- หน้าแรก
- คู่มือรอดวันสิ้นโลก อาหารนำ ปืนตาม
- บทที่ 6 วิธีใช้งานคลิปเสียงที่ถูกต้อง
บทที่ 6 วิธีใช้งานคลิปเสียงที่ถูกต้อง
บทที่ 6 วิธีใช้งานคลิปเสียงที่ถูกต้อง
บทที่ 6 วิธีใช้งานคลิปเสียงที่ถูกต้อง
ในวันสิ้นโลก สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร?
แน่นอนว่าต้องเป็นเสบียงอาหาร!
แต่นอกเหนือจากเสบียงแล้ว อาวุธก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในช่วงแรกของวันสิ้นโลก ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ซอมบี้ แต่เป็นมนุษย์ด้วยกันเอง
คนไร้ทางสู้ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
ขั้นแรก ตุนเสบียง ขั้นต่อมา ตุนอาวุธ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้!
เจียงโยวจดบันทึกลงในสมุดทีละบรรทัด
อันดับแรกคืออาหาร
ข้าวสาร แป้งสาลี ข้าวโพด แป้งมัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง หมั่นโถว...
เครื่องปรุงรส น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ซอสเต้าเจี้ยวต่างๆ ซอสถั่วเหลือง ซอสหวาน ซอสคลุกข้าว เหล่ากานมา...
ผงปรุงรสรสไก่ ผงชูรส เครื่องเทศ พริก และอาหารกระป๋องประเภทกับข้าว
อาหารที่ให้พลังงานสูงช่วยฟื้นฟูพละกำลังได้อย่างรวดเร็ว จะขาดไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้นพวกช็อกโกแลต ลูกอม สนิกเกอร์ส...
ในเมื่อพอมีกำลังทรัพย์ ของกินเล่นก็ต้องจัดมาให้ครบ หลัวซือฝิ่น หม้อไฟขาเป็ด ล่าเถียว ขาไก่ดองพริก ขาหมู บะหมี่กรอบ บิสกิต เค้ก น้ำอัดลมสารพัดชนิด...
ลดความอ้วนเหรอ?
ฝันไปเถอะ!
แคลอรีสูงเท่ากับพลังงานสูง!
ยารักษาก็จำเป็น หลังวันสิ้นโลก สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดคือยา ยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ ยาห้ามเลือด ยาแก้หวัด...
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสำหรับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ถุงเท้า กางเกง รองเท้า
โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว!
ร้อนยังพอใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นได้ แต่ถ้าหนาวแล้วไม่มีเสื้อผ้าใส่ มีหวังหนาวตายสถานเดียว!
ของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู ครีมอาบน้ำ สบู่ ทิชชู ผ้าอนามัย ผ้าอนามัยแบบสอด...
ในวันสิ้นโลก ผู้หญิงใช้ชีวิตยากลำบากกว่าผู้ชาย เวลามีรอบเดือน กลิ่นเลือดจะล่อซอมบี้เข้ามา แทบจะหนีไม่พ้น
ดังนั้น ผ้าอนามัยแบบสอดจึงดีกว่าแบบแผ่น
เวลาหนีตาย วิ่ง หรือขยับตัวแรงๆ โอกาสซึมเปื้อนน้อยกว่า และแทบไม่มีกลิ่นเลือดเล็ดลอดออกมา
แต่บางครั้งผ้าอนามัยแบบแผ่นก็ใช้พันแผลได้ กันน้ำและกันเชื้อโรคได้ดี ก็ควรเตรียมไว้บ้าง
ส่วนอาวุธ ต้องหาซื้ออาวุธเย็นที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสักหน่อย
อย่างเช่น มีดดาบ หรือหน้าไม้
ส่วนอาวุธปืน ตอนนี้ทุนรอนเธอมีจำกัดและไม่มีช่องทางหาซื้อ จึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
ตอนนี้ครอบครัวลุงย้ายออกไปแล้ว เหลือเธออยู่บ้านคนเดียว
เจียงโยวหยิบเค้กที่กินเหลือจากในตู้เย็นออกมาตักเข้าปากคำโต พลางจดรายการของที่ต้องตุนเพิ่ม
สลับกับเช็กข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อปรับปรุงรายการซื้อของให้สมบูรณ์แบบ
ผ่านไปหนึ่งคืน เธอกลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย
เที่ยงวันต่อมา ลุงของเธอก็รีบนำเงินสินสอดสี่ล้านมาให้ด้วยความกระตือรือร้น พร้อมกับหนังสือสัญญา
ในสัญญาระบุว่า เธอได้รับเงินสินสอดจากตระกูลหวังแล้ว หากผิดคำพูด ต้องชดใช้คืนสองเท่า
เจียงโยวเซ็นชื่อลงไปโดยไม่กะพริบตา
หลี่เทียนหมิงเห็นความเด็ดเดี่ยวของหลานสาวก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วรีบจากไปทันที
สีหน้าท่าทางที่มีพิรุธของเขาแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
ทันทีที่หลี่เทียนหมิงกลับไป เจียงโยวก็ติดต่อนายหน้าเพื่อขายบ้านทันที
ช่วงเที่ยงวันในฤดูร้อน แดดแรงจัดจนแทบเผาไหม้
บนท้องถนนแทบไม่มีผู้คนสัญจร
ภายในสำนักงานนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ พนักงานในชุดเครื่องแบบกำลังตากแอร์คุยกันอย่างสบายใจ
เจียงโยวผลักประตูเข้าไป คนอื่นๆ เห็นว่าเป็นเด็กสาวก็ไม่ได้สนใจ ยังคงคุยกันต่อ
มีเพียงชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปีคนหนึ่งที่รีบเดินเข้ามาต้อนรับ
"น้องสาว หาบ้านแบบไหนอยู่ครับ?
จะซื้อ จะขาย หรือจะเช่า?
เรามีคอนโดเปิดใหม่ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าแค่ห้าร้อยเมตร เดินทางสะดวก เหมาะกับวัยรุ่น..."
นายหน้าหนุ่มคิดว่าเธอมาหาซื้อบ้าน
เขาเป็นเด็กใหม่ รุ่นพี่เคยสอนไว้ว่า
อย่าดูถูกลูกค้าที่เดินเข้ามา ไม่ว่าจะแต่งตัวยังไงหรืออายุเท่าไหร่
ในเมือง A คนแก่ที่กวาดขยะอยู่หน้าบ้าน วินาทีถัดมาอาจจะควักพวงกุญแจออกมาเก็บค่าเช่าตึกก็ได้
ส่วนคนที่แต่งตัวดูดีมีระดับ บางทีอาจจะใช้เงินเดือนชนเดือนก็ได้
"ฉันมาขายบ้านค่ะ"
เจียงโยวหยิบข้อมูลบ้านที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น นายหน้าหนุ่มรีบยิ้มและพยักหน้า "ได้ครับๆ ผมจะทำราคาให้ดีที่สุดเลยครับ!"
