เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39

บทที่ 39

บทที่ 39


บทที่ 39

“ทักษะฝึกระดับธรณีหรือ?” ดวงตาของสวี่ล่ายเบิกกว้างเล็กน้อย แม้ตัวเขาจะครอบครองทักษะฝึกระดับธรณีอยู่เช่นกัน แต่ก็ยังอดสนใจไม่ได้

เพราะสิ่งที่เรียกว่าทักษะฝึกระดับธรณี มันมักจะปรากฏในระดับนิกายใหญ่เท่านั้น

ดังนั้นงานประมูลครั้งนี้ คงแก่งแย่งกันจนเกิดพายุนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน

“โฮ โฮ่  เอาหล่ะ เราผู้เฒ่าจะไม่ถ่วงเวลาของทุกท่าน แต่ก่อนเริ่มประมูลสมบัติตกทอดจากบรรพชน ตามปกติแล้วต้องมีอาหารเรียกน้ำย่อยก่อน”

ปรมาจารย์ฟางเพิ่งพูดจบ หลายคนในงานประมูลที่ลุกขึ้นยืนเพราะประโยคครึ่งท่อนแรก พอฟังท่อนหลังก็สะดุดขาตัวเองล้มครืนทันที

ปุก ปุก โครม...

“ไอ้หยา……”

“เรียกน้ำย่อยแม่เจ้า!”

“ตาแก่อย่ามาแกล้งกันนะ! พวกเรารอมาตั้งครึ่งค่อนวัน ตอนนี้เบื่ออาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว”

“พัฟฟ!” สวี่ล่ายอดหัวเราะไม่ได้ ไม่คาดหวังว่าปรมาจารย์ฟางผู้นี้จะตลกขนาดนี้! ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลานซินฝีปากดีมาก ที่แท้ก็ได้ลูกเล่นมาจากอาจารย์นี่เอง

“โฮะ โฮ่ ทุกท่านโปรดสงบใจ ไม่ต้องกังวล! ที่ทำแบบนี้ก็เพราะในเมื่อมันคือสมบัติตกทอดจากบรรพชน เช่นนั้นแน่นอนว่าพวกเราต้องเก็บมันไว้ในตอนท้าย”

ปรมาจารย์ฟางพูดจบ ก็ปรบมือเบาๆ อีกสองสามครั้ง

แป๊ะ แปะ!

สาวใช้อีกกลุ่มเดินเข้ามาในงาน

“ถัดไป มาดูกันก่อนว่ามีอาหารเรียกน้ำย่อยอะไรให้ทุกท่านได้ลิ้มลองบ้าง” ปรมาจารย์ฟางพูดพร้อมกับยกผ้าไหมสีแดงขึ้น บนถาดเงินกระพริบไปด้วยแสงงดงามหลายสาย

“เอ๊ะ อันนั่นมัน...?”

“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นสมบัติชิ้นนี้”

“หรือนี่จะเป็น......”

ปรมาจารย์ฟางยิ้มเล็กน้อย “ดูท่าเราผู้เฒ่าไม่จำเป็นต้องแนะนำ สหายหลายท่านก็ล่วงรู้แล้ว ถูกต้อง นี่คือผลงานชิ้นเอกของผู้เชี่ยวชาญค่ายกลประสานวิญญาณ : หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณ!”

“เป็นอย่างที่คิด ...”

“มันคือหินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณจริงๆ”

เวลานี้สวี่ล่ายผุดยิ้มเล็กน้อย “ในที่สุดก็ถึงคราวสมบัติข้า”

“หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณในมือเราผู้เฒ่ามีทั้งสิ้นสามก้อน หนึ่งผนึกสัตว์ปีศาจหมาป่ายักษ์ระดับ 1 ขั้นสูงสุด , หนึ่งผนึกเม่นหางลูกศรระดับ 1 ขั้นสูง และสุดท้ายผนึกแรดฟันฉลามระดับ 2 ขั้นกลาง”

ปรมาจารย์ฟางยกหนึ่งในนั้นขึ้นมา แล้วบีบแรงๆ

ติ๊ง!

รัศมีแสงวิญญาณสว่างวาบ ค่ายกลดาวหกแฉกก่อตัวขึ้นข้างปรมาจารย์ฟางอย่างรวดเร็ว

กรร~!

