- หน้าแรก
- ทนายปีศาจ จากแดนประหารสู่ความจริง
- บทที่ 48 - ประตูใต้เล้าหมู!
บทที่ 48 - ประตูใต้เล้าหมู!
บทที่ 48 - ประตูใต้เล้าหมู!
บทที่ 48 - ประตูใต้เล้าหมู!
☆☆☆☆☆
"รับทราบครับ!"
หลิวจินรับคำสั่งก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
โรงเลี้ยงหมูในระแวกตลาดสดมีอยู่ไม่กี่แห่งเท่านั้น เขาจึงแบ่งหน่วยสืบสวนออกเป็นทีมละสามคน คาดว่าใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะรู้ผลว่าข้อสันนิษฐานของสวีเหลียงถูกต้องหรือไม่
ส่วนคนที่เหลืออยู่ในห้องทำงานนั้น...
"คุณทำแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย..."
หยางรั่วซีจ้องมองสวีเหลียงด้วยอาการอ้าปากค้าง
เธอเริ่มสัมผัสได้ลางๆ แล้วว่าสิ่งที่สวีเหลียงกำลังทำอยู่นั้นมันคืออะไรกันแน่...
อาชีพทนายนี่มันสามารถหารายได้เสริมจากงานด้านนี้ได้ด้วยเหรอ?
สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดเนี่ย... มันคืองานของตำรวจฝ่ายสืบสวนชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไงกัน!?
นี่มันไม่สมกับเป็นทนายเลยสักนิด!
"นี่แหละคือวิถีของทนาย ถ้าไม่มีความสามารถในการสืบสวนแล้วจะไปสู้คดีในศาลได้ยังไงกันล่ะ!?" สวีเหลียงย้อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
เอ่อ... มันใช่อย่างนั้นเหรอ?
หยางรั่วซีรู้สึกเหมือนมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ซักไซ้ต่อ
สวีเหลียงก็หันไปหาเฉินฉางชุนเพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามจริยธรรมวิชาชีพที่ว่าด้วยการ "รับเงินมาแล้วต้องทำงานให้คุ้มค่า"
"ส่วนเรื่องลักษณะของคดีนั้น ตอนนี้ยังระบุประเภทได้ยากครับ"
"ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรมโดยวางแผน การตายโดยอุบัติเหตุ หรือการฆ่าโดยบันดาลโทสะ ทั้งสามอย่างนี้ล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น"
เมื่อได้ยินแบบนั้นเฉินฉางชุนก็ขมวดคิ้วมุ่น
ความคิดนี้ไม่ได้ต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้เท่าไหร่นัก
เบาะแสที่พวกเขารู้ในตอนนี้มีอะไรบ้างล่ะ?
คนร้ายฆ่าหั่นศพคนหนึ่งแล้วเอาไปเร่ขาย นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อมูลอะไรที่จะนำไปสู่การระบุประเภทคดีได้เลยสักอย่างเดียว
แผลที่ทำให้ตายคือจุดไหน?
ผู้ตายเป็นใคร?
ข้อมูลพวกนี้ไม่มีเลยสักอย่าง
แต่ทว่า... พวกเขาสามารถคาดเดาได้!
"ตอนที่คนร้ายเอาเนื้อมาขาย เขาไม่ได้หวังเงินเลยสักนิด เป็นไปได้ไหมว่าเขาต้องการทำลายหลักฐานเพื่อปกปิดความผิด?"
เฉินฉางชุนโพล่งถามออกมา
นั่นหมายความว่าคนร้ายต้องการซ่อนศพงั้นเหรอ?
มันก็มีความเป็นไปได้นะ เพราะการปลอมแปลงศพเป็นเนื้ออูฐเพื่อให้คนกินลงท้องไปน่ะ มันน่าจะปลอดภัยกว่าการเอาศพไปฝังไว้เฉยๆ เยอะเลย!
ขอแค่ย่อยเสร็จปุ๊บ จะไปตรวจหาหลักฐานอะไรจากที่ไหนได้อีกล่ะ?
"มีความเป็นไปได้ครับ แต่ว่า..."
สวีเหลียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ผมกลับเอนเอียงไปทางคดีฆ่าล้างแค้นมากกว่า"
"การใช้กระเพาะคนมาซ่อนศพเนี่ย ตัวมันเองก็ขัดกับความหมายของคำว่า 'ซ่อน' อยู่แล้วนะ"
"ลองนึกดูสิครับ ระหว่างคนร้ายขุดดินฝังศพไว้เงียบๆ กับเอาเนื้อไปขายให้คนหลายสิบคนกิน อันไหนมันจะเสี่ยงโดนจับได้ง่ายกว่ากัน?"