"หมู่บ้านจินกัง ชั้นสามตึกแถว สี่ห้องนอน สองห้องนั่งเล่น พื้นที่ร้อยสี่สิบตารางเมตร นี่คือรูปถ่ายและแปลนบ้านค่ะ
ฉันรีบขาย ต้องการเงินสด ราคาขายถูกกว่าท้องตลาดสามหมื่นก็ได้ค่ะ!"
ถ้าเป็นการกู้ซื้อ กว่าจะผ่านขั้นตอนธนาคาร อนุมัติ และโอนเงิน ก็ปาเข้าไปเป็นเดือน ถึงตอนนั้นคงสายเกินแก้
เธอยอมได้เงินน้อยหน่อยดีกว่า
นายหน้าหนุ่มยิ้มพลางยกชามะลิมาเสิร์ฟ
"เชิญนั่งดื่มชาก่อนครับ เดี๋ยวผมเช็กฐานข้อมูลให้ พอดีมีลูกค้าสองสามรายที่อยากได้บ้านแถวนั้นอยู่พอดี"
"หมู่บ้านจินกังอยู่ใจกลางเมือง ถึงจะเป็นโครงการเก่าแต่พื้นที่กว้างขวาง
บ้านร้อยสี่สิบกว่าตารางเมตร ราคาซื้อขายในย่านนี้อยู่ที่เจ็ดล้านถึงเจ็ดล้านห้าแสน
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีบ้านขนาดและชั้นใกล้เคียงกันในหมู่บ้านนั้นขายออกไป
ผมเป็นคนปิดการขายเอง ราคาจบที่เจ็ดล้านสามแสน
แต่หลังนั้นตกแต่งดีกว่า ของคุณพูดตามตรง สภาพเก่าเก็บมากแล้ว
คนซื้อไปต้องรื้อทำใหม่หมด
ถ้าคุณรีบขายและต้องการเงินสด ราคาอาจจะโดนกดลงอีก อาจจะต่ำกว่าราคากลางสักสองสามหมื่นนะครับ"
"ว่าแต่ เรื่องใหญ่ขนาดขายบ้านเนี่ย น้องไม่ต้องกลับไปปรึกษาพ่อแม่หรือผู้ปกครองก่อนเหรอครับ?"
นายหน้ามองเด็กสาวที่ดูยังไงก็อายุไม่ถึงยี่สิบด้วยความเป็นห่วง
เจียงโยวพยักหน้า "ฉันตัดสินใจเองได้ค่ะ โฉนดเป็นชื่อฉัน"
นายหน้าหนุ่มรีบติดต่อลูกค้าหลายรายให้มาดูบ้าน
บ่ายวันนั้น บ้านก็ขายออกไปในราคาเจ็ดล้านบาทถ้วน พร้อมโอนเงินสดทันที
ตกลงกันว่าจะย้ายออกภายในหนึ่งวัน
...
ตกเย็น หลี่อิงเยว่กลับจากงานเลี้ยงรุ่นกำลังจะกลับบ้าน จู่ๆ ก็ได้รับโทรศัพท์
ปลายสายแม่บอกที่อยู่ใหม่ บอกว่าย้ายบ้านแล้ว
ไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นอีก
หลี่อิงเยว่คิดว่าที่บ้านซื้อบ้านใหม่ รอยยิ้มเบิกบานปรากฏบนใบหน้า
เฉินลู่ แฟนหนุ่มถามด้วยความสงสัย
"เยว่เยว่ ทำไมดูมีความสุขจัง? มีเรื่องดีอะไรเหรอ? แล้วเรื่องแต่งงานของเราที่คุยกันคราวที่แล้ว คุณคุยกับแม่หรือยัง?"
หลี่อิงเยว่ยิ้มบางๆ
"แม่เพิ่งโทรมาบอกว่าย้ายบ้าน สงสัยซื้อบ้านใหม่แน่เลย!
แสดงว่ากล่อมเจียงโยวให้แต่งงานสำเร็จ! เสี่ยหวังนี่รวยจริงอะไรจริง!"
เธอหันไปพูดกับเฉินลู่อย่างอ่อนโยน "ไม่ต้องห่วงนะ ฉันรู้ฐานะทางบ้านคุณดี ฉันคบกับคุณเพราะคุณดีกับฉัน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงหน้าเงิน!
รู้ว่าบ้านคุณจน เดี๋ยวฉันกลับไปคุยกับแม่เรื่องที่คุณเคยบอก ท่านน่าจะมีเงินเก็บอยู่หลายแสน
ฉันจะเอามาดาวน์บ้าน แล้วค่อยกู้มาตกแต่ง ไม่เป็นไรหรอกถ้าแม่คุณไม่สบาย แม่ฉันแข็งแรงดี!
วันหน้าเราซื้อบ้านก็เอาใกล้ๆ บ้านฉัน แม่ฉันจะได้ช่วยดูแลคุณป้าได้ ท่านว่างงานอยู่แล้ว
แม่ฉันทำกับข้าวอร่อยนะ เดี๋ยวถึงเวลาคุณก็รู้!"
ดวงตาของเฉินลู่เป็นประกาย ก่อนจะแสร้งทำเสียงรู้สึกผิด "ขอโทษนะเยว่เยว่ เป็นเพราะบ้านผมจนแท้ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะขยันทำงาน วันหน้าจะซื้อวิลล่า ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้คุณ คุณต้องได้อยู่อย่างสุขสบาย!
แต่ในเมื่อบ้านคุณเป็นคนออกเงินค่าบ้าน ผมก็กระดากใจที่จะใส่ชื่อผมลงไปในโฉนด
แต่ถ้าไม่มีชื่อผม แม่ผมต้องรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกแน่ๆ..."
"คิดมากน่า ในเมื่อเป็นบ้านของเรา ก็ต้องใส่ชื่อร่วมกันสิ ฉันจะใจแคบขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"เยว่เยว่ คุณดีที่สุดเลย!"
หลังจากแยกย้ายกับแฟนหนุ่ม หลี่อิงเยว่ยังคงจมอยู่ในความสุขเปี่ยมล้น
แต่เมื่อมาถึงที่อยู่ของ "บ้านใหม่" เธอก็ต้องยืนอ้าปากค้าง
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตึกแถวที่ดูเก่าคร่ำครึยิ่งกว่าอายุเธอเสียอีกจะเป็นบ้านใหม่ของพวกเขา!
