เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Golden Time - ตอนที่ 3 [อ่านฟรี]

Golden Time - ตอนที่ 3 [อ่านฟรี]

Golden Time - ตอนที่ 3 [อ่านฟรี]


ตอนที่ 3

ศาสตราจารย์หัวเราะขึ้นมาในขณะที่นึกถึงความหลังสมัยที่เขายังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นและยังสามารถคาดการณ์โอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้อีกด้วย จริงๆ นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็นการวินิจฉัยที่แน่นอนต่างหาก  นักเรียนที่ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น และหัวใจของเด็กนักเรียนกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่สมองของเขาได้รับความเสียหายเนื่องจากการขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน  อาการของเขาสาหัสถึงขั้นโคม่าซึ่งนำไปสู่การตกอยู่ในสภาพผัก

‘เขามีความฝันที่อยากจะเป็นหมอรึเปล่า?...หัวใจของเขาหยุดเต้นไปมากกว่าห้านาที’

ศาสตราจารย์เอาแต่ตรวจร่างกายของซูฮยอคอย่างใกล้ชิดจนลืมไปว่าเขามีงานอื่นอีกที่กำลังรอเขาอยู่  เขารู้สึกอึดอัดและละอายใจด้วยความจริงที่ว่าสิ่งที่เขาต้องอธิบายอาการที่ร้ายแรงแก่ผู้ป่วยทีละรายรับรู้รวมถึงซูฮยอคคนนี้ด้วย ต่อไปหมอจะตรวจอาการของซูฮยอคเพื่อเช็คการตอบสนองโดยให้เขาพยักหน้าถ้ารับรู้สิ่งที่หมอพูด

“หมอแค่ไม่รู้ว่าคุณ...”

‘ว่าผมมีความฝันรึเปล่าน่ะหรอ? ความฝันแบบใดที่ผมฝันถึง? หรืออะไรที่ผมฝันอยากจะเป็น?’

ช่วงที่เขาสูญเสียความทรงจำของเขา เขาคิดอะไรไม่ออก มันมีความคิดที่คลุมเครืออยู่ในหัวที่ว่าเขาไม่ได้ฝันที่จะเป็นหมอ เป็นเพราะเขารู้สึกอึดอัดที่ในฝันต้องทนเห็นตอนที่เขาผ่าตัดเปิดสมองของคนไข้ด้วยมีด แน่นอนว่ากว่าเขาจะผ่านช่วงนี้ไปได้มันต้องใช้เวลา

‘คุณเห็นนี่ไหม?’

ศาสตราจารย์หยิบปากกาขึ้นมาและขยับมันจากซ้ายไปขวาอย่างช้าๆ ตาซูฮยอคมองตามปากกาที่ศาสตราจารย์ถืออยู่ ศาสตราจารย์กำลังตรวจร่างกายพร้อมพูดกับเขาไปด้วยและไม่ช้าศาสตราจารย์ก็ได้ข้อสรุปผลการวินิจฉัยของเขา นักศึกษาแพทย์ต่างแสดงอาการอยากรู้ว่าจริง ๆแล้วซูฮยอคตกอยู่ในสภาพผักรึเปล่า?

เป็นที่แน่นอนในที่สุดศาสตราจารย์ก็ได้รายละเอียดทั้งหมดหลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด

ในขณะนั้นผู้หญิงประมาณวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วยอย่างรีบร้อน อายุของเธอน่าจะ 40 ปลายๆ เธอมัดผมด้วย

‘คุณพระช่วย ซูฮยอค!’

