- หน้าแรก
- ทนายปีศาจ จากแดนประหารสู่ความจริง
- บทที่ 50 - คดีกระจ่างชัด!
บทที่ 50 - คดีกระจ่างชัด!
บทที่ 50 - คดีกระจ่างชัด!
บทที่ 50 - คดีกระจ่างชัด!
☆☆☆☆☆
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาอันเร่าร้อนของทุกคนในที่นั้น หยางรั่วซีก็ถึงกับหดหัวลงด้วยความประหม่า
สวีเหลียงกระตุกยิ้มมุมปากพยายามปั้นหน้าที่ดูใจดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ออกมา
"แม่หนูหยางตัวน้อยจ๊ะ ช่วยกรุณาขยายความหน่อยได้ไหมจ๊ะ?"
"ก็ความหมายตามตัวอักษรนั่นแหละค่ะ"
"ตอนแรกฉันก็แค่รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ นึกว่าเป็นภาพลวงตา แต่พอเห็นมอเตอร์ไซค์ที่เขาขี่กับเคียวเล่มนั้น ฉันก็จำได้ทันทีเลยค่ะ!"
หยางรั่วซีค่อยๆ อธิบายด้วยเสียงเบา
ทุกคนรอบข้างไม่มีใครเร่งรัด ต่างพากันตั้งใจฟังเงียบๆ
เมื่อเห็นแบบนั้น ความตื่นเต้นในใจเธอก็เริ่มทุเลาลง
"คนคนนี้ชื่อซุนเฉวียนค่ะ เขาโด่งดังมากในเว็บไซต์ตามหาญาติ"
"เมื่อสิบสามปีที่แล้ว ตอนที่เขายังเป็นนักเรียนอยู่ เขาพาน้องสาวเข้าไปเที่ยวในเมือง แต่เพียงแค่พริบตาเดียวที่เขาคลาดสายตาน้องสาวก็หายวับไปเลย คนแถวนั้นบอกว่าเห็นน้องสาวเขาโดนพาขึ้นรถไป"
"เขาวิ่งตามหาตั้งแต่วันยันค่ำก็ไม่เจอ พอซมซานกลับบ้านไปความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อแม่ก็ดิ่งลงเหวทันที"
"หลังจากนั้นไม่กี่วัน ซุนเฉวียนก็หยิบเคียวเล่มหนึ่งแล้วออกจากบ้านไป เขาไม่ได้กลับไปเรียนหนังสืออีกเลย แต่เริ่มเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อตามหาน้องสาวที่โดนลักพาตัว"
"เขาใช้สองขาเดินเท้าไปจนทั่วทั้งมณฑล หิวน้ำก็ดื่มน้ำในลำคลอง หิวข้าวก็ใช้เคียวเล่มนั้นไปรับจ้างเกี่ยวข้าวแลกอาหาร"
"ระหว่างทางเขายอมแม้กระทั่งขายเลือดของตัวเอง หรือเก็บขยะขายเลี้ยงชีพ"
"เขาวิ่งตามหามาตลอดสิบสามปีเต็ม... ถึงหน้าตาเขาจะดูเหมือนคนอายุสี่สิบห้าสิบปีก็เถอะ"
หยางรั่วซีชี้ไปที่แผ่นหลังอันผอมโซที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ในภาพวงจรปิด
"แต่จริงๆ แล้วปีนี้เขาอายุยังไม่ถึงสามสิบเลยนะคะ เขาเพิ่งจะยี่สิบเก้าปีเท่านั้นเอง"
ยี่สิบเก้าปี...
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เฉินฉางชุนก็มองภาพสเก็ตช์ใบหน้าที่ดูทรุดโทรมที่ตำรวจร่างขึ้นมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
นี่น่ะเหรอเพิ่งจะยี่สิบเก้า!?
มิน่าล่ะตลอดทั้งคืนตำรวจถึงมัวแต่ไปควานหาตัวคนร้ายในกลุ่มคนวัยกลางคนจนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ...