พอเข้าไปในบ้าน เธอยิ่งผิดหวังหนักกว่าเดิม
เธอเคยอยู่แต่บ้านของเจียงโยว ถึงจะเก่าแต่ก็กว้างขวางโอ่อ่า
แต่ห้องรูหนูซอมซ่อตรงหน้านี่ พื้นที่รวมกันน่าจะไม่ถึงหกสิบตารางเมตรด้วยซ้ำ
ยิ่งพอรู้ว่าพี่ชายติดหนี้พนัน เงินเก็บทั้งบ้านถูกเอาไปใช้หนี้หมดเกลี้ยง แถมห้องนี้ยังเป็นห้องเช่าอีกต่างหาก
หลี่อิงเยว่สติแตกทันที
"ทำบ้าอะไรกันเนี่ย?! ห้องแคบเท่าแมวดิ้นตายแบบนี้ ใครตดทีนึงคงเหม็นกันทั้งห้อง ฉันจะอยู่ได้ยังไง?"
"แล้วฉันรับปากเฉินลู่ไปแล้วว่าบ้านเราจะออกเงินดาวน์เรือนหอให้ พวกพ่อเอาเงินไปใช้หมดแล้ว แล้วเราจะแต่งงานกันยังไง?!!!"
"ทำไมยะ ลูกสามคน ฉันก็มีสิทธิ์ในทรัพย์สินหนึ่งในสามนะ!
ทำไมเงินทั้งหมดต้องเอาไปประเคนให้พี่ฮ่าวเฉิน? ทำไมเขาต้องมาผลาญเงินส่วนของฉันด้วย!"
หลี่อิงเยว่ทิ้งมาดสาวหวานเรียบร้อย กรีดร้องโวยวายเหมือนคนบ้า
เธอเปิดประตูห้องที่เก๋อชุนฮวาบอกให้เธอนอน แล้วชี้เข้าไป
"แม่ดูสิ ห้องแค่นี้ วางเตียงก็วางตู้ไม่ได้ วางตู้ก็วางเตียงไม่ได้ แล้วจะให้ฉันนอนยังไง?"
จากนั้นเธอก็ชี้หน้าด่าหลี่ฮ่าวเฉินที่นั่งหดหัวอยู่มุมห้องนั่งเล่น สภาพสะบักสะบอม หัวพันผ้ากอซ
"พี่ใหญ่! ถ้าไม่มีปัญญาใช้หนี้ก็ไปตายซะสิ! เอาเงินฉันไปใช้หนี้ทำไม!"
เพียะ!
หลี่เทียนหมิงทนไม่ไหวอีกต่อไป ง้างมือตบหน้าหลี่อิงเยว่อย่างแรง
"ดูสภาพแกตอนนี้สิ ทุเรศสิ้นดี! มีน้องสาวที่ไหนไล่พี่ชายไปตายบ้าง?"
หลี่อิงเยว่ปล่อยโฮเสียงดังลั่น ส่วนหลี่ฮ่าวเซวียนก็เริ่มงอแงจะเอาห้องส่วนตัว ไม่อยากนอนเบียดกับพี่ชาย
หลี่เทียนหมิงได้แต่ปลอบประโลม
"ใจเย็นๆ นี่มันแค่ชั่วคราว เราย้ายออกมาแค่ตบตาเฉยๆ
ตอนนี้เจียงโยวรับเงินไปแล้ว มันกลับคำไม่ได้หรอก
มันเซ็นสัญญาด้วยตัวเอง หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ถ้ามันเบี้ยว เสี่ยหวังไม่ปล่อยมันไว้แน่!
พรุ่งนี้เราก็ย้ายกลับไปได้แล้ว!"
คืนนั้น หลี่อิงเยว่นอนดมกลิ่นอับชื้นในห้อง ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
ทำไม... ทำไมเจียงโยวถึงกล้าไล่ครอบครัวพวกเธอออกมา!
เธออยู่บ้านหลังนั้นมาเป็นสิบปี ทำไมเธอต้องเป็นฝ่ายย้ายออก!
อีกด้านหนึ่ง
เก๋อชุนฮวากับหลี่เทียนหมิงก็นอนคุยกันทั้งคืน
ยังไงเงินก็ได้มาแล้ว ลูกชายก็รอดตายแล้ว
ที่ย้ายออกมาก็แค่เพื่อให้เจียงโยวตายใจ เขาก็จ่ายค่าเช่าห้องนี้ไปแค่เดือนเดียว
ตอนนี้เจียงโยวรับสินสอดไปแล้ว ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
พรุ่งนี้พวกเขาก็ย้ายกลับไปได้
อยู่มาจนชินแล้ว ทำไมต้องย้ายออก?
นังเด็กเมื่อวานซืน คิดเหรอว่าพวกเขาจะไม่กลับไป?
น่าขำสิ้นดี
คืนนั้น ขณะที่หลี่อิงเยว่กำลังจัดโต๊ะเครื่องแป้ง เธอก็พบว่ากำไลข้อมือหายไป
ถึงกำไลวงนั้นจะไม่สวยและดูไร้ราคา แต่ไม่รู้ทำไม ครั้งแรกที่เห็น เธอรู้สึกว่ามันเป็นของเธอ
เธออยากได้มันมาก
เธอจึงไปขอพ่อ
แม้เธอจะใส่กำไลนั้นไม่กี่ครั้ง แต่จำได้ว่าเก็บใส่กล่องไว้ตลอด
แต่จู่ๆ มันก็หายไป
เธอไปถามหลี่เทียนหมิงถึงได้รู้ว่า เพื่อกล่อมให้เจียงโยวตกลงแต่งงาน เขาจึงคืนกำไลให้มันไปแล้ว
เขายังสัญญาว่าจะซื้อกำไลทองให้เธอทีหลัง
ตามหลักแล้ว หลี่อิงเยว่ควรจะดีใจ เพราะกำไลทองแพงกว่าของกระจอกๆ นั่นตั้งเยอะ
แต่เธอกลับรู้สึกแน่นหน้าอกแปลกๆ เหมือนสูญเสียของสำคัญมากไป
และแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งครอบครัวก็มายืนเรียงหน้าสลอนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
เจียงโยวตื่นยังไม่ทันเต็มตา ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่หน้าประตู
"เจียงโยว ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน แน่จริงเปลี่ยนแม่กุญแจ ก็แน่จริงเปิดประตูสิ!"
"อย่ามุดหัวอยู่แต่ในนั้น แน่จริงก็ออกมา!"
