เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 - คดีทำเอาหน้ามืด!

บทที่ 38 - คดีทำเอาหน้ามืด!

บทที่ 38 - คดีทำเอาหน้ามืด!


บทที่ 38 - คดีทำเอาหน้ามืด!

☆☆☆☆☆

"เจ้าอี้ ปิดคดีในศาลทันทีแบบนั้นน่ะทำได้ดีมากเลยนะ แกช่างกล้าจริงๆ!"

ภายในสำนักงานของศาล

ผู้พิพากษาเจ้าอี้ที่ทำหน้าที่ในศาลเมื่อกี้กำลังจ้องมองชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความโมโห เขาขมวดคิ้วมุ่น

ซุนอี้รองประธานศาลมองหน้าเจ้าอี้ ตอนนี้เขาโกรธจนแทบจะคลั่ง ชี้นิ้วไปที่จมูกของอีกฝ่าย

"คดีสะเทือนขวัญขนาดนี้ แกกล้าตัดสินทันทีโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือจากคณะผู้พิพากษาเลยเหรอ?"

"ฉันถามหน่อยเถอะ ถ้าหลังจากนี้มีอะไรผิดพลาดขึ้นมา แกจะทำยังไง!?"

"ผลที่ตามมาทั้งหมด ผมจะเป็นคนรับผิดชอบเองครับ"

เจ้าอี้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

แต่ซุนอี้กลับขำแห้งด้วยความสมเพช เขาถอนหายใจยาวพลางด่าทอออกมา

"แกจะรับผิดชอบงั้นเหรอ? แกรับไหวแน่เหรอ!?"

"นั่นน่ะมันชีวิตคนทั้งชีวิตเลยนะ!"

"ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต ฝ่ายนั้นไม่ยอมพักศาลก็คงเพราะเห็นว่าคดีนี้มันเป็นเหมือนเผือกร้อนที่อยากจะโยนพ้นตัวมาให้เรานั่นแหละ"

นี่มันคือการปัดความรับผิดชอบที่แย่มาก

ในบางพื้นที่ถ้าเห็นว่าคดีมันยุ่งยากซับซ้อน เสียทั้งแรงเสียทั้งเวลา แถมทำดีเสมอตัวทำชั่วโดนด่า ก็จะใช้วิธีการตัดสินในศาลชั้นต้นให้โทษหนักๆ เข้าไว้ เพื่อให้อีกฝ่ายรับไม่ได้แล้วยื่นอุทธรณ์ไปที่ศาลระดับสูงกว่าแทน

ในศาลอุทธรณ์มันไม่มีศาลที่สามแล้ว เงื่อนไขในการขอพิจารณาคดีใหม่ก็ยากแสนยาก เพราะฉะนั้นคำตัดสินในศาลอุทธรณ์มักจะเป็นผลสรุปสุดท้ายเสมอ

ตามปกติก่อนจะประกาศคำพิพากษา คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องปรึกษาหารือกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปิดศาล พักศาล แล้วเปิดใหม่ จนกว่าจะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะประกาศผลได้

แต่เจ้าอี้กลับ...

"ผมตัดสินตามตัวบทกฎหมายครับ"

เจ้าอี้ถอนหายใจออกมา

พูดจบเขาก็เงยหน้ามองซุนอี้รองประธานศาล "ท่านรองครับ ท่านคิดว่าคดีนี้ยังมีประเด็นไหนที่ต้องปรึกษากันอีกเหรอครับ?"

ข้อมูลทุกอย่างที่สวีเหลียงยื่นมาล้วนผ่านการตรวจสอบแล้วทั้งสิ้น

ทางอัยการเช็กแล้ว ตำรวจตรวจสอบแล้ว ทั้งเรื่องอายุ DNA หรือการตรวจสภาพจิตใจ ล้วนผ่านการยืนยันมาหมดแล้ว

"ท่านคิดว่า บนพื้นฐานที่ว่าเขาเป็นเยาวชนอายุ 17 ปีที่ป่วยทางจิตขั้นรุนแรง และลงมือไปเพราะอาการป่วยกำเริบจนเกิดเป็นการมโนว่าต้องป้องกันตัว..."

"ท่านจะตัดสินยังไงล่ะครับ?"

ซุนอี้ถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออกทันที

เขาจะตัดสินยังไงได้ล่ะ?