"แล้วเธอไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้ยังไง?" สวีเหลียงถามด้วยความสงสัย
"สี่ปีที่แล้วตอนที่ฉันเปิดสำนักงานกฎหมายแล้วว่าความให้พวกที่ตามหาญาติฟรีๆ ฉันเคยได้ยินเรื่องของเขามาค่ะ"
พูดไปหยางรั่วซีก็ชี้ไปที่มอเตอร์ไซค์ที่ซุนเฉวียนขี่อยู่
"ลูกความที่ตามหาญาติเคยเล่าเรื่องซุนเฉวียนให้ฟัง ฉันเลยลองไปสืบดูหน่อย เห็นว่าเงินค่าจ้างจากการว่าความที่ได้มาก็ไม่ได้ใช้ทำอะไร เลยติดต่อเขาเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ให้เขาสักคันค่ะ"
"ยังไงล้อรถมันก็วิ่งเร็วกกว่าขาสองข้างอยู่แล้ว..."
เธอพูดออกมาเบาๆ
เมื่อได้ยินแบบนั้น สวีเหลียงก็อดไม่ได้ที่จะชายตามองเธอด้วยความทึ่ง
"อ้อ แล้วฉันจำได้ว่าน้องสาวเขาชื่อซุนเชี่ยนค่ะ แต่พวกที่โดนลักพาตัวไปมักจะโดนเปลี่ยนชื่อใหม่ ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่ออะไร"
พูดจบ หยางรั่วซีก็เงียบไปเพราะข้อมูลที่เธอรู้มีเพียงเท่านี้
เรื่องพวกนี้เธอต้องใช้ความคิดอยู่นานกว่าจะนึกออกหลังจากเห็นภาพในกล้องวงจรปิด
เฉินฉางชุนรีบสั่งให้ผู้กองเจ้านำข้อมูลของซุนเฉวียนมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับภาพผู้ต้องสงสัยทันที และสุดท้าย...
"ขอบคุณมากครับ!"
"หลังจากคดีคลี่คลาย ผมจะรายงานความดีความชอบของคุณต่อเบื้องบนตามความเป็นจริงแน่นอนครับ"
เฉินฉางชุนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางกล่าวกับหยางรั่วซีด้วยสีหน้าจริงจัง
เบาะแสนี้นับว่าช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เยอะมากจริงๆ
ในประเทศที่มีครอบครัวที่เด็กหายอยู่เป็นจำนวนมหาศาลขนาดนี้
การที่ซุนเฉวียนมีรูปลักษณ์ภายนอกต่างจากอายุจริงอย่างสุดขั้วแบบนี้ ถ้าไม่มีข้อมูลของหยางรั่วซี ตำรวจคงไม่มีทางหาตัวเขาเจอในเวลาอันสั้นแน่นอน การที่เธอพูดออกมาแบบนี้ช่วยประหยัดเวลาการทำงานไปได้หลายวันเลยทีเดียว
"เพียงแต่ว่า..."
"แล้วเบาะแสล่ะ?"
เฉินฉางชุนขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากข้อต่อไป
การรู้ตัวคนร้ายมันก็ดีอยู่หรอก
แต่ข้อมูลล่าสุดของซุนเชี่ยนล่ะ!?
เธอโดนผู้ตายพาไปขายที่ไหนกันแน่?
ในตอนนี้คนร้ายต้องกำลังมุ่งหน้าไปหาซุนเชี่ยนแน่นอน แต่พิกัดที่ซุนเชี่ยนอยู่นั้นตำรวจไม่รู้เลยสักนิด!
"คนร้ายเอาเบาะแสติดมือไปแล้วหรือเปล่านะ..."
หวังเชาพูดออกมาแห้งๆ นานๆ ทีเขาจะดูฉลาดขึ้นมาบ้าง
เฉินฉางชุนไม่ได้ตอบคำถาม
ถ้ามองจากสถานการณ์ปัจจุบันมันก็น่าจะเป็นแบบนั้น ตำรวจหาทั่วแล้วแต่ก็ไม่เจออะไรเลย แสดงว่าเบาะแสนั้นต้องโดนคนร้ายเอาไปแล้วแน่ๆ
นั่นหมายความว่า...
ตำรวจไม่มีทางระบุพิกัดของซุนเชี่ยนได้เลยงั้นเหรอ!?