"เวรกรรมอะไรของฉัน~
อุตส่าห์อดออมเลี้ยงดูหลานสาวมาจนโต พอปีกกล้าขาแข็งก็ถีบหัวส่งพวกเราทันที~
โธ่ ชีวิตฉัน~"
"เก๋อชุนฮวา หยุดพูดเถอะ เสี่ยวโยวไม่ใช่คนใจดำแบบนั้น แกต้องมีเหตุผลแน่ๆ ที่พูดไปเมื่อวานคงเพราะโกรธเฉยๆ!"
"พ่อ! ป่านนี้พ่อยังจะเข้าข้างนังเนรคุณเจียงโยวอีกเหรอ!"
"..."
ทันทีที่เจียงโยวเปิดประตู ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพาย
เหมือนเช่นเคย หลี่เทียนหมิงรับบทคนดี ส่วนที่เหลือรับบทตัวร้าย
เพื่อนบ้านจำนวนมากเริ่มมามุงดู ซุบซิบนินทา บางคนก็เข้าไปปลอบเก๋อชุนฮวา
เธอยืนกอดอกพิงกรอบประตู มองหลี่เทียนหมิง "นี่มันหมายความว่าไงคะ? รับเงินแล้วย้ายออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? จะกลับคำเหรอ?"
"หมายความว่าไง?"
หลี่ฮ่าวเฉินที่มีผ้ากอซพันหัว มือใส่เฝือก ถลึงตามองเธอ
"นังลูกเนรคุณ แกเพิ่งสี่ห้าขวบพ่อแม่ก็ตาย พ่อแม่ฉันทำงานหนักเลี้ยงดูแกมา แกกินข้าวบ้านฉัน ดื่มน้ำบ้านฉัน พอสอบติดมหาลัยปุ๊บก็จะถีบหัวส่งพวกเรา! แกยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม?"
เพื่อนบ้านต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจียงโยว
"เจียงโยว ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ ถึงบ้านนี้จะเป็นของหนู แต่ลุงกับป้าเขาก็เลี้ยงหนูมาเป็นสิบปี หนูจะทิ้งขว้างเขาแบบนี้ไม่ได้!"
"นั่นสิ จริงอย่างเขาว่า เลี้ยงลูกคนอื่นไม่เชื่องจริงๆ ทำดีไปก็ไลฟ์บอย"
"โบราณเขาว่าไว้ เลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้ มันไว้ใจไม่ได้"
หลี่เทียนหมิงมองเจียงโยวด้วยสีหน้าเจ็บปวด "เสี่ยวโยว ลุงขอโทษ เป็นความผิดของลุงเองที่ห้ามป้าแกไม่ได้"
พูดจบเขาก็กุมหัวนั่งยองๆ ลงด้วยความทุกข์ระทม
หลี่เทียนหมิงเป็นแบบนี้เสมอ แสร้งทำเป็นคนดีตลอดเวลา เพื่อเหลือทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง
เจียงโยวปรายตามองเพื่อนบ้านรอบๆ ที่อ้างความชอบธรรมชี้หน้าด่าทอเธอ
เธอยังไม่มีเวลาไปจัดการคนพวกนี้ แต่ครอบครัวนี้ดันเสนอหน้ามาให้เชือดถึงที่
ถึงเธอจะยังไม่อยากฆ่าพวกมันเร็วขนาดนี้ เพราะจะนำปัญหามาให้
ยังไงซะตอนนี้บ้านเมืองก็ยังมีขื่อมีแป
แต่ถ้าระบายอารมณ์หน่อยก็คงไม่เป็นไร
หลายปีมานี้ เก๋อชุนฮวามักจะอ้างว่าพวกเขาเลี้ยงดูเจียงโยว แม้หลี่เทียนหมิงจะไม่เคยยอมรับตรงๆ เวลาได้ยิน แต่ก็มักจะทำหน้าเหมือนมีเรื่องลำบากใจ
นานวันเข้า หลายคนก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
เมื่อวานเธอไม่ฉีกหน้ากากหลี่เทียนหมิงก็เพราะต้องการได้กำไลคืนมาอย่างราบรื่น
ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องเกรงใจแล้ว เจียงโยวจะไม่ยอมเป็นกระสอบทรายอีกต่อไป
"เลี้ยงดูฉัน? ตลกตายล่ะ! ครอบครัวพวกเขาย้ายเข้ามาได้สิบสามปี ตอนย้ายเข้ามาสภาพเป็นยังไง ฉันเชื่อว่าบางคนยังจำได้ใช่ไหมคะ?
จนกรอบขนาดที่มีเสื้อผ้าเน่าๆ แค่ไม่กี่ชุด
ไอ้สองตัวเล็กนั่นขาดสารอาหารจนตัวเหลืองซีด ส่วนผู้ใหญ่สองคนทำงานตัวเป็นเกลียวหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน สภาพดูไม่ได้เหมือนพวกผู้อพยพ
ดูตอนนี้สิ ลูกสามคนผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ผัวเมียคู่นี้ก็วางมาดผู้ดีในเมือง คงจำสภาพตอนเป็นยาจกของตัวเองไม่ได้แล้วมั้ง!
ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน พวกเขามีปัญญาเสวยสุขแบบนี้เหรอ?"
หลี่อิงเยว่ง้างมือจะตบเธอ "แกพูดบ้าอะไร? นังเนรคุณ!"
เจียงโยวเบี่ยงตัวหลบวูบ ก่อนจะตวัดมือตบสวนกลับไปรวดเดียวนับสิบที ฟาดเข้าที่แก้มทั้งสองข้างสลับกัน
สมมาตรเป๊ะ
ใบหน้าของหลี่อิงเยว่บวมเป่งเป็นหัวหมู เธอยืนงงทำอะไรไม่ถูก หูอื้อตาลายไปหมด
"หุบปาก! แกไม่มีสิทธิ์พูด!"
เจียงโยวพูดเสียงเย็น "หลายปีมานี้ สองผัวเมียนี่ไม่เคยออกไปทำงาน เกาะคนอื่นกินอยู่ที่บ้าน คิดว่าเงินที่กินที่ใช้มันมาจากไหนกันฮะ?!"
เพื่อนบ้านหันไปมองหลี่เทียนหมิงและเมียด้วยความงุนงง
หลี่เทียนหมิงและเก๋อชุนฮวาหน้าถอดสี เจียงโยวหมายความว่ายังไง?
หรือว่าเธอรู้เรื่องเงินชดเชยแล้ว?