คำตอบเห็นชัดว่าเป็นอย่างหลังแน่นอน
คนส่วนใหญ่ที่ใช้กระเพาะซ่อนศพมักจะเลือกเอาศพไปโยนให้สุนัขจรจัดหรือสัตว์ป่ากินมากกว่า
แต่การเอามาขายให้คนกินเนี่ย มันมีเคสให้เห็นน้อยมากจริงๆ
ถ้าทำเพื่อเงินหรือเพื่อสนองตัณหาทางจิตแบบแปลกๆ ก็ยังพอเข้าใจได้
แต่ประเด็นที่ว่าคนร้ายตั้งราคาขายแค่กิโลละหนึ่งหยวน แถมตอนที่เจ้าของเขียงหมูจะขอเหมาหมดคนร้ายก็ยอมตกลงอย่างง่ายดายแล้วก็รีบหนีไปทันทีเนี่ย สองปัจจัยนี้มันตัดตัวเลือกเรื่องเงินกับความชอบส่วนตัวทิ้งไปได้เลย
ในเมื่อไม่ใช่คดีฆ่าชิงทรัพย์และไม่ใช่การซ่อนศพแบบปกติ...
มันก็เหลือแค่การตายโดยอุบัติเหตุกับคดีฆ่าล้างแค้นเท่านั้น!
เมื่อเทียบกันแล้ว โอกาสที่จะเป็นคดีฆ่าล้างแค้นนั้นมีสูงกว่ามาก อย่างน้อยที่สุดสาเหตุการตายก็น่าจะมาจากความโกรธแค้นนี่แหละ
"แน่นอนล่ะว่ามีความเป็นไปได้อีกอย่าง คือสมองของคนร้ายอาจจะมีปัญหา ในเมื่อรอบตัวเขามีหมูอยู่ตั้งเยอะแต่เขากลับเลือกที่จะเอาเนื้อมนุษย์มาให้คนกิน"
สวีเหลียงแบมือทั้งสองข้างออกมา
ถ้าเป็นเคสแบบหลังเขาก็คงจนปัญญาเหมือนกัน เพราะคนฉลาดแค่ไหนก็ยากจะรับมือกับคนบ้าได้
แต่ถ้าเป็นการล้างแค้นล่ะก็...
"ตามที่ผมเคยอธิบายไว้ การจะเกิดอารมณ์โกรธแค้นจนถึงขั้นลงมือได้ขนาดนี้ มันต้องมีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ"
เฉินฉางชุนขมวดคิ้วแน่น
เขาเริ่มใช้ความคิดเกี่ยวกับประเด็นการฆ่าล้างแค้นอย่างหนัก
"ถ้าผู้ตายต้องตายเพราะความแค้น แล้วความแค้นระหว่างเขากับคนร้ายคือเรื่องอะไรกันแน่ และใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน?"
คดีนี้มันช่างสยดสยองและทารุณเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้...
ในระหว่างทางที่เฉินฉางชุนกลับกองสืบสวน เขาได้รายงานคดีนี้ให้อธิบดีตู้เทารับทราบแล้ว และผลที่ได้คือสำนักงานตำรวจเมืองแทบจะระเบิดเป็นจลาจล!
คดีกินคนเชียวนะ!
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่คดีคลี่คลายแล้วมีการประกาศออกไปต่อหน้าสาธารณชน เชื่อไหมว่าข่าวนี้จะดังไปทั่วประเทศในพริบตาเดียวแน่นอน!?
เมื่อสองเดือนก่อนเมืองฮั่นไห่เพิ่งจะดังเพราะคดีสะเทือนขวัญไปรอบหนึ่งแล้วนะ
แล้วคราวนี้ก็เอาอีกแล้ว แถมยังเป็นคดีระดับระเบิดนิวเคลียร์แบบนี้อีก...
ตอนนี้อธิบดีตู้เทาแทบอยากจะพกยาช่วยหัวใจไว้กินแทนข้าวเลยทีเดียว!
นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าสิ่งที่คนร้ายทำลงไปนั้นมันสร้างความตื่นตระหนกให้สังคมได้มากขนาดไหน
"มันต้องแค้นกันขนาดไหนถึงต้องทำกันถึงขั้นนี้..."
เฉินฉางชุนพึมพำกับตัวเองเบาๆ
หยางรั่วซีกับสวีเหลียงเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เริ่มจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด หวังเชามองดูทั้งสามคนแล้วก็ทำท่าทางเหมือนกำลังใช้ความคิดไปกับเขาด้วย
จนกระทั่ง...
"จะเป็นทฤษฎีการฉายภาพ หรือเปล่าครับ?"