พร้อมกับเสียงคำราม หมาป่ายักษ์ยาวกว่าสิบอิงฉื่อพุ่งออกมา

“หมาป่ายักษ์เงาขั้นสูงสุด พลังรบของมันเทียบได้กับผู้ชำนาญการต่อสู้ในขอบเขตรวมวิญญาณ แถมยังใช้ซ้ำได้อีกจนกว่าปราณวิญญาณบนหินประสานค่ายกลจะหมดลง”  ปรมาจารย์ฟางขยับมืออย่างไม่เป็นทางการ รัศมีแสงวิญญาณของหมาป่ายักษ์สลายไป รวมกันเป็นหินประสานค่ายกลอีกครั้งและบินกลับมาที่ฝ่ามือเขา

“ในการสู้ตัวต่อตัวบนสังเวียนประลอง หากท่านมีสัตว์ปีศาจเช่นนี้ในครอบครอง ผลลัพธ์การต่อสู้แทบไม่ต้องกังวลเลย”

แม้ว่าปรมาจารย์ฟางไม่ได้มีทักษะฝีปากที่เกินจริงเหมือนหลานซิน แต่คำง่ายๆ สองสามคำที่เขาพูด มันให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เหมือนได้กลับมาคุยกับคนที่บ้าน

“เอาล่ะ เวลามีจำกัด หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณหมาป่ายักษ์ระดับ 1 ขั้นสูงสุด ราคาเริ่มประมูลคือ 1,000 หินดวงดาวขั้นต้น เริ่มประมูลได้”

“1,100 หินดวงดาว!”

“1,500!”

“ข้าให้ 2,000...!”

การประมูลเป็นไปอย่างร้อนแรง สวี่ล่ายเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ราคาก็ไล่สูงขึ้นมากกว่า 6,000!

หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณระดับ 1 ขั้นสูงสุด มีค่ามากกว่าอาวุธสมบัติชั้นยอดอย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดแล้วในสนามรบ การมีหินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณในครอบครอง มันจะช่วยชีวิตท่านได้แน่นอน

“ข้าจะเสนอหินดวงดาว 7,500 ก้อน!”

สวี่ล่ายหันศีรษะมอง เห็นเพียงชายอ้วนคนหนึ่งลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นและเสนอราคา

“7,500 หินดวงดาวครั้งที่หนึ่ง!”

“ครั้งที่สอง ......”

ป้าง!

“จบประมูล! ขอแสดงความยินดีกับสหายผู้นี้ด้วย”

“เยี่ยมไปเลย!” ชายอ้วนพูดอย่างตื่นเต้น แทบรอไม่ไหวที่จัตรงเข้าไปจ่ายเงิน

“ข้ารวยแล้ว! หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณระดับ 1 ขายได้ราคา 7,500 เช่นนั้นแสดงว่าระดับ 2 ต้องขายได้มากกว่า 10,000 ถูกไหม?  นั่นราคาพอๆกับอาวุธระดับสมบัติชั้นยอดในมือข้าเลย!”

ในความเป็นจริง สวี่ล่ายยังไม่เข้าใจความหมายของเรื่องนี้ แม้ผู้ชำนาญการต่อสู้จะแก่กล้าแค่ไหน มีอาวุธคู่กายที่ดีเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์หนึ่งต่อสอง พวกเขายังถือว่าเสียเปรียบอยู่สามส่วน ฉะนั้นหากมีหินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณในมือ สถานการณ์ก็จะกลายเป็นสองต่อสอง มีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก”

“เอาล่ะ มาดูกันต่อไป หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณเม่นหางลูกศรระดับ 1 ขั้นสูง ...”

เวลาผ่านไป หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณที่เหลืออยู่สองก้อนถูกประมูลออกอย่างรวดเร็ว

หินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณเม่นหางลูกศรระดับ 1 มันถูกขายในราคา 5,800 หินดวงดาว ส่วนแรดฟันเลื่อยระดับ 2 มีราคาสูงถึง 14,000!

สวี่ล่ายลอบสังเกตอย่างระมัดระวัง และเมื่อพบว่า ‘นายน้อย’ ที่เคยเสนอราคาแย่งอาวุธระดับสมบัติชั้นยอดกับเขาก่อนหน้านี้ก็เสนอราคาเช่นกัน ตนจึงอดผสมโรงร่วมประมูลด้วยไม่ได้

สวี่ล่ายเติมเชื้อไฟแข่งเสนอราคากับเขา แล้วสุดท้ายแสร้งทำเป็นหินดวงดาวในมือไม่พอ ยอมปล่อยด้วยความเกลียดชัง

และสุดท้ายหินประสานค่ายกลเรียกวิญญาณระดับ 2 ก็ถูกอีกฝ่ายซื้อไปได้จริงๆ

“เหอะ! ก็แค่พวกตระกูลต่ำต้อย คิดแย่งของกับข้า”

‘นายน้อย’ คนนั้นแสดงท่าทีสูงส่ง เอ่ยยกตนข่มท่าน โดยไม่รู้ว่าสวี่ล่ายแอบเยาะเย้ยเขาในใจ มองอีกฝ่ายเป็นคนโง่เง่าอย่างสื้นเชิง

“โฮะ โฮ่ ไม่คิดว่าความกระตือรือร้นของสหายทุกท่านจะยังไม่ลดน้อยลง เช่นนั้นก็ดี!ต่อไปเรายังมีสมบัติที่หายากอีกชิ้นหนึ่ง ...”