ซูฮยอครู้สึกด้วยสัญชาตญาณว่าผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นแม่ของเขา

ถึงแม้ว่าเขาจะจำใบหน้าเธอได้ไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ผูกมัดที่หัวใจของเขาด้วยความสัมพันธ์บางอย่างที่พาดผ่านระหว่างเขาทั้งคู่

‘ฉันรู้ว่าลูกชายของฉัน...จะฟื้นขึ้นมาแน่นอน’

เธอยิ้มพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลเปื้อนบนใบหน้าของซูฮยอค

‘ผมคิดว่าเขาความจำเสื่อม’ ศาสตราจารย์กล่าว

‘คุณพูดว่าอะไรนะ?’ เธอถาม. คำพูดของศาสตราจารย์ทำให้ดวงตาของเธอแดงฉานขึ้นเรื่อย ๆ

‘ลูกชายของคุณได้สูญเสียความทรงจำของเขาทั้งหมดหลังจากที่เขาได้รับอุบัติเหตุรุนแรง’

มือของเธอลูบหัวของซูฮยอคพลางกับสะอื้นไปพร้อม ๆกัน

‘แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของฉันคะ?’

“ผมต้องตรวจสอบเพิ่มอีกหน่อย แต่ความเห็นของผมร่างกายของเขาปกติดีทุกอย่างยกเว้นก็แต่ความทรงจำของเขา” แต่ที่ว่า ‘ดี’ นั่นก็ไม่พอที่จะอธิบายถึงสภาพของเขาตอนนี้ได้ทั้งหมด

ถึงแม้ว่าดวงตาของเขาจะตอบสนองได้อย่างปกติก็ไม่ได้แปลว่าสมองของเขาจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ อย่างไรก็ตามซูฮยอคดูเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อ ทางแพทย์กล่าวว่านี่เป็นปาฏิหาริย์เมื่อพวกเขาไม่สามารถหาคำอธิบายทางการแพทย์ที่เหมาะสมได้

‘ไม่เป็นไรค่ะแค่ลูกไม่เป็นอะไรมากนั่นก็เพียงพอสำหรับฉันแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองนะ...ซูฮยอค’

ด้วยสายตาที่น่าสงสารของเธอที่ทอดไปหาลูกชาย เธอค่อย ๆโอบกอดลูกชาย ตบหลังเบา ๆและปลอบเขา ซึ่งซูฮยอคเองก็แปลกใจเช่นกันกับเหตุการณ์นี้

ซูฮยอคที่อยู่ในอ้อมกอดแม่ของเขาสัมผัสได้ว่าหัวใจของเธอเต้นแรงมาก ในโลกนี้มีจังหวะอะไรที่รู้สึกดีกว่านี้อีกไหม? อกของแม่ของเขาอบอุ่นในหัวใจเหมือนเคย ถ้าเขาหลับตาลงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นพอที่อาจจะทำให้เขาหลับได้เลย

‘ซูฮยอค!’

ทันใดนั้นชายประมานวัยกลางคนก็เข้ามาในห้อง เขามีรูปร่างผอม ทรงผมสั้นและสูงประมาณ 165 เซนติเมตร มือของเขาด้านเดาได้ว่าคงเป็นพวกใช้แรงงานหนัก

‘พ่อ...’

......................................................................................................................................

ซูฮยอคต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลต่อ เขาไม่ได้ใช้ร่างกายมาเป็นเวลานานเนื่องจากการนอนติดเตียง เขาพบว่ามันยากมากที่จะเดิน เขาต้องรักษาตัวเองให้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามเขาจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองไปด้วย ในครอบครัวสามคน คือ พ่อ แม่และตัวเขาเป็นลูกคนเดียว

พ่อและแม่ของเขาจะสนับสนุนลูกชายคนเดียวของพวกเขาทั้งร่างกายและจิตใจ แม่ของเขาเป็นแม่บ้านทำความสะอาดอาคารและพ่อของเขาใช้แรงงานในทุกๆวันด้วยมือที่เต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง ตอนนี้เขาจำเป็นต้องหาตัวตนของคนอีกคนในครอบครัว

‘ลี ซูฮยอค นายเป็นผู้ชายแบบไหนกัน?’