พวกเขากำลังจะอ้าปากห้าม
แต่สายไปเสียแล้ว
"พวกเขาเอาเงินชดเชยของพ่อแม่ฉันมาถลุง! พ่อแม่ฉันเสียชีวิตจากโรงงานระเบิด เถ้าแก่เซ็นสัญญาจ่ายค่าชดเชย ตอนนั้นฉันยังเด็ก กลัวว่าได้เงินก้อนใหญ่ทีเดียวจะมีภัยมาถึงตัว
เลยระบุให้ฉันได้รับเดือนละสามหมื่นหยวนเป็นค่าครองชีพจนกว่าจะอายุครบสิบแปด
หลายปีมานี้ พวกเขาผลาญเงินค่าชีวิตพ่อแม่ฉัน อยู่บ้านฉัน ใช้เงินฉัน แล้วยังมีหน้ามาทวงบุญคุณว่าเลี้ยงดูฉัน!
ครอบครัวนี้ต่างหากที่เป็นปรสิตตัวจริง! ขยะหน้าไม่อาย!"
"เจียงโยว! แกพูดเพ้อเจ้อ!"
เก๋อชุนฮวาตาทั้งสองข้างแดงก่ำ พุ่งเข้ามาหมายจะขย้ำเธอ
เจียงโยวเงื้อมมือตบฉาดใหญ่อีกสองที "เพ้อเจ้อหรือไม่เพ้อเจ้อ รู้อยู่แก่ใจ!"
หลี่ฮ่าวเฉินพุ่งเข้ามาจะทำร้ายบ้าง แต่เจียงโยวเตะเปรี้ยงเข้าที่เฝือกจนหักกระจุย
กร๊อบ~
"อ๊าก!!!! มือฉัน!!!"
เฝือกที่แขนหลี่ฮ่าวเฉินกระเด็นหลุด กระดูกมือบิดงอผิดรูป เห็นได้ชัดว่าหักซ้ำสอง
หลี่ฮ่าวเซวียนถ่มน้ำลายใส่เธอ "นังคนเลว! นังขี้งกเนรคุณ! แม่พูดถูก แกมันก็แค่ขอทาน!"
ยังไม่ทันที่เจียงโยวจะง้างมือ หลี่เทียนหมิงก็รีบลากหลี่ฮ่าวเซวียนกลับไป ตะครุบปากลูกชายไว้แน่น
เพื่อนบ้านกำลังดูละครฉากเด็ดจนไม่อยากจะไปไหน ป้าคนหนึ่งถึงกับกลับไปหยิบเมล็ดแตงโมมากำมือหนึ่ง
"อากาศร้อนนะ กลับไปเปิดแอร์ที่บ้านกันเถอะ"
เจียงโยวบอกทุกคน พลางยื่นมือไปคว้าคอเสื้อหลี่อิงเยว่ที่ยืนเหม่อลอยเพราะโดนตบไปสิบกว่าที แล้วเหวี่ยงเข้าไปในบ้าน
จากนั้นก็หันไปมองคนที่เหลือ "อะไร ยังอยากให้ฉันแฉต่อหน้าบ้านอีกไหม?"
เห็นดังนั้น คนที่เหลือจึงเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าที่หลากหลาย
หลี่เทียนหมิงและเก๋อชุนฮวาสบตากัน เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องพูด
ข้างนอกคนเยอะเกินไป ลงมือไม่สะดวก แต่ในเมื่อเจียงโยวรนหาที่ตาย เปิดประตูรับพวกเขาเข้ามาเอง งั้นพวกเขาก็จะไม่เกรงใจแล้ว
พวกเขามีกันห้าคน ต่อให้ตัดคนเจ็บอย่างหลี่ฮ่าวเฉินและเด็กอย่างหลี่ฮ่าวเซวียนออกไป ก็ยังมีผู้ใหญ่ตั้งสามคน
ส่วนเจียงโยวก็แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว
สามรุมหนึ่ง
ในเมื่ออยากตายนัก พอปิดประตูแล้ว พวกเขามีวิธีจัดการกับเธอีกเพียบ!
เดี๋ยวจะทำให้รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของสังคม
ดูเหมือนที่ผ่านมาพวกเขาจะใจดีเกินไป จนทำให้เธอกำเริบเสิบสาน คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ด้วยตัวคนเดียวงั้นเหรอ?
ฝันกลางวันชัดๆ!
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่เทียนหมิงเลิกเสแสร้ง เขาเดินรั้งท้ายด้วยใบหน้าเย็นชา จัดการปิดประตูและล็อกกลอนอย่างรอบคอบ
จากนั้นครอบครัวห้าคนก็จ้องมองเจียงโยวด้วยสายตาอำมหิต เตรียมจะใช้กำลังบังคับให้เธอยอมให้พวกเขาอยู่ที่นี่ต่อ
ยุคสมัยนี้ การจัดการเด็กผู้หญิงคนเดียวมันง่ายจะตาย
หลี่เทียนหมิงทิ้งคราบคนใจดี เอ่ยเสียงเย็น
"เจียงโยว ถึงพวกเราจะใช้เงินชดเชยของพ่อแม่แก แต่หลายปีมานี้พวกเราก็ดูแลแกไม่มากก็น้อย ไม่งั้นเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวคงตายไปแล้วไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เอาล่ะ ในฐานะลุง ฉันไม่อยากถือสาหาความเด็ก เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วไป
ขอโทษที่ทำตัวไม่น่ารัก แล้วพวกเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิม"
หลี่อิงเยว่ได้สติกลับมาแล้ว แก้มของเธอบวมเป่ง เลือดกำเดายังไหลไม่หยุด สภาพดูไม่ได้
เธอจ้องเจียงโยวด้วยความเคียดแค้น "กำไลนั่นฉันใส่มาตั้งหลายปี มันเป็นของฉัน เอาคืนมานะ! นังแพศยา กล้าดียังไงมาขโมยของฉัน? ทำไมตอนนั้นแกไม่โดนระเบิดตายไปพร้อมพ่อแม่แกนะ!"
เจียงโยวหมุนตัวเตะเข้าที่ท้องจนเธอล้มคว่ำ
"ฉันเหยียบโลกใบนี้มาสิบกว่าปียังไม่กล้าอ้างว่าเป็นเจ้าของเลย แกใส่กำไลแค่ไม่กี่ปีสะเออะมาตู่ว่าเป็นของแก? นังขยะหน้าด้าน
คิดว่าเป็นเนื้องอกเหรอ? งอกบนตัวแกแล้วจะเป็นของแกน่ะ!"
