เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: โชว์ฝีมือเล็กน้อย! กลับสู่เทียนโต้ว!

บทที่ 10: โชว์ฝีมือเล็กน้อย! กลับสู่เทียนโต้ว!

บทที่ 10: โชว์ฝีมือเล็กน้อย! กลับสู่เทียนโต้ว!


“เจ้าหมายความว่า เจ้าอยากเป็นพี่สาวอย่างนั้นรึ?”

หลิวชิงลูบคางอย่างครุ่นคิด “ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะ ตราบใดที่เจ้าเอาชนะข้าได้”

หลิวเอ้อร์หลงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลิวชิงเพิ่งดูดซับวงแหวนวิญญาณของเสือดาวอัสนีชาดเสร็จหมาดๆ

นางยังไม่รู้เลยว่าระดับพลังวิญญาณของเขาอยู่ที่เท่าไร และทักษะวิญญาณของเขาคืออะไร

“พลังวิญญาณของข้าตอนนี้อยู่ที่ระดับสิบสาม ก็ไม่ได้พิเศษอะไรมาก”

หลิวชิงเรียกดาบโม่เตาโลหิตออกมา แล้วกระแทกด้ามดาบลงกับพื้นอย่างแรง

เสียงดัง “ตึง!” พื้นดินแตกร้าวเป็นทางยาวทันที!

“ส่วนทักษะวิญญาณที่หนึ่งของข้า มีชื่อว่า 'อัสนีโลหิต ผ่าเวหา'”

สิ้นคำ เขาก็ถ่ายเทพลังจากวงแหวนวิญญาณใต้เท้าเข้าสู่ตัวดาบทันที

เสียงเปรี๊ยะๆ ดังสนั่น

สายฟ้าสีเลือดเลื้อยพันรอบด้ามดาบ แผ่กลิ่นอายที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเสี่ยวอู่เต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น!

'นะ... นั่นมันดาบยักษ์อะไรกันเนี่ย!'

'นี่มันวิญญาณยุทธ์เครื่องมือแน่เรอะ? กลิ่นอายขนาดนี้ขู่กระต่ายตายได้เลยนะ!'

“อัสนีโลหิต! ผ่าเวหา!”

สิ้นเสียงตะโกนก้อง หลิวชิงก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเส้นแสงสายฟ้าสีเลือดพุ่งทะยานออกไป!

“วิ้ง!” แสงดาบระเบิดออก!

หลิวเอ้อร์หลงหันกลับไปมอง พบว่าหลิวชิงพุ่งไปไกลถึงห้าสิบเมตรแล้ว

และต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบตรงหน้าเขา ก็ถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างสวยงาม!

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ทั้งบนเส้นทางที่เขาพุ่งผ่านและบนรอยแยกของต้นไม้ ล้วนมีรอยไหม้เกรียมจากสายฟ้าหลงเหลืออยู่

“นี่แหละทักษะวิญญาณที่หนึ่งของข้า”

หลิวชิงแบกดาบพาดบ่า หันกลับมายิ้มกว้าง

“ทักษะวิญญาณนี้ทำให้ข้าพุ่งตัวไปข้างหน้าได้ไกลถึงห้าสิบเมตร ด้วยความเร็วเทียบเท่าวิญญาณจารย์สายโจมตีเร็ว แล้วตบท้ายด้วยการฟันอย่างรุนแรง”

“แถมสายฟ้าสีเลือดที่กระจายออกมา ยังจะฉีกกระชากศัตรูที่ขวางทาง และทำให้เกิดผลอัมพาตชั่วขณะอีกด้วย”

หลิวเอ้อร์หลงทึ่งจัด “สมกับเป็นวงแหวนวิญญาณจากเสือดาวอัสนีชาดอายุเก้าร้อยปี อานุภาพรุนแรงเทียบได้กับทักษะวิญญาณที่สองของมหาวิญญาณจารย์เลยทีเดียว!”

พูดจบ นางก็ก้มลงมองจุดที่หลิวชิงเคยยืนอยู่เมื่อครู่

“เสี่ยวชิง หลังจากดูดซับวงแหวนวิญญาณแรกแล้ว น้ำหนักดาบเปลี่ยนไปไหม?”

“โอ้! นึกไม่ถึงว่าพี่เอ้อร์หลงจะสังเกตเห็น” หลิวชิงเดินแบกดาบกลับมา

ใช่แล้ว หลังจากดูดซับวงแหวนวิญญาณแรก พละกำลังของหลิวชิงเพิ่มขึ้น

แต่น้ำหนักดาบก็เพิ่มขึ้นจากสองร้อยจิน เป็นสามร้อยจินเช่นกัน!

อีกอย่าง สิ่งที่หลิวเอ้อร์หลงพูดเมื่อกี้อาจจะคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย

ด้วยความเร็วระดับสายโจมตีเร็วขณะพุ่งตัว บวกกับการฟันสุดแรง...

อานุภาพทำลายล้างน่าจะเกินระดับมหาวิญญาณจารย์สองวงแหวน และอาจเทียบเคียงได้กับอัคราจารย์วิญญาณสามวงแหวนด้วยซ้ำ!