เฉินตงไม่มีเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าใครเลยจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตัดสินด้วยข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเท่านั้น

แต่พื้นฐานของคดีนี้ก็คือเขาเป็นเยาวชนและคนป่วยทางจิต...

ต่อให้ผ่านการปรึกษาหารือในคณะผู้พิพากษา แล้วจะตัดสินให้หนักที่สุดยังไง มันก็คงไม่เกินห้าปีหรอก

จากโทษประหารชีวิตลดเหลือจำคุกห้าปี?

มันก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับความผิดฐานยกฟ้องเลยนั่นแหละ!

แถมเฉินตงก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ต้องรับโทษหนักขนาดนั้นเสียด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เจ้าอี้ตัดสินไปน่ะมันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ต่อให้ปรึกษากันในคณะ สุดท้ายผลลัพธ์มันก็วนเวียนอยู่แค่ระหว่างไม่ต้องรับโทษทางอาญาหรือรอลงอาญาเท่านั้นแหละ

ยิ่งไปกว่านั้น...

"ทุกอย่างมันมีเหตุและผล ผมไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะมองเรื่องของเฉินเจี้ยนกับจูหงไม่ออก" เจ้าอี้พูดซ้ำอีกครั้ง

ซุนอี้ถึงกับเงียบกริบพูดอะไรไม่ออกอีก

แน่นอนล่ะ พวกเขาที่เป็นผู้พิพากษาเก๋าเกมผ่านคดีมานับไม่ถ้วน แค่ชายตามองแวบเดียวก็มองออกแล้วว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นคนประเภทไหน

ซุนอี้นิ่งเงียบไปนานมาก สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืน

"เหอะ"

"ในเมื่อคดีสรุปไปแล้ว ถ้าหลังจากนี้มีปัญหาอะไรขึ้นมา แกก็รับผิดชอบเอาเองแล้วกัน"

พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป

ที่จริงถึงเขาจะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่เจ้าอี้ปิดคดีกะทันหันแบบนั้น

แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมามาก

คดีของเฉินตงนี่มันมีความกดดันมหาศาลจริงๆ ถ้าศาลอุทธรณ์ไม่ตัดสินให้จบในที่เดียวนะ คาดว่าคงต้องมีการพักศาลแล้วเปิดศาลใหม่ซ้ำไปซ้ำมาวนเวียนไปอีกเป็นครึ่งปีแน่นอน

ครึ่งปีเชียวนะ...

พอคิดถึงตรงนี้

ซุนอี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แม้แต่ฝีเท้าที่เดินอยู่ก็ยังดูเบาตัวขึ้นเยอะ

จนกระทั่ง...

"ท่านรองครับ แย่แล้วครับ มีคนมาฟ้องร้องครับ!"

ท่ามกลางความสับสน เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งมาทางเขาด้วยท่าทางลนลานทำอะไรไม่ถูก

ซุนอี้ขมวดคิ้วมุ่นทันที

"ที่นี่คือศาลนะ สำรวมท่าทางหน่อย!"

เขาตะโกนดุออกมาเสียงดัง

แต่ตอนนี้ตำรวจนายนั้นหูอื้อจนฟังอะไรไม่ออกแล้ว และไม่อยากจะถามอะไรด้วย เขามีท่าทางกระวนกระวายสุดขีดพลางรีบพูดออกมาว่า

"ท่านรองครับ รีบไปดูเถอะครับ ตอนนี้ที่ห้องโถงวุ่นวายจนเป็นจลาจลไปหมดแล้ว!"

"รีบไปเถอะครับ!!!"

เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของอีกฝ่าย ซุนอี้ก็เริ่มขมวดคิ้วหนักขึ้น

"เดี๋ยวฉันไปดูเอง"

พูดจบซุนอี้ก็รีบเดินลงไปข้างล่างทันที

ดูจากท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องด่วนจริงๆ

แต่แค่จะมาฟ้องร้อง... จะมาฟ้องร้องกันเนี่ยมันมีเรื่องอะไรให้ต้องรีบร้อนขนาดนั้นกันนะ?

ทางแผนกรับฟ้องก็น่าจะจัดการไปได้แล้วนี่นา...

ซุนอี้คิดไปพลางฝีเท้าก็เร่งความเร็วขึ้นอีกหนึ่งระดับ

จนกระทั่ง...