จากนั้นก่อนที่เธอจะทันได้เถียง เจียงโยวสับสันมือเข้าที่ต้นคอของเธออย่างรวดเร็ว
หลี่เทียนหมิงพุ่งเข้ามาพร้อมง้างหมัด แต่เจียงโยวแค่สะบัดมือตบหน้าเขาไปหลายที แล้วคว้าแจกันบนโต๊ะข้างๆ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หัวเขาเต็มแรง
เลือดสดๆ ไหลอาบหน้าหลี่เทียนหมิง ภาพเบื้องหน้ามืดดับแล้วเขาก็สลบเหมือด
เก๋อชุนฮวา "กรี๊ด!!! ฉันจะฆ่าแก!!"
เจียงโยวหยิบขวดไวน์อีกลูกขึ้นมาฟาดลงไปอย่างไร้อารมณ์
เพล้ง! เก๋อชุนฮวาร่วงลงไปกองกับพื้น
เห็นทั้งสามคนสลบนิ่งไม่รู้เป็นตายร้ายดี หลี่ฮ่าวเฉินมองเจียงโยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ยะ... อย่าเข้ามานะ!!!!"
เขาหันหลังพยายามจะวิ่งหนีออกไป ไม่สนใจน้องชายตัวเองด้วยซ้ำ
แต่พอไปถึงประตู กลับพบว่าประตูหน้าถูกล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
เจียงโยว นังปีศาจ มันล็อกประตูขังพวกเรา!!!
นี่มันกะจะปิดประตูตีแมวเหรอ?
เจียงโยวคว้ากระทะฟาดลงไปเต็มแรง
ผัวะ!
"เอาล่ะ ทีนี้ก็เหลือแค่แก..."
เจียงโยวหันไปมองคนเดียวที่ยังยืนอยู่ หลี่ฮ่าวเซวียน ยิงฟันขาวแสยะยิ้มดูคล้ายคนโรคจิต
"นะ... นังป้าใจร้าย ป้าตีผมไม่ได้นะ แม่ผมจะตีป้าให้ตายเลย!"
"ใช่ ฉันมันใจร้าย ต้องกินหัวใจกินปอดเยอะๆ จะได้หายใจร้าย ได้ยินว่าหัวใจเด็กเนื้อนุ่มที่สุด..."
"อ๊ากกกกกกก!!"
หลี่ฮ่าวเซวียนตาเหลือก ฉี่ราดกางเกง กลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว ก่อนจะช็อกหมดสติไป
เจียงโยวเดินไปที่หน้าต่างมองลงไป รถเก๋งสีขาวจอดสนิทอยู่ใต้แสงไฟถนน
เธอใช้เชือกมัดพวกมัน หาหลอดไฟมายัดปาก จากนั้นก็ยัดใส่กระสอบปุ๋ย ตามช่องว่างก็ยัดเสื้อผ้า หม้อไหจานชาม กระทะ และของแข็งอื่นๆ ลงไปจนแน่น
ทำให้ดูไม่ออกเลยว่าข้างในเป็นคน กลายเป็นกระสอบตุงๆ บวมๆ
จากนั้นก็ค้นกุญแจรถจากตัวหลี่เทียนหมิง
เสร็จแล้วเธอก็เรียกแอปจ้างคนขนของ
"ฮัลโหลค่ะ ต้องการคนช่วยขนของขึ้นรถค่ะ ใช่ๆ ของแตกหักง่าย รถจอดอยู่ข้างล่าง
ขอสองคนนะคะ โอเคค่ะ ที่อยู่คือ..."
เจียงโยวใช้ไม้ถูพื้นถูทำความสะอาดคราบเลือดบนพื้น
ไม่กี่นาทีต่อมา คนขนของก็มาถึง
เป็นชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่ง
ทั้งสองมองกระสอบปุ๋ยใบใหญ่หลายใบบนพื้น แล้วช่วยกันจับคนละด้านยกขึ้น
พอยกกระสอบ ถ้วยชามตะเกียบข้างในก็ส่งเสียงกระทบกันกริ๊กกราก
สีหน้าที่ผ่อนคลายของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขากัดฟันขณะยกกระสอบขึ้นจากพื้น
"โห น้องสาว กระสอบหนักเอาเรื่องเลยนะเนี่ย ฟังจากเสียงนี่ขนหม้อไหกะละมังมาหมดครัวเลยใช่ไหม?"
หญิงสาวค้อนใส่เขา "รู้อะไรบ้าง? นี่เขาเรียกว่ารู้จักใช้ชีวิต! ถ้าไม่ขนไป ไปถึงที่ใหม่ก็ต้องเสียเงินซื้อใหม่อีก! คราวก่อนย้ายบ้าน ฉันไม่ได้เอาหม้อดินเผามาไม่กี่ใบ เสียดายจนถึงทุกวันนี้!"
เจียงโยวส่งยิ้ม "ประหยัดในที่ที่ควรประหยัด จ่ายในที่ที่ต้องจ่ายค่ะ"
ระหว่างที่กำลังขนของลงไปข้างล่าง ป้าข้างบ้านก็เปิดประตูออกมานั่งแทะเมล็ดแตงโม
"เจียงโยว ทำอะไรน่ะ?"
เจียงโยวพวกก้มหน้า เสียงเศร้าสร้อย "ลุงกับป้าบอกว่าพี่ชายจะแต่งงาน เลยให้หนูย้ายออกค่ะ..."
ป้าข้างบ้านถุยเปลือกเมล็ดแตงโมลงพื้น
"ป้าบอกแล้ว ว่าหนูสู้เขาไม่ได้หรอก น่าสงสารจริงๆ"
ปากพูดเห็นใจ แต่แววตาเต็มไปด้วยความสมน้ำหน้า
เจียงโยวไม่ต่อปากต่อคำ ทำหน้า "เจ็บปวดรวดร้าว" เดินตามคนขนของลงไป
เธอเปิดฝากระโปรงท้ายรถ พับเบาะหลังลง แล้วให้ทั้งสองคนช่วยขนกระสอบทั้งหมดเข้าไป
มีทั้งหมดห้ากระสอบ สี่ใบใหญ่ หนึ่งใบเล็ก ยัดเข้าไปเต็มรถพอดีเป๊ะ
จากนั้นเธอก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังไซต์งานก่อสร้างอาคารร้างบนภูเขาที่ห่างไกล
ที่นี่ตั้งอยู่ในป่าเขานอกเมือง
เดิมทีเป็นโครงการวิลล่าหรู แต่หยุดก่อสร้างไปหลายปีแล้ว และถูกทิ้งร้างมาตลอด
เจียงโยวขับรถฝ่าดงหญ้าที่สูงท่วมเอว เข้าไปจนถึงส่วนลึกที่สุด
พื้นดินในอาคารร้างขรุขระ รถโยกไปมา ทำให้คนในกระสอบเริ่มรู้สึกตัวตื่น
กระสอบปุ๋ยเริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปทรงตามการดิ้นรนของคนข้างใน
เจียงโยวเหลือบมองกระจกมองหลังแล้วขับลึกเข้าไปเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากหลี่เทียนหมิงตื่นขึ้น เขาก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าตัวเองถูกมัด
ในปากมีอะไรบางอย่างอุดอยู่ ทำให้พูดไม่ได้เลย
รอบด้านมืดสนิท นี่เขาอยู่ในกระสอบเหรอ?