จู่ๆ สวีเหลียงก็โพล่งออกมา
พูดจบสวีเหลียงก็หันไปอธิบายให้หวังเชาฟังอย่างมีน้ำใจ
"อธิบายสั้นๆ นะเจ้าเชา ทฤษฎีการฉายภาพมันคือจิตวิทยาการล้างแค้นรูปแบบหนึ่ง คือการที่คนคนหนึ่งพยายามเลียนแบบความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยได้รับมา แล้วเอาไปลงกับอีกคนหนึ่งแบบเดียวกันเป๊ะ"
"ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ถ้าผมโดนตบหน้าหนึ่งที ในใจผมก็จะอยากให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสโดนตบหน้าแบบเดียวกันบ้าง"
แล้วถ้าลองแทนค่าทฤษฎีนี้ลงในคดีนี้ล่ะ...
"คุณจะบอกว่า ผู้ตายอาจจะเคยทำเรื่องแบบนี้กับคนร้ายมาก่อนงั้นเหรอ?"
หยางรั่วซีเริ่มเข้าใจแล้ว ถึงเธอจะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับหวังเชาแต่ระดับไอคิวของเธอก็ยังถือว่าต่างกันอยู่พอสมควร
"ผู้ตายเคยหั่นศพขายเหมือนที่คนร้ายกำลังทำอยู่ในตอนนี้งั้นเหรอ?"
ผู้ตายเคยเอาของรักของหวงของคนร้ายมาขาย... อย่างเช่นศพของคนในครอบครัวงั้นเหรอ?
มันก็ดูไม่น่าจะใช่นะ...
จากข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ ผู้ตายน่าจะเป็นเจ้าของโรงเลี้ยงหมู
คนเลี้ยงหมูก็ต้องขายหมูเป็นเรื่องธรรมดา การที่เขาขายของออกไปเป็นจำนวนมากย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว คงไม่มีคนร้ายที่ไหนจะมองว่าหมูเป็นของรักของหวงจนต้องฆ่าแกงกันหรอกมั้ง
โอกาสที่มันจะเป็นแบบนั้นดูจะน้อยเกินไปหน่อย
แต่ถ้ามันไม่เกี่ยวกับหมู...
แล้วผู้ตายเคยขายอะไรไปกันแน่? ถึงได้ทำให้อีกฝ่ายโกรธแค้นจนคลั่งขนาดนี้?
ของที่ขายไปน่ะมันไม่ใช่ของที่โยนทิ้งไปเสียหน่อย ถ้าเสียดายก็แค่ไปซื้อกลับคืนมามันก็น่าจะจบแล้วไม่ใช่หรือไงกัน...
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดนั้นเอง
จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังทำลายความเงียบขึ้นมา
"ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด~!"
เฉินฉางชุนหยิบมือถือออกมาดูหน้าจอที่ปรากฏชื่อว่า: หัวหน้าหน่วยสืบสวนหลิวจิน
นี่มัน...
ได้เบาะแสแล้วงั้นเหรอ?
เฉินฉางชุนรีบกดรับสายทันที วินาทีต่อมาเสียงจากลำโพงก็ดังลอดออกมาให้ได้ยินกันถ้วนหน้า
"หัวหน้าเฉินครับ! พวกเราเจอที่เกิดเหตุแล้วครับ!"
เจอที่เกิดเหตุแล้วเหรอ?
หาเจอตามวิธีที่อนุมานไว้ก่อนหน้านี้งั้นเหรอ? แล้วแบบนี้ก็สามารถยืนยันตัวตนของผู้ตายได้แล้วด้วยสิ!?
ใบหน้าของเฉินฉางชุนฉายแววตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
"ทำไมเร็วนักล่ะ?"
สิ้นประโยคถามนั้น หลิวจินที่อยู่ปลายสายก็สบถออกมาด้วยความหัวเสีย
"แม่งเอ๊ย!"
"ไอ้เวรนี่มันไม่คิดจะปิดบังที่เกิดเหตุเลยสักนิดครับ ที่นี่แม่มันเต็มไปด้วยเลือดไปหมดเลย!!!"
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนในห้องก็หันมาสบตากันทันที
"พิกัดอยู่ที่ไหน?"
"เขื่อนกั้นน้ำในตำบลหยางตงครับ!"
ตำบลหยางตงตั้งอยู่ตรงขอบชายแดนของเขตหงฝู
ที่นั่นมีเขื่อนกั้นน้ำอยู่แห่งหนึ่ง เป็นเขื่อนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ในรัศมีหลายร้อยเมตรรอบๆ นั้นไม่มีบ้านคนปกติอยู่เลย จะมีก็แต่พวกโรงเลี้ยงสัตว์อยู่ไม่กี่เจ้าเท่านั้น
พื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่หนาทึบและรกชัฏ
ทุ่มตรงของคืนนั้น
เมื่อเฉินฉางชุนเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปนกับกลิ่นเหม็นเน่าก็พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที!
ที่นี่คือโรงเลี้ยงหมูขนาดเล็กที่มีหมูอยู่ประมาณสิบกว่าตัวเท่านั้น
แต่ตามกฎระเบียบแล้ว ต่อให้เลี้ยงแค่ไม่กี่ตัวก็ต้องตั้งอยู่ห่างจากชุมชน ที่นี่จึงถูกสร้างไว้ใกล้กับเขื่อนกั้นน้ำ แต่ทว่าบรรยากาศของโรงเลี้ยงหมูแห่งนี้กลับต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง...
ในโรงเลี้ยงหมูแห่งนี้กำลังอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้!
"แอ๊ด~"
เฉินฉางชุนผลักประตูโรงเลี้ยงหมูขนาดเล็กนี้เข้าไป
พริบตาเดียว ภาพเลือดสีแดงฉานจำนวนมหาศาลก็ปรากฏสู่สายตา ฝูงแมลงวันบินว่อนรุมล้อมราวกับกำลังรื่นเริงอยู่กับงานเลี้ยงอาหารมื้อค่ำ
ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ในลานบ้านยังพอจะมองเห็นวัตถุสีน้ำตาลบางอย่างกระจายอยู่บนพื้น ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเศษเนื้อ!
หลิวจินพาลูกน้องเริ่มทำการตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุแล้ว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า...
สีหน้าของหวังเชาดูแย่มาก ส่วนสวีเหลียงยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้
หยางรั่วซีขอตัวรออยู่ที่กองสืบสวนเอง ซึ่งสวีเหลียงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปทำอะไรอยู่ที่นั่น
"สภาพในที่เกิดเหตุเป็นยังไงบ้าง?" เฉินฉางชุนถามหลิวจินด้วยเสียงต่ำ
หลิวจินตอบกลับมาว่า "เจอรถสามล้อคันที่เห็นในกล้องวงจรปิดแล้วครับ ส่วนอาวุธที่ใช้หั่นศพน่าจะเป็นเครื่องบดอาหารที่อยู่ในนั้น ตำรวจเก็บตัวอย่างเศษเนื้อจากเครื่องบดได้เป็นจำนวนมากเลยล่ะ"
"จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยืนยันได้ว่าที่นี่คือจุดที่เหยื่อโดนทำร้ายและจบชีวิตลงครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น
เฉินฉางชุนก็ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปที่จุดเกิดเหตุโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ที่บริเวณคอกหมู
"อ้วก!"
หวังเชาที่พยายามกลั้นความเหม็นมานานในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาหันไปโก่งคออ้วกแตกลงข้างๆ คอกหมูทันที
หมูหลายตัวที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่พากันตกใจตื่นแล้วส่งเสียงร้อง "อู๊ดๆ" พลางวิ่งหนีไปซุกอยู่ที่มุมคอก
"เฮ้อ... ถ้ารู้สึกไม่ดีก็บอกกันก่อนสิ สภาพนายนี่มัน..."
สวีเหลียงพูดจิกกัดแก้เขินพลางเดินเข้าไปลูบหลังให้
หวังเชาตั้งท่าจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างแต่ทันทีที่ขยับปาก อ้วกคำใหญ่ก็พุ่งออกมาอีกระลอก
"อ้วก!"
ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง
"กลิ่นนี่มันจะเหม็นเกินไปแล้วนะครับ!" เขาพูดออกมาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความขยะแขยง
สวีเหลียงยิ้มบางๆ โดยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
กลิ่นในที่เกิดเหตุนี่มันแย่จริงๆ นั่นแหละ คนปกติถ้ามาอยู่ตรงนี้นานๆ มีหวังได้สลบคาที่แน่นอน
เขากำลังจะอ้าปากปลอบใจหวังเชา
แต่ทว่า... ในพริบตานั้นเอง...
สวีเหลียงก็ถึงกับชะงักไป เขาสังเกตเห็นว่ากองอ้วกของหวังเชาเมื่อครู่นี้... มันกำลังค่อยๆ จางหายไป
โดนดินดูดซับไปงั้นเหรอ?
มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะ เพราะพื้นใต้คอกหมูตามหลักการแล้วมันควรจะเป็นพื้นปูนซีเมนต์สิ
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะย่อตัวลงแล้วหรี่ตามองดูให้ชัดๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในจังหวะที่เฉินฉางชุนกับหลิวจินกำลังวิเคราะห์คดีกันอย่างเข้มข้นอยู่นั้น
เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาข้างหูของคนทั้งคู่!
"ใต้คอกหมูมีประตู!!!"
[จบแล้ว]