เขาเดินลงมาถึงชั้นหนึ่ง แต่กลับพบว่าทางเดินทั้งสองฝั่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

มันเต็มไปหมดจนถ้าเขย่งเท้าดูก็เห็นแต่หัวคนเต็มไปหมด

ซุนอี้ถึงกับอึ้งกิมกี่ รีบพยายามเบียดฝูงชนเข้าไปข้างใน

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?"

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้างในตอนนี้วุ่นวายจนเหมือนลิงชิงหลัก เมื่อได้ยินเสียงซุนอี้ก็เหมือนเจอที่พึ่ง รีบพาซุนอี้แทรกตัวเข้าไปข้างในทันที

"ท่านรอง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"

ตำรวจนายนั้นหน้าซีดเผือดพลางชี้นิ้วไปที่ห้องโถงกลาง

ซุนอี้มองตามปลายนิ้วที่ชี้ไป

เขาก็เห็นว่า ท่ามกลางห้องโถงนั้น...

มีชายคนหนึ่งดวงตาแดงก่ำจนมีเส้นเลือดฝอยขึ้นเต็มไปหมด มือข้างหนึ่งกุมหัวไว้ ส่วนอีกข้างถือมีดแหลมคมจ่ออยู่ที่คอตัวเอง

เขาทำหน้าตาน่าสยดสยองราวกับคนบ้าคลั่ง ร่างกายสั่นเทาพลางตะโกนคำรามออกมาเสียงดังลั่น

"อยุติธรรม! ผมโดนรังแก!"

"ผมจะฟ้องร้อง ผมจะแจ้งความเดี๋ยวนี้แหละ!!!"

และที่แทบเท้าของเขา

ยังมีศพศพหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ศพนั้นสวมเสื้อผ้าที่เน่าเปื่อยไปหมดแล้ว แถมยังมีกลิ่นดินโคลนลอยคละคลุ้งไปทั่ว

จางเทาและคนอื่นๆ ต่างรีบเอากล้องจ่อไปที่จุดเกิดเหตุ พยายามบันทึกภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้น

นี่มันคือ...

การแบกศพร้องทุกข์งั้นเหรอ!?

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า

ซุนอี้ก็รู้สึกเหมือนสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันที

วินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกหน้ามืดจนขาสองข้างอ่อนแรงไปหมด

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้างตัวรีบเข้าไปช่วยพยุงไว้

ซุนอี้ยังไม่ทันจะตั้งสติได้ดี เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วชี้นิ้วไปที่หลิวหมิงป๋อพลางเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา

"รับฟ้อง!"

"ไปเรียกคนจากแผนกรับฟ้องมา..."

"ไปเรียกคนจากแผนกรับฟ้องมารับคำฟ้องเขาเดี๋ยวนี้!!!"

ในขณะเดียวกัน

ที่กองสืบสวนอาชญากรรมเขตหงฝู

"คุณตำรวจครับ ผมบอกไปกี่รอบแล้ว ยัยผู้หญิงคนนั้นอยากจะตายเอง แล้วผมจะไปทำอะไรได้ล่ะ?"

"แล้วก็เรื่องที่ชื่อเฉินชิงชิงอะไรนั่นอีก ยัยนั่นทำตัวร่านเองแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับลูกผมด้วยล่ะ!?"

"..."

ภายในห้องสอบสวน

หลิวจินนั่งอยู่ตรงหน้าเฉินเจี้ยน

เฉินเจี้ยนยังคงนั่งยิ้มหน้าระรื่น เวลาผ่านไปสองเดือนความเจ็บปวดจากการเสียลูกชายก็เริ่มจางหายไป ตอนนี้เขามีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างดีทีเดียว

แต่หลิวจินกลับหน้าไม่สอยเอาเสียเลย

คดีของจางชุ่ย... พวกเขาหาหลักฐานที่จะชี้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นคนลงมือฆ่าไม่ได้จริงๆ!

ถึงแม้สวีเหลียงจะส่งผลการตรวจ DNA ของเฉินชิงชิงมาให้...

แต่ไอ้หลักฐานชิ้นนี้มันดันชี้ตัวเฉินเจี้ยนไม่ได้ แต่มันชี้ตัวไปที่เฉินเหว่ยแทน ซึ่งไอ้เฉินเหว่ยมันก็ดัน... ตายไปได้สองเดือนแล้ว!

"หึ คุณอย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย ตอนนี้คุณคงยังไม่รู้เรื่องสิท่า"

หลิวจินแววตาเย็นเยียบขึ้นมาทันที "ศาลอุทธรณ์พลิกคดีแล้วนะ"

"เฉินตงที่ฆ่าลูกชายคุณ ไม่ต้องรับโทษทางอาญาแม้แต่นิดเดียว!"