เมื่อเขาเริ่มเดินได้คล่องขึ้นหลังจากที่ได้รับการรักษาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซูฮยอคก็ออกจากโรงพยาบาลได้

‘ไปขึ้นรถเมล์กัน?’ แม่ของซูฮยอค, คิม มยองฮี ที่เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมกับลูกชายของเธอถามด้วยความกังวลใจ เพราะลูกชายของเธอปกติไม่ค่อยได้ใช้รถเมล์ซักเท่าไร เธอยังคงถามเรื่องนี้เพราะลูกชายของเธออาจกลัวการนั่งรถแท็กซี่เนื่องจากผลกระทบจากอุบัติเหตุของเขา

ซูฮยอค ตอบด้วยรอยยิ้มว่า ‘จะรถแท็กซี่หรือรถเมล์ก็ไม่เป็นอะไรครับ’ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้อย่างไรและเนื่องจากสูญเสียความทรงจำไป แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าของรถแท็กซี่กับรถเมล์อย่างไหนปลอดภัยกว่ากัน

“มันดีสำหรับลูก!”

คิม มยองฮีพาเขาขึ้นรถแท็กซี่ พวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางและลงจากรถแท็กซี่ มันเป็นวิลล่าสี่ชั้นเก่าๆที่มีทางเดินยาวหน้าตึก เธอถอนหายใจเบา ๆ เมื่อซูฮยอคมองไปรอบๆวิลล่า เขาคงจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับที่นี่

‘หมอบอกว่าบางทีความทรงจำของลูกอาจจะกลับมาได้เร็ว ๆ นี้ เพราะงั้น...อย่าเครียดนะลูก โอเคไหม?’

เมื่อซูฮยอคพยักหน้าเธอก็เริ่มเดินต่อ ก็อย่างที่เห็นว่าวิลล่านี้เก่ามากจึงไม่มีลิฟท์ ซูฮยอคสูดหายใจลึกขณะขึ้นไปชั้นที่สาม เขารู้สึกเหนื่อยและหายใจติดขัดหลังจากเดินขึ้นบันไดเพียงไม่มีขั้น

เขาต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นสภาพกลับมาปกติได้โดยเร็ว

ห้อง 302 คิม มยองฮี พับแขนเสื้อขึ้นและเปิดประตูก็เจอห้องครัวเป็นห้องแรก

‘นี่เป็นห้องของลูก ลูกหิวหรือเปล่า? แม่จะทำไข่ม้วนที่ลูกชอบมากให้ทานดังนั้นลูกรอสักหน่อยได้ไหม?’ เธอพูด.

‘ได้เลยครับ’ ซูฮยอคพูด

ก่อนที่เธอจะเดินพ้นประตูห้องไปเธอหันกลับมามองหน้าของลูกชายพร้อมด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเพื่อปิดบังความรู้สึกสงสารลูกชายที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุมา หน้าตาที่อ่อนโยนและรอยยิ้มบนใบหน้าของลูกชาย เธอไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว

ไม่มีอะไรมากมายภายในห้อง มีเพียง เตียง โต๊ะ คอมพิวเตอร์และชุดเครื่องนักเรียนที่แขวนอยู่ ซูฮยอคมองไปที่รอบ ๆห้องช้า ๆ เจอโต๊ะซึ่งบนนั้นมีตำราและโน้ตวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ซูฮยอคดึงหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นและรีบเปิดไปเรื่อย ๆ เขาพบว่าในหนังสือเต็มไปด้วยบันทึกจำนวนมาก สภาพมันดูยับเยินเหมือนกับผ่านการใช้มานับครั้งไม่ถ้วน

‘ฉันคิดว่าฉันคงจะใช้มันเรียนหนักมาก’ ซูยอคพูดกับตัวเอง

จากนั้นเขาก็เปิดลิ้นชักโต๊ะเจอ ยางลบ, ไม้บรรทัด, น้ำหมึกทุกสิ่งวางระเกะระกะอยู่ภายใน

‘ฉันควรจะทำความสะอาดมัน’

เมื่อซูฮยอคพึมพำเขาสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในลิ้นชัก

‘นี่มันคืออะไร?’