เขากำลังถูกพาไปที่ไหนสักแห่งที่โยกเยกไปมา ในหัวพลันนึกถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสยองขวัญจากรายการกฎหมายที่เคยดู
เขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
"อื้ออื้ออื้อ!!!"
"อื้ออื้อ!!"
รอบๆ มีเสียงคนอื่นที่ถูกมัดอยู่เหมือนกัน เขาได้ยินเสียงครางอู้อี้
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
เจียงโยว!
ใช่แล้ว คนสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนสลบคือเจียงโยว
ต้องเป็นนังเด็กเวรนั่นแน่ๆ มันจะทำอะไร?
มันจะฆ่าปิดปากเหรอ?!
มันต้องวางแผนจะเอาพวกเขาไปขายไตที่ชายแดนแน่ๆ!
เขาอายุขนาดนี้แล้ว คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่เป็น ไม่มีค่าอะไร คงโดนควักไตขายอย่างเดียว
หลี่เทียนหมิงดิ้นพราดๆ ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่ารถหยุดนิ่ง
ปัง!
เสียงปิดประตูรถดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูท้ายรถ
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้
เจียงโยวแก้ปากกระสอบทีละใบ
"ยังไม่ออกมาอีกเหรอ? ฉันรู้นะว่าตื่นกันหมดแล้ว ออกมาเองซะดีๆ"
กระสอบของหลี่เทียนหมิงถูกแก้เป็นใบแรก
ตามมาด้วยคนอื่นๆ ข้าวของในกระสอบถูกเทกระจาดออกมา จานชามแตกกระจาย
คนทั้งกลุ่มตะเกียกตะกายลงมาจากรถ แขนถูกมัดไขว้หลัง ปากถูกยัดด้วยของแข็ง
ขยับตัวลำบากยากเข็ญ
เมื่อหลี่เทียนหมิงเห็นเจียงโยว คราบคนใจดีผู้ซื่อสัตย์ก็มลายหายไปสิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึงน่ากลัว
หลี่อิงเยว่เองก็มองเจียงโยวด้วยสายตาอาฆาต แก้มสองข้างป่องออก พูดอะไรไม่ได้
ต่างคนต่างมองหน้ากัน ทุกคนมีหลอดไฟยัดคาปาก ปากฉีกกว้างจนสุด
ยังไม่ทันจะยืนทรงตัวได้มั่น เจียงโยวก็ดึงไม้หน้าสามออกมาจากด้านหลังด้วยรอยยิ้ม
เธอพูดกลั้วหัวเราะ "คุณลุงคุณป้า ปกติปากเก่งกันจัง ทำไมตอนนี้เงียบกริบล่ะคะ?"
เธอเดินเข้าไป ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของพวกมัน เธอฟาดไม้เข้าที่ปากของหลี่เทียนหมิงเต็มแรง
เพล้ง!
หลอดไฟในปากแตกละเอียด เศษแก้วเต็มปากหลี่เทียนหมิง แทบจะฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น
เศษแก้วคมกริบระเบิดในช่องปาก
หลี่เทียนหมิงไม่กล้าขยับลิ้น ได้แต่อ้าปากค้าง กรีดร้องโหยหวน
คนอื่นๆ เห็นภาพสยดสยองตรงหน้าก็พากันถอยกรูด
แต่ยังไม่ทันได้หนี เจียงโยวก็ตามไปแจกไม้หน้าสามให้คนละที
เน้นความยุติธรรม
ทุกคนเลือดกบปาก จ้องมองเจียงโยวด้วยความสยดสยอง อยากจะหนีแต่มือถูกมัด ขยับนิดเดียวไม้หน้าสามก็หวดลงมาทันที
น้องเล็กสุด หลี่ฮ่าวเซวียน เพิ่งจะตื่น ดิ้นออกมาจากรถ เห็นภาพตรงหน้าก็เป็นลมล้มพับไปอีกรอบ
เจียงโยวเดินไปหาหลี่เทียนหมิงแล้วนั่งยองๆ
"ลุงที่รักคะ รู้ไหม แต่ก่อนฉันเชื่อลุงจริงๆ นะ ว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลุงเป็นลุงที่ดีที่สุดในโลกสำหรับฉัน...
แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าเราเหมือนคนครอบครัวเดียวกันมากกว่าเดิมอีก เลือดเย็นเหมือนกันเด๊ะ ลุงว่าไหม?"
"ไม่ต้องสั่น ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ฆ่าลุงหรอก แค่อยากระบายอารมณ์หน่อย
ขืนลุงตาย คุณตำรวจก็ต้องสงสัยฉันเป็นคนแรกสิ"
หลี่เทียนหมิงจ้องเขม็ง เลือดไหลออกจากมุมปากไม่หยุด ลิ้นถูกแก้วบาดจนพรุน พูดไม่ได้สักคำ และไม่กล้าพูดด้วย
ขยับปากทีก็เจ็บเจียนตาย
เศษแก้วแตกจากหลอดไฟทั้งบางและคม บาดลึกเข้าไปในเนื้อ ทรมานสุดขีด
นังเด็กเวรนี่มันคิดวิธีกรมานอำมหิตแบบนี้ได้ยังไง?!
เขามองเจียงโยวด้วยความหวาดกลัว กลิ่นคาวปัสสาวะโชยออกมาจากช่วงล่าง กางเกงเปียกชุ่ม
"คุณลุง ตื่นได้แล้วค่ะ ส่วนรถเนี่ย ฉันขับไปนะ
เดี๋ยวพวกลุงเรียกรถกลับลงเขาไปเองนะ เร็วจะตาย ถ้าไม่ไหวก็ยังมีโทรศัพท์นี่นา!"
"อ้อ ถ้าอยากแจ้งตำรวจ ฉันยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ค่ะ
แต่ถ้าฉันโดนจับ คนที่อยากตายที่สุดจะเป็นพวกคุณนะ
เงินเสี่ยหวังเนี่ย ไม่ใช่ว่าจะเอาไปใช้ง่ายๆ หรอกนะ"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่าลุงอยากจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือจะปล่อยให้ฉันระบายแค้น แล้วเราต่างคนต่างอยู่กันอย่างสงบสุข?