ในขณะที่เฉินฉางชุนกำลังกระวนกระวายอยู่นั้น สวีเหลียงก็พูดโพล่งขึ้นมานิ่งๆ ว่า
"ไม่ถูกนะ"
"เบาะแสนั่นจริงๆ แล้วมันไม่ควรจะตั้งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรกสิ!"
ไม่ควรจะมีอยู่?
หมายความว่าไง?
ทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง
"อาชญากรทุกคนเวลาต้องการหลบหนีความผิด วิธีหลักที่พวกเขาใช้คือการทำลายร่องรอยการก่ออาชญากรรมครับ"
"เบาะแสมันมีสองด้าน สำหรับพวกเรามันคือตัวช่วย แต่สำหรับโจวซวี่มันคือจุดตายที่ทำให้เขาโดนจับได้!"
"ลองถามตัวเองดูสิครับ... อาชญากรคนไหนจะบ้าเก็บหลักฐานมัดตัวพวกนี้ไว้ข้างกายให้เสียเวลา?"
สวีเหลียงย้อนถาม
คำถามนี้ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที
เฉินฉางชุนเริ่มลังเล "เว้นเสียแต่ว่า..."
"สำหรับโจวซวี่แล้ว เบาะแสนั่นมันยังมีประโยชน์อยู่!"
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมายของสวีเหลียงทันที
"คุณจะบอกว่า โจวซวี่เก็บมันไว้เพื่อใช้เป็นช่องทางในการหนีความผิดของตัวเองงั้นเหรอ!?"
สวีเหลียงพยักหน้า
ตามกฎระเบียบแล้ว หากพวกโจรลักเด็กโดนจับได้ในช่วงเวลาที่กำลังสอบสวน ถ้าพวกมันสามารถบอกพิกัดของเด็กที่หายไปและช่วยตำรวจตามหาเด็กจนเจอได้...
ในชั้นศาลพวกมันจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษลงอย่างมาก
ไม่อย่างนั้น โจวซวี่ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะเก็บสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวเองไว้แบบนี้
เพราะฉะนั้น
ถ้าตำรวจหาของสิ่งนั้นเจอ ไม่แน่ว่านอกจากซุนเชี่ยนแล้ว พวกเราอาจจะตามหาเด็กคนอื่นๆ เจอเพิ่มอีกก็ได้!
เพียงแต่ว่าในตอนนี้ของของโจวซวี่โดนคนร้ายเอาไปแล้ว พวกเราไม่มีทางได้อะไรจากตัวโจวซวี่เลย
แต่ว่า...
"โจรลักเด็กไม่มีทางทำงานคนเดียวหรอกครับ"
สวีเหลียงเตือนสติขึ้นมานิ่งๆ
พวกค้ามนุษย์ไม่มีทางทำคนเดียว ส่วนใหญ่จะทำกันเป็นขบวนการ
คำว่าขบวนการหมายความว่ามีคนเยอะ
แต่คนที่ตายมีแค่โจวซวี่คนเดียว แล้วพวกพ้องที่เหลือที่ยังลอยนวลอยู่ล่ะ...
พวกมันจะเก็บ 'เบาะแสช่วยชีวิต' ไว้ติดตัวเหมือนที่โจวซวี่ทำหรือเปล่านะ!?
เมื่อคิดได้ดังนั้น
รูม่านตาของเฉินฉางชุนก็หดเล็กลงทันที
ถ้าเบาะแสพวกนั้นมีอยู่จริง...
แล้วพวกพ้องของมันคือใครกันแน่!?
"ตามหา! ไปตามหาไอ้พวกที่ยังรอดชีวิตอยู่มา แล้วง้างปากพวกมันเอาข้อมูลซุนเชี่ยนออกมาให้ได้!"
เฉินฉางชุนเข้าใจเจตนาของสวีเหลียงในพริบตา เขาเตรียมจะเรียกหลิวจินมาสั่งการให้ตรวจสอบเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ตายโจวซวี่ทันที
เพียงแต่ว่า...
ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากสั่ง พอเห็นสีหน้าของสวีเหลียง คำพูดที่เตรียมไว้ก็เปลี่ยนไปทันที
"คุณมีคนที่น่าสงสัยอยู่ในใจแล้วงั้นเหรอ!?"
สวีเหลียงพยักหน้า
ถ้าก่อนหน้านี้เฉินฉางชุนแค่รู้สึกชื่นชมในตัวสวีเหลียง ในตอนนี้เขากลับรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความทึ่ง
อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่เห็นมีหน้าใหม่โผล่มาเลยสักคน แล้วหมอนี่ไปเอาข้อสงสัยมาจากไหนกัน!?
เฉินฉางชุนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สวีเหลียงไม่ได้อมพะนำ เขาพูดออกไปตรงๆ ว่า
"ซุนเชี่ยนโดนลักพาตัวไปเมื่อไหร่ครับ?"
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา
เฉินฉางชุนชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามนึกย้อนถึงคำพูดของหยางรั่วซี
"สิบสามปีที่แล้วค่ะ"
นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่คำถามต่อไปของสวีเหลียงกลับทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก
"ตอนนี้โจวซวี่อายุเท่าไหร่ครับ?"
"ยี่สิบ... ยี่สิบห้าครับ"
เฉินฉางชุนตอบไปตามข้อมูลประวัติก่อนจะชะงักนิ่งไปทันที
โจวซวี่อายุยี่สิบห้า แสดงว่าเมื่อสิบสามปีที่แล้วเขาอายุแค่สิบสองปี!?
เด็กอายุสิบสองปีเนี่ยนะจะไปลักพาตัวคนอื่น!?
แถมยังเป็นการลักพาตัวข้ามมณฑลด้วยนะโว้ย!
มันไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันไม่ถูกต้องแน่นอน...
"คนที่ลักพาตัวซุนเชี่ยนไปอาจจะไม่ใช่เขาครับ"
ในดวงตาของสวีเหลียงฉายแววแห่งการวิเคราะห์ เบาะแสต่างๆ ในสมองกำลังถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
เด็กอายุสิบสองขวบไม่มีความสามารถพอจะค้ามนุษย์ข้ามมณฑลได้หรอก ยิ่งถ้ามองว่าการลักพาตัวซุนเชี่ยนอาจไม่ใช่ครั้งแรกของอาชญากรคนนั้นด้วยแล้ว
แต่ถ้าไม่ใช่เขา...
แล้วทำไมโจวซวี่ถึงรู้ข้อมูลการหายตัวไปของซุนเชี่ยนล่ะ!?
แถมยังมีการจดบันทึกไว้ใช้เป็นหลักฐานลดหย่อนโทษให้ตัวเองอีก... เว้นเสียแต่ว่าทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก?
สวีเหลียงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก
"โจวซวี่โดนฆ่าตายวันไหนครับ!?"
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองเฉินฉางชุนตาเขม็ง
เฉินฉางชุนตอบกลับไปว่า
"วันที่ 12 สิงหาคมครับ... หรืออาจจะโดนทำร้ายตั้งแต่วันที่ 11 แล้วมาตายวันที่ 12"
"โรงเลี้ยงหมูนั่นคือที่อยู่ของโจวซวี่หรือเปล่าครับ?"
"ไม่ใช่ครับ จากการสอบถามพยานระบุว่าส่วนใหญ่เขาจะกลับไปนอนบ้านกับพ่อแม่และพี่น้องครับ"
"นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 12 เป็นต้นมา โจวซวี่ก็ไม่ได้กลับบ้านเลย..."
"วันที่ 12, 13, 14 หรือแม้แต่วันนี้วันที่ 15 เขาหายตัวไปตั้งสี่วันเต็มโดยที่ไม่ได้กลับบ้าน!"
"ทีนี้คำถามสำคัญก็คือ..."
สวีเหลียงหรี่ตาลงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยคำพูดออกมาทีละคำ
"ทำไมครอบครัวของเขาถึงไม่แจ้งความคนหายล่ะครับ?"
สิ้นคำถามนั้น ทั่วทั้งห้องก็พลันเงียบสนิทลงทันที
[จบแล้ว]