มันต้องใช้เวลาสักหน่อยที่เขาจะเอามันออกเพราะมันอยู่ใต้ลิ้นชักที่มีของมากมายทับอยู่ มันเป็นไดอารี่ที่ใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย แต่ไดอารี่นั้นถูกล็อคอยู่ด้วยแม่กุญแจอันเล็ก ๆ ซูฮยอคเดินไปรอบ ๆ ห้องเพื่อหากุญแจเล็ก ๆ ไขแต่ก็ไม่เห็นเลย

ซูฮยอคจ้องมองไปที่ด้านข้างของไดอารี่ขยับตัวล็อคด้วยมือ ออกแรงดึงเพื่อที่จะให้แม่กุญแจแตกหักออกจากกัน และตามที่คาดไว้แม่กุญแจหักอย่างง่ายดาย ซูฮยอคคาดหวังบางอย่างว่าไดอารี่เล่มนี้อาจจะเป็นของคนอื่น เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเขาที่จะค้นพบว่าตัวเองนั้นเป็นใครมากขึ้น เขาเปิดไปที่หน้าแรก

<ฉันอยากตาย...ฉันอยากฆ่าทุกคน...>

ซูฮยอคจ้องมองที่คำพูดเหล่านั้นในไดอารี่แล้วมองไปที่ใบหน้าของเขาในกระจกแขวนที่อยู่ข้าง ๆเขา

‘ฉันเป็นผู้ชายแบบไหนกัน?’

ซูฮยอคหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองได้เล็กน้อยหลังจากอ่านผ่านไดอารี่ เขาเป็นพวก “วังตา”* หรือคนที่ถูกขับไล่ออกจากสังคมกลุ่มนักเรียนเหล่านี้มีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสังคมมากๆ เนื้อหาของไดอารี่ที่เขามองในแง่มุมของเขา ถูกสาปแช่งเพียงเพราะมุมมองของคนอื่นที่มองว่าเขาไม่ดี

เพื่อที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเขาเอง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเผชิญหน้ากับตัวตนในอดีตของเขาที่เขียนไว้ในไดอารี่นี้

......................................................................................................................................

เป็นเวลานับสัปดาห์แล้วที่เขามาจากโรงพยาบาล  ซูฮยอคตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันใหม่เปลี่ยนชุดและมองตัวเองในกระจก หน้าตาไม่เลว ตรงกันข้ามสภาพเขาตอนนี้ภายนอกของเขาก็ไม่ได้ดูแย่สักเท่าไร

ก๊อก ,ก๊อก ,ก๊อก

‘ซูฮยอคอาหารเช้าพร้อมแล้วลูก’

คิม มยองฮี เข้ามาในห้องขณะกำลังเคาะห้อง พร้อมกับดูแปลกใจเล็กน้อย

‘ทำไมลูกถึงใส่ชุดนักเรียน?’

‘เพราะผมต้องไปโรงเรียนไงครับ’

เขาตรวจสอบที่อยู่ของโรงเรียนกับรถเมล์ที่ผ่านโรงเรียนขณะที่เขากำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้านแล้ว นอกจากนี้เขายังติดต่อโรงเรียนและบอกพวกเขาว่าจะไปโรงเรียนทันทีที่เปิด นั่นคือวันนี้  ถ้ารวมวันหยุดไปด้วยเขาตามหลังเพื่อนๆของเขาอยู่สองเดือนในเรื่องของงานที่ต้องทำส่ง การศึกษาเป็นหน้าที่หลักของนักเรียน เขาต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นสองเท่าเพื่อที่จะได้ตามคนอื่น ๆทัน

‘ลูกยังไม่ค่อยดี...ลูกต้องพักผ่อนอีกสักหน่อยนะ...’