"รู้สึกยังไงบ้างล่ะ?"

ไม่ต้องรับผิดชอบเหรอ?

เฉินเจี้ยนชะงักไปทันที ดวงตาของเขาเบิกโหว่ จ้องมองหลิวจินเขม็ง มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น

นั่นหมายความว่าเฉินเหว่ยตายฟรีงั้นเหรอ!?

เงินที่เขาเสียไปตั้งมากมายนั่นก็สูญเปล่าหมดเลยงั้นเหรอ!?

ตอนนี้ใบหน้าของเขาดูแย่สุดๆ จนเขียวคล้ำไปหมด จ้องมองหลิวจินอย่างอาฆาตมาดร้าย

หลิวจินหลุดยิ้มออกมา รู้สึกสะใจในใจลึกๆ จนกระทั่ง...

"คุณตำรวจครับ ผมคงไม่ได้ติดอยู่ที่สถานีตำรวจไปตลอดชีวิตหรอกนะ" เฉินเจี้ยนแค่นยิ้มเย็นชาออกมา

"อ้อ... เฉินหัวเนี่ย เขาอาศัยอยู่ในเมืองฮั่นไห่ใช่ไหมครับ"

หมายความว่าไง?

หลิวจินชะงักไป วินาทีต่อมา รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นสายตาที่เย็นเฉียบแทน

ขู่กันเหรอ?

"หึๆ"

หลิวจินไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไป เป็นอันจบการสอบสวนในครั้งนี้

"ปัง!"

ประตูห้องปิดลง

เฉินฉางชุนที่รออยู่หน้าห้องยื่นบุหรี่ให้หลิวจินหนึ่งมวน

"สอบสวนเป็นยังไงบ้าง?"

หลิวจินส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว "ซ่ามากครับ มันมั่นใจมากว่าตำรวจจะหาหลักฐานอะไรไม่ได้เลย ไม่หลุดปากพูดอะไรออกมาสักนิด แถมยังมีการขู่กลับด้วย..."

เมื่อได้ยินแบบนั้น เฉินฉางชุนก็หน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน

มันจะโอหังเกินไปแล้ว!

แต่น่าเสียดาย... ในระยะเวลาอันสั้นนี้ตำรวจยังจัดการอะไรมันไม่ได้เลย

เขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ทว่าก็มีเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

"ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด~"

เฉินฉางชุนหยิบมือถือออกมา ชูมืออีกข้างขึ้นบอกให้หลิวจินอย่าเพิ่งพูด

เขากดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงจนตกตะลึงสุดขีด

"อะ... อะไรนะ!?"

"ท่านอธิบดีตู้ ท่านพูดจริงเหรอครับ?"

"เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อกี้เลยเหรอครับ!?"

"ได้ครับ ได้ครับ ผมจะคอยจับตาดูเฉินเจี้ยนไว้เองครับ วางใจได้เลยครับ หลังจากนี้ผมจะคอยประสานงาน..."

"ไม่ต้องห่วงครับ ท่านวางใจได้เลย..."

เฉินฉางชุนถือโทรศัพท์ค้างไว้อย่างนั้นหลังจากวางสายไปแล้วด้วยอาการมึนตึ๊บทำอะไรไม่ถูก

จนกระทั่งหลิวจินทักขึ้น เขาถึงได้เริ่มตั้งสติได้

"ลูกพี่ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?" หลิวจินขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

เฉินฉางชุนมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ดูเหม่อลอย ริมฝีปากขยับอยู่พักหนึ่งแต่กลับพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายเขาก็ขยับปากพูดเบาๆ

"อะ... อะไรนะ?" หลิวจินชะงักไป

"ฉันบอกว่า..."

เฉินฉางชุนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

"มีคนแบกศพไปที่ศาล แล้วไปร้องทุกข์ต่อหน้าสื่อมวลชนนับสิบเจ้าเลยว่ะ!!!"

หลิวจินอึ้งไปครู่หนึ่ง

วินาทีต่อมา...

รูม่านตาของเขาหดเล็กลง ขนแขนพร้อมใจกันลุกซู่ไปทั้งตัว

นี่มันคือ...

การแบกศพฟ้องศาล!?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 38 - คดีทำเอาหน้ามืด!

คัดลอกลิงก์แล้ว