- หน้าแรก
- จากบุรุษสู่จักรพรรดินี ผู้ปกครองแห่งความโกลาหลดั้งเดิม
- บทที่ 1 : ความตายกะทันหันกับดวงจิตที่ร่วงหล่นสู่ครรภ์มารดา
บทที่ 1 : ความตายกะทันหันกับดวงจิตที่ร่วงหล่นสู่ครรภ์มารดา
บทที่ 1 : ความตายกะทันหันกับดวงจิตที่ร่วงหล่นสู่ครรภ์มารดา
ห้วงสติสุดท้ายของเสิ่นเหยียนหยุดนิ่งอยู่ที่แสงสว่างวาบของตัวอักษรโค้ดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่บีบรัดหัวใจ ราวกับถูกมือยักษ์ที่มองไม่เห็นกระชากทึ้งจนแทบแหลกสลาย
การทำงานล่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด... เพื่อโครงการบ้าบอนั่น เขาอดหลับอดนอนติดต่อกันถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมง ในที่สุดเส้นด้ายแห่ง ‘ชีวิต’ ก็ขาดผึงลงในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนรุ่งสาง
ความมืด... ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต
ไม่มีภาพชีวิตในอดีตฉายวาบดั่งตำนานเล่าขาน ไม่มีทูตสวรรค์หรือปีศาจมารรอรับ มีเพียงความว่างเปล่าและการร่วงหล่น ราวกับก้าวพลาดตกจากตึกสูงหมื่นฟุต ดิ่งลึกลงไปไม่รู้จบ
เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาจเพียงชั่วพริบตาหรือชั่วกัปชั่วกัลป์ จนกระทั่งความรู้สึกเลือนรางเริ่มฟื้นคืนมา
ความอบอุ่น
ความอบอุ่นที่โอบล้อมชวนให้เคลิบเคลิ้ม ราวกับจมอยู่ในของเหลว รายล้อมด้วยผนังนุ่มหยุ่นที่บีบรัดเขาอย่างแผ่วเบา... ไม่สิ ต้องเรียกว่าบีบรัด ‘ตัวตน’ อันไม่อาจนิยามได้ของเขาในตอนนี้
ต่อมาคือเสียง
เสียงพูดคุยอื้ออึงของมนุษย์ที่คล้ายดังผ่านชั้นน้ำ
“...ฮูหยิน อดทนอีกนิดนะเจ้าคะ ใกล้แล้ว... ลมหายใจมั่นคงมาก คุณหนูต้องแข็งแรงแน่นอน...” เสียงหญิงชราเจือแววปลอบประโลมดังขึ้น
“อืม...” อีกเสียงหนึ่งตอบรับอย่างอ่อนแรง แฝงไว้ด้วยความรักใคร่และความเหนื่อยล้าอย่างที่สุด “ขอแค่ลูกปลอดภัย...”
เสิ่นเหยียนตะลึงงัน
นี่มันเรื่องอะไรกัน การกลับชาติมาเกิดหรือ โครงการใหม่ของยมโลก หรือแค่ภาพหลอนก่อนตาย
เขาพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าตนไร้ซึ่งมือและเท้า มีเพียงก้อนมวลสติสัมปชัญญะที่พร่ามัว ถูกกักขังอยู่ในพื้นที่อบอุ่นแห่งนี้ เขาอยากจะเอ่ยปากพูด แต่สิ่งที่ส่งออกไปมีเพียงคลื่นความรู้สึกอันเงียบงัน
ความรู้สึกตื่นตระหนกและเหลือเชื่อถาโถมเข้ามา เขา... เสิ่นเหยียน พนักงานกินเงินเดือนผู้ขยันขันแข็ง (และขี้ขลาดนิดหน่อย) ผู้เชี่ยวชาญภาษาจาวาและไพธอน เซียนด้านตรรกะและการแก้บั๊ก กลับกลายมาเป็น... ทารกในครรภ์อย่างนั้นรึ
เสียงสนทนาภายนอกดังขาดเป็นห้วงๆ ปะปนด้วยคำศัพท์ที่เขาไม่เข้าใจ เช่น ปราณวิญญาณ ยาบำรุงครรภ์ ตระกูล... ทว่าเมื่อนำคำเหล่านี้มารวมกัน มันกลับชี้ชัดไปยังโลกที่เขาเคยเห็นแต่ในนิยาย... โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร!