เธอไม่สามารถปิดบังสีหน้าที่เป็นกังวลออกไปได้ แม้ว่าเขาจะไม่มีปัญหาในการลุกเดินแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำเขายังคงฟื้นกลับมาไม่เต็มที่เขาดูเปลี่ยนไปมากเกินไป เขาเคยกลับมาบ้านพร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดบนใบหน้า ขังตัวอยู่ในห้อง เป็นผลให้บทสนทนาระหว่างพวกเขาถูกตัดขาด อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดอุบัติเหตุตอนนี้เขาดูเปลี่ยนเป็นคนละคนจากเมื่อก่อน ใบหน้าของเขาเปล่งประกายและลักษณะท่าทางการพูดของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ เห็นได้ชัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับเขา แต่พ่อแม่มีมุมมองที่แตกต่างออกไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเพราะลูกป่วยหรือมีบางอย่างอาจผิดปกติไป

ที่เขาเปลี่ยนไปเป็นเพราะผลข้างเคียงของยารึเปล่า?

‘ให้ผมไปโรงเรียนเถอะ’ ซูฮยอคพูด

เธอไม่ได้รั้งเขาไว้ขณะที่เดินออกจากห้องไปเพราะเธอรู้สึกว่าลูกตั้งใจมากที่จะไปโรงเรียนให้ได้ และใส่เงิน 10,000 วอนในมือของลูก

‘เอาเงินไว้ซื้อของในโรงเรียนนะ’

ซูฮยอครับเงินนั่นไว้ เขารู้สึกถึงความอบอุ่นในใจตอนที่แม่เอื้อมมือมาจับแล้วให้เงินนั่นกับมือ

‘ลูกหาทางไปโรงเรียนเองได้ใช่ไหม? ให้แม่ไปส่งไหม?’

‘ไม่เป็นไรครับ ผมพอจำทางไปโรงเรียนได้’ เขาโกหก

เขาพูดเพื่อลดความกังวลของแม่ลง

‘เอาล่ะผมไปแล้ว’ เขาพูด

‘โอเค...บ๊ายบาย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอย่าลืมโทรหาแม่นะโอเคไหมลูก?’

ซูฮยอคสวมรอยยิ้มบนใบหน้า พยักหน้าและเดินออกจากบ้าน

......................................................................................................................................

ซูฮยอคมองไปที่ทางเข้าหลักที่แปลก ๆ ของโรงเรียน เขาจำอะไรไม่ได้ ไม่มีอะไรที่พอจะนึกออกเกี่ยวกับโรงเรียนได้เลย ‘ไม่มีอะไรหรอก’ เขาบอกกับตัวเองว่า ‘ต้องไปพบครูประชั้นก่อน’

ซูฮยอคหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพักครู หาชื่อครูจากบอร์ดที่ติดไว้ จากนั้นก็พบครูคนหนึ่งแต่งตัวดูสบาย ๆ มาพร้อมกับความรู้สึกประทับใจ เขาคว้ามือของซูฮยอคด้วยความอบอุ่นและพูดว่า

‘เธอเป็นยังไงบ้าง? ถ้าวันไหนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีก็หยุดเรียนได้เลยนะ’ ครูพูด

ซูฮยอคตอบว่า ‘ผมสบายดีครับ’

ครูเช็คร่างกายของเขาโดยรวมอย่างช้า ๆ เขาดูเหมือนจะผอมกว่าแต่ก่อน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีปัญหา ‘ไหนดูซิเด็กชายคนไหนกันที่ตกอยู่ในสภาพผักเป็นเดือน ๆ’ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยจริง ๆ

‘ขอบคุณพระเจ้า ความจำเสื่อมหรือ? เธอจำได้ไหมว่าเคยเรียนอยู่ชั้นไหน?’ ครูถาม

ซูฮยอคตอบว่า ‘จำไม่ได้ครับ ผมคิดว่าตั้งแต่นี้ต่อไปผมต้องเริ่มจำทุกอย่างไปทีละนิดทีละหน่อยครับ’

ครูประจำชั้นแสดงออกถึงความรู้สึกภูมิใจในตัวเขา ในความเป็นจริง ซูฮยอครู้สึกไม่ค่อยมีความมั่นใจ แต่เขาเอาชนะความเจ็บป่วยของเขาและแสดงออกมาให้เห็นว่าเขาปกติดี