แต่เขายังไม่มีโอกาสได้ทดสอบจริงๆ จังๆ เอาไว้กลับไปลองกับตู๋กูเยี่ยนดูก็แล้วกัน

หลิวชิงหันไปมองเสี่ยวอู่แล้วถามยิ้มๆ “เป็นไง? อยากประลองกันสักตาไหม?”

เสี่ยวอู่ทำท่าจะพยักหน้า แต่แล้วก็รีบส่ายหน้าดิก

นางไม่เคยเป็นน้องสาวให้ใครมาก่อน แม้แต่ต่อหน้าต้าหมิงกับเอ้อร์หมิงก็เถอะ

แล้วนี่จะให้นางมาเป็นน้องสาวไอ้เด็กมนุษย์นี่น่ะนะ? ไม่มีทางซะหรอก!

แต่... นางไม่กล้าปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ต่อหน้าหลิวเอ้อร์หลงนี่สิ

เกิดความแตกขึ้นมาว่านางเป็นสัตว์วิญญาณแสนปีแปลงกาย จะทำยังไงล่ะ?

โอ๊ย! หงุดหงิดชะมัด!

สุดท้าย หลิวชิงก็ดูออกว่านางกำลังสับสน

เขาจึงเสนอทางออก “เอางี้ไหม? พอกลับถึงบ้าน เราค่อยหาที่ประลองกัน ใครชนะได้เป็นลูกพี่ ตกลงไหม?”

ดวงตาของเสี่ยวอู่ลุกวาวทันที ถ้าไม่ต้องเปิดเผยวิญญาณยุทธ์ต่อหน้าพี่สาวคนนั้น นางก็โอเค!

นางเองก็อยากสั่งสอนไอ้เด็กจองหองนี่ให้รู้สำนึกเหมือนกันว่า พี่สาวเสี่ยวอู่คนนี้ไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ นะยะ!

“จริงสิ เสี่ยวอู่” หลิวเอ้อร์หลงนึกขึ้นได้ “วิญญาณยุทธ์ของเจ้าคืออะไร? ตอนนี้อยู่ระดับไหนแล้ว? ต้องให้ช่วยล่าวงแหวนวิญญาณไหม?”

“ไม่รบกวนพี่สาวหรอก” เสี่ยวอู่รีบปฏิเสธ “วิญญาณยุทธ์ของข้าคือกระต่ายอรชร ข้ามีวงแหวนวิญญาณแรกแล้ว”

หลิวเอ้อร์หลงแปลกใจเล็กน้อย

วิญญาณยุทธ์กระต่ายอรชรเป็นของหายากทีเดียว

เห็นนางอายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชาย แถมมีวงแหวนวิญญาณแล้ว...

แสดงว่านางก็น่าจะมีพลังวิญญาณเต็มขั้นแต่กำเนิดเหมือนกันสินะ!

หลิวเอ้อร์หลงมึนงงไปชั่วขณะ เดี๋ยวนี้คนมีพลังวิญญาณเต็มขั้นแต่กำเนิดหาเจอกันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?

เด็กสาวที่เจอโดยบังเอิญในป่าใหญ่ซิงโต้ว กลับมีพรสวรรค์ระดับนี้เชียวหรือ

“เอาล่ะ งั้นเก็บของกันก่อน แล้วเจ้าค่อยกลับเมืองเทียนโต้วกับพวกเรา ตกลงไหม?” หลิวเอ้อร์หลงสรุป

พวกเขามีสัมภาระไม่มากนัก หลังจากเก็บเต็นท์เรียบร้อย หลิวเอ้อร์หลงก็พาหลิวชิงและเสี่ยวอู่ออกจากป่าใหญ่ซิงโต้ว

ทว่าหลังจากพวกเขาจากไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความโกลาหลก็บังเกิดในป่า!

ณ พื้นที่ใจกลางป่าใหญ่ซิงโต้ว เสียงคำรามต่ำเหมือนฟ้าร้องของวัวและเสียงคำรามกึกก้องของสัตว์ร้ายดังขึ้นพร้อมกัน

สัตว์วิญญาณทุกตัวในป่าต่างหวาดผวาและแตกตื่นหนีตายไปคนละทิศละทาง

เคราะห์กรรมตกไปอยู่ที่เหล่าวิญญาณจารย์ที่เข้ามาล่าวงแหวนวิญญาณ นอกจากจะไม่ได้วงแหวนกลับไปแล้ว ยังต้องมาเจอกับคลื่นสัตว์วิญญาณบ้าคลั่งอีกต่างหาก

แต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับหลิวเอ้อร์หลง หลิวชิง และเสี่ยวอู่

ในตอนนี้ พวกเขากำลังนั่งรถม้ากลับสู่เมืองเทียนโต้วอย่างสบายใจ

บนรถม้า หลิวเอ้อร์หลงโอบกอดทั้งหลิวชิงและเสี่ยวอู่ไว้ในอ้อมแขน

เสี่ยวอู่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ความหวาดระแวงที่มีต่อหลิวเอ้อร์หลงค่อยๆ จางหายไป