ปรมาจารย์ฟางพูดจบก็หินสีแดงอีกก้อนหนึ่งขึ้นมา

“หินประสานค่ายกลรวมวิญญาณ!?”

“ถูกต้อง! มันคือหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณจริงๆ”

“สมบัติประเภทนี้ไม่ได้ออกสู่ท้องตลาดมานานมากแล้ว”

“เป็นมันจริงๆหรือ?”

นักบู๊หลายคนในสถานที่จัดงานแทบอดใจไม่ไหว พากันยืนขึ้นและเพ่งมองให้ชัดๆ

“โฮะ โฮ่ ดูท่าเราผู้เฒ่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากกว่านี้ ถูกต้อง ทั้งสองก้อนนี้คือหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณ และยังคงเป็นสมบัติที่ปรมาจารย์ท่านเดิมหลอมขึ้น”

ปรมาจารย์ฟางยิ้มเล็กน้อย อธิบายต่อไปว่า “ตอนนี้ ข้าเกรงว่าสหายทั้งหลายคงมีคำถาม เหตุใดหลายปีที่ผ่านมา หินประสานค่ายกลรวมวิญญาณจึงไม่ค่อยมีขายตามท้องตลาด อันที่จริง ไม่ใช่ว่าปรมาจารย์แห่งพันธมิตรประสานค่ายกลไม่ต้องการที่จะหลอม แต่เป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการสร้างหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณ มันหาได้ยากเต็มที”

“เท่าที่เราผู้เฒ่ารู้ สมบัตินี้ต้องการเลือดสัตว์ปีศาจระดับสองและสามจำนวนมาก ประกอบกับสกัดจากสมุนไพรหายากบางชนิด ซึ่งมีข่าวลือว่าต้องเข้าไปในส่วนลึกของป่าหมอกเท่านั้นจึงจะสามารถรวบรวมได้ ด้วยเหตุนี้หินประสานค่ายกลรวมวิญญาณในปัจจุบันจึงหายากมาก”

สวี่ล่ายกระพริบตาหลังจากได้ยิน เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าตอนหลอมหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณ ตนได้นำวัสดุจำนวนมากที่ได้จากป่าหมอกมาผสม แค่แก่นโลหิตของสัตว์ปีศาจอย่างเดียวก็ปาเข้าไป  7-8 ชนิดแล้ว

“เอาล่ะ ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายประสิทธิภาพของหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณมากไปกว่านี้ ราคาเริ่มประมูลคือ 2,000 หินดวงดาวต่อก้อน เริ่มประมูลได้!”

ปรมาจารย์ฟางเพิ่งพูดจบ คนในห้องประมูลก็เสนอราคาอย่างบ้าคลั่งทันที

“2,200!”

“ข้าจะจ่าย 2,500!”

“ข้าจะเสนอราคา 3,000”

“เจ้าคิดจะครอบครองมันแค่ในราคา 3,000 กระนั้นหรือ? ข้ายินดี 5,000 ต่อก้อน!”

“สารเลว! เจ้ากล้าเพิ่มราคาโดดๆเช่นนี้ได้อย่างไร? เช่นนั้นข้าจะจ่าย 6,000 หินดวงดาว!”

“ข้าจ่าย 6,500!”

สวี่ล่ายไม่คาดคิดมาก่อนว่าสองคนนี้ต้องการหินประสานค่ายกลรวมวิญญาณทั้งสองก้อน พวกเขาเสนอสู้ราคาจนเกือบจะทะเลาะกัน

ป้าง!

“หินดวงดาว 11,500 ก้อน จบประมูล!”

ในที่สุด

หินประสานค่ายกลรวมวิญญาณทั้งสองก้อนก็ถูกซื้อโดยชายร่างอ้วนและชายชุดดำอีกคน

สวี่ล่ายถึงกับแอบแลบลิ้น ตอนแรกเขาตั้งใจว่าน่าจะขายมันได้ 6,000 ถึง 7,000 หินดวงดาวต่อก้อน แต่ใครจะคิดว่าจะไปจบที่ราคาเกือบสองเท่า บัดนี้สวี่ล่ายถือได้ว่าเป็นคนร่ำรวยอย่างแท้จริง!