‘ครูครับเกรดของผมดีไหม?’ ซูฮยอคถาม

ครูหัวเราะและตอบกลับด้วยความมั่นใจ

‘ดีมาก’ ครูพูด

‘ดียังไง?’ ซูฮยอคถาม

‘เธอได้ที่ 4 จากการสอบมิดเทอม’

ซูฮยอคผงกหัวเพราะเกรดที่เป็นสิ่งที่เขาคาดเดาได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่

‘ทุกคนลุกขึ้น’ ครูพูดและเริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์ในการสอน เช่น หนังสือเรียน

‘ผมจะรอข้างนอกนะ’ ซูฮยอคพูด

ครูจ้องมองไปที่ซูฮยอคพลางพึมพำว่า ‘เขาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ’

เขาต้องจัดการกับความทรงจำในอดีตที่หายไป ตอนนี้มีแค่คนๆเดียวที่ซูฮยอคยังคงนึกถึงคือชายที่เขาพบในความฝัน ความฝันนั้นมันช่างเจิดจ้ากว่าความเป็นจริง ในความฝันเขาพบชายคนที่อายุประมาณ 50 กลาง ๆ เขาอยู่กับชายคนนั้นมานานเท่าไร? ซูฮยอคอยู่ในสภาพผักนานถึงสามเดือน แต่ช่วงเวลาของความฝันของเขานานกว่านั้นมาก เขาคงกลายเป็นผู้ใหญ่และอ่อนโยนขึ้นเนื่องจากการที่เขาได้ติดต่อกับชายที่อายุมากกว่าเขาในความฝัน

คาบเรียนที่ 7 ของปีการศึกษาที่ 3 (ม.2) ในโรงเรียนมัธยมต้น ซูฮยอคเข้ามาในห้องเรียนกับครูประจำชั้นแนะนำตัวเองให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขารู้จักและนั่งลงในที่นั่งที่กำหนดไว้ ทันทีที่การโฮมรูมช่วงเช้าจบลงห้องเรียนก็กลับมาคึกคักเสียงดังเช่นเคย ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาหาเขามาทีละคนและพวกเขาก็ทักทายซูฮยอค

‘นายความจำเสื่อมจริง ๆหรอ?’ พวกเขาถาม

‘ฉันสบายดี’ ซูฮยอคตอบ

พยักหน้าให้พวกเขาเบา ๆ ซูฮยอคมีข้อสงสัยบางอย่างในใจ เขาเป็นพวกวังตาไม่ใช่หรอ? เขารู้สึกว่าความคิดแรกของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองตอนที่เขาอ่านไดอารี่จะผิดพลาด ขณะเขากำลังคิดถึงเรื่องในอดีตอันน่าซับซ้อนคาบแรกก็จบลงแล้วเวลาพักก็มาถึง

‘ลี ซูฮยอค, ถ้านายความจำเสื่อม, นายน่าจะต้องจำพวกเราไม่ได้ด้วยใช่ไหม?’

นักเรียนสามคน คนแรกขยับที่แว่นตาของตัวเอง อีกคนมีรอยยิ้มร่าเริงและคนที่สามหน้าถมึงทึงเดินเข้ามาหาเขา พวกเขาดูต่างกันเล็กน้อยจากที่เห็น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ดวงตาที่ฉายแววประหลาด ซึ่งแววตาแบบนี้มีแต่พวกเด็กเนิร์ดเท่านั้นที่มี

เพิ่มเติม :

*‘wangtta (วังตา)’ เป็นคำแสลงของเกาหลี มันมีความหมายว่าคนที่ถูกกีดกันโดยเพื่อน ๆของเขาหรือเธอด้วยวิธีการต่าง ๆนา ๆไม่ว่าจะเป็นการเยาะเย้ยหรือการกลั่นแกล้งตลอดเวลา ซึ่งไม่มีคำแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษโดยตรง

จบบทที่ Golden Time - ตอนที่ 3 [อ่านฟรี]

คัดลอกลิงก์แล้ว