ระหว่างทาง นางยังได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทั้งสองคนเพิ่มขึ้น

เช่น หลิวเอ้อร์หลงเปิดสถาบันของตัวเองชื่อ 'สถาบันหลานป้า' ซึ่งเป็นสถาบันวิญญาณจารย์ระดับสูงแห่งเดียวในทวีปที่รับสามัญชนเข้าเรียน

และวิญญาณยุทธ์ดาบยาวเจ็ดฟุตของหลิวชิงนั้น มีชื่อว่า 'ดาบโม่เตาโลหิต'

สายฟ้าสีแดงดำที่ปรากฏบนท้องฟ้าเหนือป่าใหญ่ซิงโต้วในวันนั้น ก็เกิดจากการปลุกวิญญาณยุทธ์เครื่องมือชิ้นนี้นั่นเอง

“วิญญาณยุทธ์เครื่องมือนี้ทรงพลังจริงๆ” เสี่ยวอู่ถอนหายใจด้วยความทึ่ง “ตอนเกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้านั้น ป่าใหญ่ซิงโต้วสั่นสะเทือนไปทั้งป่าเลย”

นางยังจำสีหน้าตื่นตระหนกของต้าหมิงและเอ้อร์หมิงในตอนนั้นได้ดี ราวกับพวกมันเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น” หลิวชิงถอนหายใจเบาๆ

แม้ดาบโม่เตาโลหิตจะแข็งแกร่ง แต่เขาก็อยากจะทำตัวให้เงียบเชียบที่สุด

ตอนนี้เขากำลังปวดหัวว่าจะรับมือกับราชวงศ์เทียนโต้ว สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ และสำนักวิญญาณยุทธ์อย่างไรดีเมื่อกลับไปถึง...

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

สิบวันต่อมา รถม้าก็ค่อยๆ จอดลงที่หน้าประตูสถาบันหลานป้า

หลิวชิงกระโดดลงจากรถเป็นคนแรก แล้วบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน

“กลับมาสักที! ข้าจะนอนให้เต็มอิ่มสักสองสามวันเลย!”

“ห้ามขี้เกียจนะ!”

หลิวเอ้อร์หลงตามลงมาพร้อมกับเสี่ยวอู่

นางลูบผมยาวของหลิวชิงอย่างเอ็นดูแล้วยิ้ม “ก่อนปลุกวิญญาณยุทธ์เจ้าขยันมาก หลังจากปลุกได้แล้วก็ต้องขยันยิ่งกว่าเดิมสิ”

“ไม่อย่างนั้น... จะคู่ควรกับวิญญาณยุทธ์ดีๆ แบบนี้ได้ยังไง?”

“นั่นสินะ” หลิวชิงหัวเราะ แล้วหันไปมองเสี่ยวอู่

หลังจากอยู่ด้วยกันมาสิบวัน เสี่ยวอู่ก็เลิกเกร็งและเริ่มเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา

นางเงยหน้ามองประตูสถาบันหลานป้าอย่างตื่นตาตื่นใจ... นี่น่ะเหรอสถาบันวิญญาณจารย์ระดับสูงของมนุษย์

ดูเหมือนข้างในจะมีคนอยู่เยอะน่าดู

หลิวชิงยิ้มแล้วโบกมือเรียก “ไปกันเถอะเสี่ยวอู่ อย่าลืมนะว่าเรามีนัดดวลกัน!”

เสี่ยวอู่เชิดหน้าใส่ “ใครกลัวใครกันยะ! ยังไงซะ เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวเสี่ยวอู่แน่นอน!”

พูดจบ นางก็ปล่อยมือหลิวเอ้อร์หลงแล้ววิ่งไล่กวดหลิวชิงเข้าไป

หลิวเอ้อร์หลงมองดูเด็กสองคนวิ่งเข้าสถาบันไป รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏบนใบหน้า

“เจ้าสองตัวเล็กนี่... สนิทกันเร็วจริงๆ”

พูดจบ นางก็ยกเท้าเตรียมจะก้าวเข้าสถาบัน

ทันใดนั้น!

นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบทันที กวาดสายตามองไปรอบๆ

ห่างจากสถาบันไปเกือยยี่สิบวัน พอกลับมาถึงก็ดูเหมือนจะมีเรื่องสนุกๆ รออยู่เลยนี่!

“จะเป็นใครก็ช่าง ไสหัวไปซะ!”

“ตูม!”

พลังวิญญาณอันมหาศาลระเบิดออก พร้อมคลื่นความร้อนระอุราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุณ!

วินาทีต่อมา เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดก็ดังระงมขึ้นจากรอบทิศ

สายลับสี่ห้าคนในชุดชาวบ้านธรรมดาถูกกระแทกกระเด็นออกจากที่ซ่อน ลงไปกองกับพื้น ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว!

จบบทที่ บทที่ 10: โชว์ฝีมือเล็กน้อย! กลับสู่เทียนโต้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว