- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกกรรม ปั้นผลเต๋าสู่ความเป็นเทพ
- บทที่ 1 - ผลเต๋า
บทที่ 1 - ผลเต๋า
บทที่ 1 - ผลเต๋า
บทที่ 1 - ผลเต๋า
[วันที่ยี่สิบ เดือนแปด
แค่ช่วงเวลาเข้าห้องน้ำครู่เดียว ข้าก็ทะลุมิติเสียแล้ว
โทรศัพท์มือถือและกระดาษชำระในมืออันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เครื่องแต่งกายกลายเป็นชุดคลุมสีเขียวที่ตัดเย็บพอดีตัว อายุลดลงเหลือเพียงสิบสี่ปี คิ้วคมตาใส อนาคตข้างหน้าคงหล่อเหลาระดับอู๋เยี่ยนจู่
ข้าไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงกลายเป็นแบบนี้ บางทีอาจเป็นวัฏสงสาร หรืออาจเป็นการสวมวิญญาณ ใครจะไปรู้ได้]
[วันที่ยี่สิบเอ็ด เดือนแปด
วันที่สองของการทะลุมิติ
ข้าพอจะจับต้นชนปลายสถานการณ์ปัจจุบันได้แล้ว
โลกใบนี้มีชื่อว่า “ชื่อเซี่ยนเสินโจว” (แดนศักดิ์สิทธิ์อำเภอแดง) ภูมิหลังคล้ายคลึงกับยุคโบราณในชาติก่อนแต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง ผู้ที่ปกครองใต้หล้าในยามนี้คือราชวงศ์โจวตระกูลจี ชาตินี้ข้ามีชื่อว่า “เจียงหลี” ถือกำเนิดในตระกูลเจียงซึ่งเป็นขุนนางแห่งราชวงศ์ต้าโจว ทว่าตระกูลหลักได้ย้ายไปอยู่ต่างแดนเนื่องจากการแก่งแย่งชิงดีทางการเมือง ลูกหลานตระกูลสาขาต่างแยกย้ายกระจัดกระจาย ข้าจึงได้เข้ามาอยู่ใน “สำนักติ่งหู” และกลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอก
โลกใบนี้มีวิชาคาถา มีวรยุทธ์ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือระบบการเลื่อนระดับชั้นที่เรียกว่า “ผลเต๋า”
ระบบนี้คล้ายคลึงกับระบบโอสถของ ‘จ้าวแห่งห้องสุขา’ ในนิยายบางเรื่อง แบ่งออกเป็นเก้าขั้น การเลื่อนระดับในแต่ละขั้นจำเป็นต้องมีพิธีกรรมและผลเต๋าที่สอดคล้อง อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเส้นทางที่ตายตัว
เทพ, พุทธ, เซียน, คน, ภูต, มาร, ผี, ปีศาจ... ผลเต๋าในหมวดหมู่เดียวกันขอเพียงทำตามเงื่อนไขครบถ้วนก็สามารถเลื่อนระดับได้โดยไร้ผลข้างเคียง ส่วนผลเต๋าต่างหมวดหมู่แต่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ก็อาจจะเปลี่ยนสายได้โดยต้องแลกด้วยสิ่งแลกเปลี่ยนบางอย่าง
เช่น คนเปลี่ยนเป็นเทพ ภูตกลายเป็นมาร
โลกใบนี้ผ่านพ้นยุคเสื่อมถอยของธรรมะมาแล้ว ระหว่างฟ้าดินเต็มไปด้วยไอชั่วร้ายทั้งห้า ยุคสมัยแห่งการดูดซับไอวิญญาณกลายเป็นเพียงความทรงจำ ลมปราณแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรล้วนมาจากการกลั่นโลหิตให้เป็นปราณ ดังนั้นไม่ว่าพรสวรรค์จะเฉลียวฉลาดเพียงใด กำลังภายในย่อมมีขีดจำกัด แต่ผลเต๋านั้นสามารถยกระดับขีดจำกัดนี้ได้
การรองรับผลเต๋า คือการยกระดับเนื้อแท้ของชีวิต ร่างปุถุชนสามารถกลายเป็นเทพพุทธ ปราณแท้ที่กลั่นออกมาจากกายเทพพุทธ ย่อมมิอาจนำร่างปุถุชนไปเปรียบเทียบได้
เล่าลือกันว่าผลเต๋าระดับหนึ่งนั้นถึงขั้นมีพลังพลิกฟ้าคว่ำดินได้ เช่น ผลเต๋าระดับหนึ่งของสายพรต ก็คือ ‘ซานชิงเทียนจุน’ ในตำนาน หากข้าได้เป็นเทียนจุน ข้าจะกลับบ้านได้ไหมนะ?]
[วันที่ยี่สิบสอง เดือนแปด
สูตรโกงห่วยแตก!!! ไม่สิ เจ้าไม่คู่ควรจะเรียกว่าสูตรโกงด้วยซ้ำ
นึกว่าสมุดเล่มนี้ที่ข้าเห็นได้เพียงคนเดียวจะมีฟังก์ชันวิเศษอะไร สรุปว่าค้นคว้ามาสองวัน พบว่านอกจากจะบันทึกความคิดและเรื่องราวที่ข้าประสบพบเจอโดยอัตโนมัติแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
นี่มันสมุดบันทึกประจำวันชัดๆ
คนสติดีที่ไหนเขาเขียนไดอารี่กัน]
[วันที่ยี่สิบสาม เดือนแปด
วันนี้ในหอถ่ายทอดวิชา ผู้อาวุโสสอบถามเหล่าศิษย์ถึงเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในอนาคต กล่าวว่าสำนักติ่งหูมีผลเต๋าระดับเก้าให้เลือกสองแบบ— ‘นักพรต’ สายมนุษย์ และ ‘ทหารสวรรค์’ สายเทพ
ทั้งสองล้วนเป็นผลเต๋าเฉพาะของสายพรต นักพรตจะเน้นไปทางการฝึกวิชาคาถา ส่วนทหารสวรรค์จะถนัดวรยุทธ์มากกว่า ความจริงข้าชอบทหารสวรรค์ที่ค่อนข้างอึดถึกทน แต่ใครใช้ให้ผลเต๋าขั้นต่อไปของนักพรต มี ‘นักพยากรณ์’ ที่เชี่ยวชาญการทำนายทายทักอยู่ด้วยเล่า?
เป็นที่รู้กันดีว่านักทำนายนั้นเชี่ยวชาญการเอาตัวรอดที่สุด ดังนั้นคำตอบจึงมีเพียงหนึ่งเดียว]
[วันที่ยี่สิบสี่ เดือนแปด
การเลื่อนขั้นของนักพรตต้องใช้เวลาเข้าสู่มรรคสามปีและอ่านคัมภีร์เต๋าให้จบสิบเล่ม ข้าเพิ่งเข้าสำนักมาครึ่งปี อีกประมาณสองปีครึ่งถึงจะเลื่อนขั้นได้
แต่การฝึกฝนวิชาคาถา สามารถเริ่มได้ทันที
ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คำนวณปฏิทิน เรียนรู้การทำนาย]
[วันที่ยี่สิบห้า เดือนแปด
ปีเกิงจื่อ เดือนปิ่งซวี วันติงไฮ่ เหมาะแก่การเดินทาง เปิดกิจการ ย้ายถิ่นฐาน ห้ามแต่งงาน ขุดดิน
วันนี้ไปเดินเล่นริมทะเลสาบติ่งหู เก็บเหรียญเหวินตี้ได้สามเหรียญ สามารถนำมาใช้เสี่ยงทายลิ่วเหยาได้ หรือสวรรค์จะบันดาลให้ข้าเรียนรู้วิชาทำนาย?]
[วันที่ยี่สิบห้า เดือนแปด
ปีเกิงจื่อ เดือนปิ่งซวี วันอู้จื่อ เหมาะแก่การค้าขาย เปิดกิจการ ตั้งเตียง ห้ามแต่งงาน เดินทาง ย้ายถิ่นฐาน
วิชาทำนายยากชะมัด!]
[วันที่ยี่สิบเจ็ด เดือนแปด
ปีเกิงจื่อ เดือนปิ่งซวี วันจี่โฉ่ว เหมาะแก่การเซ่นไหว้ สร้างคอกสัตว์ ห้ามเปิดกิจการ
ไม่มีความคืบหน้าเลย ข้าเหมือนคนโง่เง่า]
[วันที่ยี่สิบแปด เดือนแปด
ข้ามันคนโง่เง่าจริงๆ]
[วันที่ยี่สิบเก้า เดือนแปด ข้าคือคนโง่ที่ไม่รู้จักยอมแพ้...... เดี๋ยวนะ สมุดบันทึกมีคู่มือการใช้งาน?!
มีเหตุย่อมมีผล มีเสียย่อมมีได้ ประสบการณ์ใดๆ ที่ถูกบันทึกลงในสมุดเล่มนี้ เหตุและผลจะถูกทำให้มั่นคง ไม่อาจถดถอย อืม...... หมายความว่ามีความพยายามย่อมมีความสำเร็จ? แถมยังไม่ถอยหลังลงคลองอีก?]