“เอาล่ะ สมบัติชิ้นต่อไปที่เราจะประมูล คือหินเก้าสงัดระดับ 4 ที่นำมาจากสระเย็นเก้าสงัด สมบัตินี้เป็นวัสดุที่ดีที่สุดสำหรับการหลอมอาวุธระดับวิญญาณ ...”

ถัดมา ปรมาจารย์ฟางเริ่มประมูลวัสดุสำหรับงานหลอมที่หาได้ยาก แล้วก็พวกวัสดุสำหรับทำโอสถชั้นดี

ของพวกนี้สวี่ล่ายยังเอาไปทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ เขาจึงไม่สนใจมัน

เวลาผ่านไป เหลือเพียงสมบัติชิ้นสุดท้ายบนถาดเงิน

ในเวลานี้ ปรมาจารย์ฟางยกชาจิตวิญญาณขึ้นจิบให้ชุ่มคอ จากนั้นเขาก็ยิ้มเล็กน้อย

“เอาล่ะ สมบัติชิ้นสุดท้ายนี้ มันคือ 'สมบัติตกทอดจากบรรพชน' ที่ทุกท่านรอคอย”

พรึ่บ!

ปรมาจารย์ฟางกระชากผ้าไหมแดง เผยให้เห็นกล่องไม้สีชาดที่มีอายุกว่าศตวรรษวางอยู่บนแผ่นเงิน

“เยี่ยม! ในที่สุดที่เรารอคอยก็มาถึง!”

“สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ บิดาต้องคว้ามาให้ได้”

“ฮึ่ม! เจ้าต้องการที่จะขโมยมันจากข้า? ก็ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีหินดวงดาวเพียงพอหรือไม่!”

สมบัติตกทอดจากบรรพชนปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างแทบจะรีบวิ่งขึ้นไปแย่งกัน

ปรมาจารย์ฟางยิ้มเล็กน้อย “สหายทุกท่านอย่าใจร้อน ให้ข้าเล่าที่มาของสมบัติชิ้นนี้ให้พวกท่านฟังก่อน”

“โอ้? สมบัติตกทอดจากบรรพชนก็มีประวัติศาสตร์ด้วย?”

“เฮ้ย เฮ้ย ปรมาจารย์ฟาง ได้โปรดเริ่มประมูลเถอะ อย่าทำลายความอยากอาหารของพวกเราเลย”

“แต่ข้าว่าฟังก่อนก็ไม่เห็นเป็นไร”

ขณะนี้ สวี่ล่ายกำลังนับหินดวงดาวในมือตัวเอง ประเมินว่าตนพอจะสู้ได้ในราคาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่รู้เลยว่าทักษะฝึกระดับธรณีที่ว่านี้คือประเภทใดกันแน่

ปรมาจารย์ฟางกระแอมในลำคอ พูดช้าๆ “ประมาณหนึ่งพันปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในรัฐต้าหยาน ว่ากันว่ามีนักบู๊จากต่างถิ่น เหยียบย่ำแผ่นดินเรา สังหารพลเรือนตามใจชอบ และคนผู้นี้มีฐานบำเพ็ญเพียรสูงมาก แถมเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญการประสานค่ายกลอีกด้วย”

“ในเวลานั้น หลายสิบตระกูลและนิกายต่างๆ ของรัฐต้าหยาน เข้าร่วมในการปิดล้อม หลังจากต่อสู้กันเจ็ดวันเจ็ดคืน ในที่สุดเขาก็ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และสมบัติตกทอดนี้ คือหนึ่งในสินสงครามที่ริบมาได้ในครั้งนั้น”

ปรมาจารย์ฟางเล่าสั้นๆถึงประสบการณ์ที่ตระกูลเจ้าของสมบัติชิ้นนี้ได้รับมันมา ก่อนยิ้มอย่างลึกลับว่า “จนถึงวันนี้ ตระกูลนั้นค่อยๆเสื่อมถอย สุดท้ายกัดฟันขายสมบัติชิ้นนี้ออกประมูล”

ปรมาจารย์ฟางทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งค่อยๆ เปิดกล่องไม้สีชาดอย่างช้าๆ เผยใบหยกให้ทุกคนได้เชยชม

“ข้าเกรงว่าสหายหลายคนคงพอรู้ข่าวไปบ้างแล้ว แต่เราผู้เฒ่าจำเป็นต้องบอกทุกท่านอีกครั้ง ภายในใบหยกใบนี้ คือทักษะฝึกระดับธรณีของนักบู๊ต่างถิ่นผู้นั้น——ทักษะฝึกประสานหนึ่งไร้ขอบเขต!”

“ว่ากระไรนะ!?”

จบบทที่ บทที่ 39

คัดลอกลิงก์แล้ว