หัวใจของเขากระตุกวูบ ทะลุมิติ? แถมยังเป็นแนวเทพเซียนอย่างนั้นหรือ
ในฐานะหนุ่มสายวิทย์ผู้ได้รับการศึกษาแบบสมัยใหม่และยึดมั่นในวัตถุนิยม เรื่องราวทั้งหมดนี้พลิกคว่ำความรู้ความเข้าใจของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่สัมผัสที่จับต้องได้จริงรอบกาย และปฏิกิริยาตอบสนองต่อพลังงานลึกลับที่ซึมซาบเข้าสู่ส่วนลึกของดวงจิต ล้วนยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ความไม่รู้นำมาซึ่งความอยากรู้อยากเห็น แต่สิ่งที่มากกว่าคือความตึงเครียดอย่างรุนแรง
ตอนนี้เขาคือใคร ‘ฮูหยิน’ ข้างนอกนั่นคือแม่ของเขาหรือ ฟังดูเหมือนสถานะทางบ้านจะไม่เลวร้าย แต่คำว่า ‘ตระกูล’ นั้นหมายถึงอะไรกันแน่
สติของเขาหมุนวนอย่างไร้หนทางในพื้นที่คับแคบ พยายามไขว่คว้าข้อมูลเพิ่มเติม แต่ตราบใดที่ยังถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นและเสียงอู้อี้นี้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย เหมือนถูกขังอยู่ในห้องที่ตัดขาดสัญญาณการสื่อสาร ทำได้เพียงรอคอยอย่างจำยอม
ความรู้สึกไร้ทางสู้นี้หนักหนาสาหัสกว่าตอนเผชิญหน้ากับลูกค้าเขี้ยวลากดินหรือโค้ดที่ซับซ้อนที่สุดร้อยเท่าพันทวี
เขาสัมผัสได้ว่าแสงสว่างภายนอกดูเหมือนจะเปลี่ยนระดับความเข้มข้น รู้สึกถึงการลูบไล้และเสียงกระซิบของผู้เป็นแม่อยู่เป็นระยะ และยังสัมผัสได้ถึงพลังงานเย็นเยียบสายหนึ่งที่ซึมซาบเข้ามาพร้อมลมหายใจของนาง หล่อเลี้ยงดวงจิตอันเปราะบางและร่างกายที่กำลังก่อรูปของเขา
นี่สินะ คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ปราณวิญญาณ’
เสิ่นเหยียนบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ ในเมื่อยังไม่ตายและเปลี่ยนรูปแบบการดำรงอยู่ ภารกิจแรกย่อมต้องเป็นการเอาชีวิตรอด ในโลกที่ฟังดูไม่ปลอดภัยแห่งนี้ ความยากลำบากในการมีชีวิตรอดของทารก โดยเฉพาะหากมีชาติกำเนิดที่ละเอียดอ่อน ย่อมเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก
เขาต้องทำความเข้าใจโลกภายนอกให้เร็วที่สุด เขาต้อง... ยังไม่ทันที่ความคิดจะแล่นไปจนจบ ความเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัสก็ถาโถมเข้าสู่แก่นกลางของดวงจิต สมองและร่างกายของทารกดูเหมือนจะไม่สามารถรองรับกระบวนการคิดที่ชัดเจนได้นานนัก
ก่อนที่สติจะจมดิ่งลงสู่ความมืดอีกครั้ง เสิ่นเหยียน (หรือบางทีเขาควรจะมีชื่อใหม่ได้แล้ว) เหลือเพียงความคิดสุดท้ายที่ผุดขึ้นมา
“การมาเกิดใหม่อีกรอบนี่... มันทรมานชิบหายเลยแฮะ”