ยังไงซะ ถ้าฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลหวัง ก็ต้องมีเรื่องให้ไหว้วานกันบ้าง
ถึงตอนนั้น บางทีลุงอาจจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆๆๆ!!"
เปลือกตาของหลี่เทียนหมิงกระตุกรัว ใบหน้าบิดเบี้ยวหนักกว่าเดิม
เจียงโยวรู้ทันเขา เธอล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงของหลี่เทียนหมิง เปิดหน้าจอขึ้นมา และก็เป็นอย่างที่คิด มันกำลังบันทึกเสียงอยู่
"คุณลุง รอบคอบเหมือนเดิมเลยนะคะ
ไม่เป็นไร เก็บไฟล์เสียงไว้เถอะ เอาไว้แบล็กเมลฉันวันหลัง
วันหน้าฉันเป็นสะใภ้ตระกูลหวัง ขาดอะไรก็คงไม่ขาดเงินหรอก!
ฮ่าๆๆๆๆๆ!!
ลุงคะ ฉันรอให้ลุงมาไถเงินอยู่นะ
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ลุงเป็นคนฉลาด
ลุงรู้น่าว่าจะใช้ไฟล์เสียงนี้ทำกำไรสูงสุดยังไง~"
มองดูหญิงสาวคว้ากุญแจรถแล้วเดินจากไปอย่างผู้ชนะ สายตาอาฆาตแค้นของพวกเขาแทบอยากจะแล่เนื้อเธออกมาเป็นชิ้นๆ!
...
ที่โรงพยาบาล ในที่สุดทั้งกลุ่มก็จัดการคีบเศษแก้วออกจากปากจนหมด แล้วเดินออกมา
หลี่ฮ่าวเฉินพูดอย่างเดือดดาล
"พ่อ! นังบ้านี่มันบ้าไปแล้ว!
แจ้งตำรวจเถอะ!
มันจับเรามัดแล้วซ้อมปางตายขนาดนี้ ผิดกฎหมายชัดๆ!"
"ใช่ๆ แจ้งตำรวจ อย่าปล่อยมันไว้!
ถ้ามันมีประวัติอาชญากรรม คอยดูซิว่ามันยังจะเข้ามหาลัยได้อีกไหม!"
หลี่อิงเยว่และเก๋อชุนฮวาก็พยักหน้าเห็นด้วย
"แจ้งพ่อแกสิ!"
หลี่เทียนหมิงตะคอก พอโมโหเลือดก็กลบปากอีก
เขากุมปาก มองลูกๆ ด้วยสายตาผิดหวังระคนสมเพช
"ไอ้พวกโง่!
ขืนแจ้งตำรวจ ลูกชายเสี่ยหวังจะได้แต่งงานราบรื่นในอีกหนึ่งเดือนไหม?
อย่าลืมว่าเรารับสินสอดมาตั้งสองล้าน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปคืน?
เงินก็เอาไปใช้หนี้ให้พวกแกหมดแล้ว!
เสี่ยหวังนั่นไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้ ถ้าติดหนี้มัน แขนขาคงไม่พอให้ตัด คงโดนควักไตขายแน่!"
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโห "นังเด็กเวรนั่นมันรู้อยู่แล้ว มันถึงกล้าทำกับเราแบบนี้!"
บ้าเอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งแค้น!
แต่นังเด็กนั่นพูดถูก ถ้าทำให้เรื่องของเสี่ยหวังเสียการ พวกเขาจะไม่มีใครได้อยู่ดีมีสุขแน่
ดวงตาของหลี่เทียนหมิงแดงก่ำด้วยความโกรธ
เขาประมาทไป ไม่น่ารีบให้เงินเจียงโยวแล้วยอมให้มันย้ายออก นังเด็กนั่นต้องวางแผนไว้แต่แรกแล้วแน่ๆ!
"แต่ถึงมันจะทำกร่างแค่ไหน มันก็ยังกลัวติดคุกไม่ใช่เหรอ?
มันถึงไม่กล้าลบคลิปเสียง ทิ้งหลักฐานไว้ในมือฉัน เพราะกลัวฉันแจ้งตำรวจไง!
มันพูดถูก พอแต่งเข้าบ้านตระกูลหวัง มีคลิปเสียงนี้ ครอบครัวเราก็สบายไปทั้งชาติแล้ว!"
"งั้นเราก็ต้องยอมโดนซ้อมฟรีเหรอ? ปากหนูฉีกหมดแล้วเนี่ย!"
หลี่อิงเยว่พูดด้วยขอบตาแดงก่ำ ไม่ยอมจำนน
หลี่เทียนหมิงตวาด "แกอยากจะแจ้งตำรวจตอนนี้เพื่อระบายอารมณ์?!
หรือจะเก็บมันไว้ แล้ววันหลังค่อยเอาคลิปไปขู่เอาเรือนหอให้ตัวเอง?!
ตระกูลหวังรวยจะตายไป!"
หลี่อิงเยว่นึกถึงตัวเองกับแฟนที่ยังไม่มีเรือนหอ เพื่อความรัก เธอทำได้เพียงกัดฟันทนเจ็บปาก
"งั้นหนูเอาห้องชุดขนาดใหญ่ ต่ำกว่า 180 ตารางเมตรหนูไม่เอานะ!"
คนอื่นๆ ก็เงียบเสียงลง
เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า พวกเขาเลือกที่จะอดทน
เจียงโยวอ่านเกมของหลี่เทียนหมิงขาด เธอจึงยอมให้เขาบันทึกเสียง ปล่อยให้เขาถือสิ่งที่คิดว่าเป็นไพ่ตาย เชื่อว่าสามารถควบคุมเธอได้ไปตลอดชีวิต
คนพวกนี้ยังตายไม่ได้
ถ้าครอบครัวหลี่เทียนหมิงตาย เธอจะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
เธอจะกลายเป็นจุดสนใจทันที ซึ่งจะส่งผลเสียต่อแผนการตุนเสบียงของเธออย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง หลี่เทียนหมิงกุมปาก ในที่สุดก็เข้าใจคำว่า น้ำท่วมปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลี่เทียนหมิงถึงขั้นวางแผนในหัวแล้วว่าจะใช้คลิปเสียงนี้ปูทางสู่อนาคตอย่างไร
ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ พวกเขาจะไม่มีวันมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ได้ใช้คลิปเสียงนั้นรีดไถเงิน
ถึงเวลานั้น คลิปเสียงนั่นคงมีค่าแค่เอาไว้เปิดให้ซอมบี้ฟังเล่นเท่านั้น