี้ยน
บทที่ 270 - หลิงโหย่วเซียนลงจากเขากุยเจี้ยน
ณ ยอดเขากุยเจี้ยน จุดสูงสุดเสียดฟ้า!
แลเห็นคนสี่คนนั่งอยู่ใกล้ศิลาจารึกกระบี่ที่สุด แผ่นหลังของพวกเขาแทบจะแนบชิดไปกับผนังศิลา
สามคนในนั้นเป็นชายชราผมขาว เรียงจากซ้ายไปขวาคือ หูไป่เฉวียน สวี่ซู่ และซุนอิงเจิง
ส่วนคนสุดท้ายกลับดูแตกต่างจากสามคนนี้อย่างสิ้นเชิง เขาเกล้าผมดำขลับหนาทึบขึ้น ปักด้วยปิ่นหยก ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วอายุไม่เกินยี่สิบปีต้นๆ
เขาผู้นี้ก็คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งในรุ่น 'โหย่ว' แห่งตระกูลหลิงตระกูลหลิงแห่งชางหลี ผู้มีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ที่พันปีจะพบเจอสักคน นามระบือไกลไปทั่วทะเลเหนือ... หลิงโหย่วเซียนนั่นเอง!
ทันใดนั้น หลิงโหย่วเซียนก็ลืมตาโพลงขึ้น
ในวินาทีถัดมา ชายชราผมขาวทั้งสามท่านก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน
ได้ยินสวี่ซู่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "หรือว่าสหายตัวน้อยจะเติมเต็มวิถีกระบี่ของตนเองได้แล้ว?"
มิใช่เพียงสวี่ซู่ที่สงสัย หูไป่เฉวียนกับซุนอิงเจิงก็มองมาที่เขาด้วยความอยากรู้เช่นกัน
คิดดูเถิด พวกเขาทั้งสามทุ่มเทศึกษาวิถีกระบี่มาหลายร้อยปี ยังไม่อาจเข้าถึงวิถีกระบี่ที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง ทำได้เพียงแปรเปลี่ยนวิถีกระบี่บนศิลาจารึกมาเป็นของตน
แม้จะผ่านการทำความเข้าใจและขัดเกลามาหลายปี จนวิถีกระบี่บนศิลาจารึกกับตนเองเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ใช่วิถีกระบี่ของตนเอง ย่อมมีข้อบกพร่องดำรงอยู่ ไม่อาจไปถึงขั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์
แต่หลิงโหย่วเซียนอายุยังน้อย ใช้เวลาพินิจศิลาจารึกกระบี่ไม่เกินสิบปี กลับได้รับผลลัพธ์มากมายถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ตาเฒ่าทั้งสามตกตะลึงได้อย่างไร
เมื่อสวี่ซู่เอ่ยปาก ความเงียบสงบที่ดำรงอยู่มาหลายปีก็ถูกทำลายลงในชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนกว่าสามสิบคนที่กำลังทำความเข้าใจศิลาจารึกต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน มองไปยังอัจฉริยะวิถีกระบี่ผู้ทำให้ผู้คนต้องยำเกรงผู้นี้
หลิงโหย่วเซียนกล่าวอย่างเรียบเฉย "ได้อะไรมาบ้างเล็กน้อยขอรับ แต่ยังห่างไกลจากการเติมเต็มวิถีกระบี่ของตนเองนัก"
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า "วิถีกระบี่บนศิลาจารึกนี้ ข้าทำความเข้าใจไปเพียงเจ็ดส่วน อีกสามส่วนที่เหลือขัดแย้งกับวิถีกระบี่ของข้า จึงมิอาจทำความเข้าใจได้"
สิ้นคำพูดนี้ มุมปากของทุกคนในที่นั้นก็กระตุกรัว
นี่ใช่คำพูดที่คนเขาพูดกันหรือ?
เวลาไม่ถึงสิบปี ทำความเข้าใจวิถีกระบี่บนศิลาจารึกไปได้ถึงเจ็ดส่วน
หารู้ไม่ว่า ความคืบหน้าของผู้ฝึกกระบี่ระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐานในที่นี้ ล้วนคำนวณกันว่าสิบปีจะทำความเข้าใจได้กี่กระเบียดนิ้ว
ชายชราทั้งสามท่านข้างศิลาจารึกกระบี่ ในอดีตก็เคยเป็นอัจฉริยะวิถีกระบี่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในทะเลเหนือเช่นกัน
ในยุครุ่งโรจน์ของสวี่ซู่ ความเร็วในการทำความเข้าใจของเขาก็ทำได้เพียงสิบปีต่อหนึ่งส่วนของศิลาจารึก ส่วนหูไป่เฉวียนกับซุนอิงเจิงในช่วงพีคที่สุด ความเร็วยังต่ำกว่าสวี่ซู่เสียอีก
แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นความเร็วในการทำความเข้าใจของทุกคนก็ช้าลง เหลือเพียงสิบปีต่อไม่กี่กระเบียด
มาถึงตอนนี้ พวกเขาใช้เวลาหลายสิบปีก็ยังไม่แน่ว่าจะทำความเข้าใจวิถีกระบี่บนศิลาจารึกได้สักกระเบียดเดียวหรือไม่
พรสวรรค์ของอวี่เฉินสูงกว่าสวี่ซู่ไม่น้อย ในช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดก็ทำได้เพียงสิบปีต่อสองส่วน
เอาเถอะ สัตว์ประหลาดผู้นี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบปีก็ปาเข้าไปเจ็ดส่วนแล้ว ที่สำคัญคือดูจากท่าทางแล้ว เจ้าตัวยังรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเสียด้วย
นี่จะให้คนที่ใช้เวลาหลายสิบปี หรือกระทั่งหลายร้อยปีเพื่อทำความเข้าใจวิถีกระบี่บนศิลาจารึกเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ชายชราผมขาวทั้งสามคิดในใจ "ดูท่าพวกเราจะประเมินพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของเด็กคนนี้ต่ำเกินไปจริงๆ"
สวี่ซู่ฝืนยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นดูน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ "พรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของสหายตัวน้อย ช่างทำให้ผู้คนต้องหยุดมองด้วยความทึ่งจริงๆ"
หลิงโหย่วเซียนกล่าวถ่อมตัว "ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้ว"
สวี่ซู่โบกมืออย่างจนใจ จะชมเกินจริงหรือไม่ ในใจพวกเขาย่อมรู้ดี
เห็นเพียงเสิ่นอี้หมิงเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในใจบังเกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง
อันที่จริง พรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของเสิ่นอี้หมิงนั้นไม่ได้แย่เลย จัดอยู่ในระดับอัจฉริยะแถวหน้าได้อย่างแน่นอน
ฉับพลันนั้น จิตใจของเขาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง "ไม่ ข้าจะมาท้อแท้เพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ข้าต้องถือเขาเป็นเป้าหมาย ข้าต้องก้าวข้ามเขา พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ข้าเสิ่นอี้หมิงต่างหากคืออัจฉริยะวิถีกระบี่อันดับหนึ่งแห่งทะเลเหนือ"
เขาปรารถนาที่จะก้าวข้ามอวี่เฉิน ก้าวข้ามหลิงโหย่วเซียน พิสูจน์พรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของตนให้ผู้ฝึกตนทั่วทะเลเหนือได้ประจักษ์
ในวินาทีนี้ จิตใจที่มุ่งมั่นในวิถีกระบี่ของเสิ่นอี้หมิงยิ่งแน่วแน่ขึ้นไปอีก
คำพูดเพียงไม่กี่คำของหลิงโหย่วเซียน กลับกระตุ้นความมุ่งมั่นของเขาได้ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการฝึกฝนวิถีกระบี่ของเขาในภายภาคหน้า
ชั่วพริบตา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเสิ่นอี้หมิงก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ชายชราผมขาวทั้งสามย่อมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเสิ่นอี้หมิง ต่างพากันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
โดยเฉพาะซุนอิงเจิงที่มีรอยยิ้มกว้างที่สุด เสิ่นอี้หมิงคือศิษย์สายตรงคนสุดท้ายของเขา ผ่านการผลัดเปลี่ยนครั้งนี้ เขาเชื่อว่าพรสวรรค์ของศิษย์ตนต่อให้เทียบหลิงโหย่วเซียนไม่ได้ ก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับอวี่เฉินได้กระมัง?
คบหากันมาหลายร้อยปี สวี่ซู่ย่อมมองออกถึงความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของซุนอิงเจิงในปราดเดียว
แต่สวี่ซู่หาได้ใส่ใจไม่ จะยอมให้เสิ่นอี้หมิงพัฒนาขึ้นเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นต้องย่ำอยู่กับที่กระนั้นหรือ?
เขาเชื่อมั่นในตัวศิษย์ของตน การออกไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างหลายปี ย่อมต้องได้รับอะไรกลับมาบ้าง การจะกดข่มเสิ่นอี้หมิงนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ในกาลก่อน อวี่เฉินเกิดความรู้แจ้งเพราะคำพูดของหลิงโหย่วเซียนที่ว่า "ข้าถือตนเป็นอาจารย์ พิสูจน์จิตกระบี่ให้สมบูรณ์" ทำให้เขาเข้าใจว่าวิถีกระบี่ของตนอยู่ที่ใด
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็มาลาลสวี่ซู่ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกกว้าง สัมผัสเรื่องราวทางโลก เพื่อเติมเต็มวิถีกระบี่ของตน
สวี่ซู่ย่อมยินดียิ่ง ปล่อยอวี่เฉินไป
นับดูแล้ว น่าจะเกือบสิบปีแล้วกระมัง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงของเสิ่นอี้หมิง หลิงโหย่วเซียนไม่ได้ใส่ใจ
เพราะเขาเชื่อมั่นว่า ตนเองไม่มีทางถูกใครก้าวข้ามได้!
สวี่ซู่ถามว่า "สหายตัวน้อยตั้งใจจะลงเขาแล้วหรือ?"
"สถานที่แห่งนี้ไม่มีประโยชน์ต่อข้าอีกแล้ว โหย่วเซียนสมควรจากไป"
สวี่ซู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ผู้ฝึกกระบี่จะมัวแต่ขังตัวเองอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้อย่างไร
แม้ตอนนี้เขาจะขังตัวเองอยู่ที่เขากุยเจี้ยน แต่ในวัยหนุ่มเขาก็เคยท่องเที่ยวไปทั่วภูผาและสายธารแห่งทะเลเหนือมาแล้ว
ที่ต้องเก็บตัวอยู่บนเขากุยเจี้ยนในตอนนี้ ก็เพราะอายุมากแล้ว อยากจะเดิมพันเพื่อทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่สักครั้งเท่านั้น
เห็นเพียงในมือของสวี่ซู่มีแสงสีขาววาบขึ้น ป้ายคำสั่งกระบี่ขนาดเล็กชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในทันใด
"สหายตัวน้อย เจ้าเก็บสิ่งนี้ไว้ให้ดี หากประสบปัญหาอันใด เจ้านำป้ายกระบี่นี้ออกมา อีกฝ่ายย่อมต้องไว้หน้าเขากุยเจี้ยนบ้าง"
ได้ยินดังนั้น หลิงโหย่วเซียนก็รีบส่งคืนทันที
"ท่านผู้อาวุโส ของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินไป ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้ขอรับ"
หากรับป้ายคำสั่งนี้ไว้ ก็เท่ากับติดหนี้บุญคุณชายชราทั้งสาม เขาไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร
สวี่ซู่หัวเราะหึๆ "สหายตัวน้อยรับไปเถิด ผู้ใดที่ขึ้นมาถึงยอดเขากุยเจี้ยน และได้ทำความเข้าใจศิลาจารึกกระบี่ ยามลงเขาครั้งแรกล้วนได้รับป้ายกระบี่เช่นนี้กันทั้งนั้น ถือเป็นธรรมเนียมของเขากุยเจี้ยนที่มีมานับพันปี"
เขากุยเจี้ยนมีสถานะพิเศษ นับได้ว่าเป็นขุมกำลังผู้ฝึกตนที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ กลุ่มหนึ่ง
และสิ่งที่สืบทอดของขุมกำลังนี้ก็คือศิลาจารึกกระบี่
แม้เขากุยเจี้ยนจะไร้ซึ่งผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิด แต่กลับมีสวี่ซู่ ผู้ฝึกกระบี่ระดับแก่นทองคำช่วงปลายที่สามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิดได้
เมื่อป้ายคำสั่งนี้ถูกนำออกมา ขอเพียงไม่ใช่ความแค้นฝังลึกดั่งทะเลเลือด อีกฝ่ายส่วนใหญ่ย่อมต้องไว้หน้าเขากุยเจี้ยน
แน่นอนว่า สวี่ซู่ย่อมมีความคิดที่จะลงทุนด้วย เพราะพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ของหลิงโหย่วเซียนนั้นยอดเยี่ยม ความสำเร็จในภายภาคหน้าย่อมไม่ต่ำต้อยแน่นอน
หากสามารถดึงผู้ที่มีโอกาสเป็นที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่มาให้เขากุยเจี้ยนได้ แล้วเหตุใดสวี่ซู่จึงจะไม่ทำเล่า?
เมื่อได้ยินว่านี่ไม่ใช่การดูแลเป็นพิเศษ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หลิงโหย่วเซียนก็คิดว่า ตนเองได้ทำความเข้าใจศิลาจารึกกระบี่ ได้รับประโยชน์มาจริง ถือว่าติดหนี้บุญคุณสั่งสอนของเขากุยเจี้ยน
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้น้อยขอน้อมรับไว้ขอรับ"
หลิงโหย่วเซียนเก็บป้ายกระบี่ ประสานมือคารวะชายชราทั้งสาม
จากนั้น เขาก็เดินฝ่าฝูงชนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ มุ่งหน้าลงจากเขากุยเจี้ยน
[จบแล้ว]