[วันที่สามสิบ เดือนแปด
แม่นแล้ว แม่นแล้ว! ในที่สุดข้าก็ทำนายแม่นหนึ่งครั้ง! แถมไม่ว่าจะเป็นวิชาคาถาหรือวรยุทธ์ ความก้าวหน้าของข้าล้วนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สมุดบันทึก ยอดมนุษย์ของข้า!
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าคือเทพกระบี่เนินสิบลี้ วรยุทธ์ วิชาคาถา ข้าจะเอาให้หมด!]
......
[วันที่ยี่สิบสอง เดือนสอง
ปีกุ่ยเหม่า เดือนปิ่งเฉิน วันเกิงจื่อ วันอัปมงคล ไม่เหมาะแก่การกระทำการใดๆ
ยามสนธยาอันเลือนราง—
แสงสุดท้ายของดวงตะวัน สาดส่องขอบฟ้าจนหลากสีสันงดงาม อัศวินผู้สง่างามและองอาจบนเส้นทางภูเขาที่ไร้ผู้คน ก็ถูกแสงสายัณห์ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ สาดส่องให้ดูสง่างามและองอาจยิ่งขึ้นไปอีก......]
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วดุจม้าขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสองปีครึ่งแล้ว
เจียงหลีในยามนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี เค้าโครงความหล่อเหลาระดับอู๋เยี่ยนจู่ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปแต่อย่างใด หากวันหน้าใช้ชีวิตในยุทธภพไม่ได้แล้ว บางทีอาจจะไปเกาะผู้หญิงกินได้
ขณะนี้ เขากำลังปฏิบัติภารกิจของสำนัก ไล่ล่าศิษย์ฝ่ายนอกที่กระทำความผิดคนหนึ่ง
“ฮึ่บ—”
เจียงหลีดึงบังเหียนม้าทันควัน พลิกตัวลงจากหลังม้า แล้วทำการเสี่ยงทายบนก้อนหินริมทางภูเขา
เหรียญเหวินตี้ที่มีลักษณะกลมในเหลี่ยมร่วงหล่นเข้าออกกระดองเต่าหกครั้ง ลักษณ์กว้าของการเดินทางครั้งนี้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเจียงหลี
“บนคุนล่างหลี กว้าหมิงอี๋ (แสงสว่างที่ถูกบดบัง)” เจียงหลีขมวดคิ้ว “ตะวันลับสู่พื้นดิน แสงสว่างถูกทำลาย สรรพสิ่งติดขัด รอคอยวาสนา”
ผู้ที่ได้กว้านี้ ดวงชะตาไม่ดี ทุกสิ่งยากลำบาก ควรยึดมั่นในวิถีธรรม อดทนและเจียมตัว รอคอยโอกาส
“งั้นก็รออีกหน่อยเถอะ” เจียงหลีพึมพำ
เจียงหลีเคยเกือบจะไล่ตามฝ่ายตรงข้ามทันถึงหกครั้ง แต่ก็หยุดชะงักกะทันหันทุกครั้งก่อนจะประชิดตัว เพียงเพราะก่อนที่จะไล่ทัน เขาจะเสี่ยงทายหนึ่งครั้ง และทั้งหกครั้งล้วนได้กว้าหมิงอี๋
ด้วยระดับความเชี่ยวชาญในการทำนายของเขาในตอนนี้ บวกกับลักษณ์กว้าที่เหมือนกันเป๊ะถึงหกครั้ง หากยังจะบุ่มบ่ามเข้าไปอีก ก็สมควรตายแล้วจริงๆ
‘อีกหนึ่งเค่อ (15 นาที) ก็จะครบกำหนดสามปีแห่งการเข้าสู่มรรค ผลเต๋าก็ยื่นเรื่องขออนุมัติล่วงหน้าแล้ว พอถึงเวลาก็สามารถเลื่อนขั้นได้เลย นั่นจะเป็นโอกาสที่กว้าหมิงอี๋บอกใบ้ไว้หรือเปล่า? หากเป็นเช่นนั้น มิใช่หมายความว่าต้องเป็นนักพรตระดับเก้าถึงจะชนะได้อย่างมั่นคงหรือ?’
เจียงหลีเริ่มมีความคิดที่จะถอย
แม้เขาจะมีสูตรโกงที่ว่ามีความพยายามย่อมมีความสำเร็จ แต่ยิ่งพยายาม เจียงหลีก็ยิ่งตระหนักชัดว่า มนุษย์เรานั้นมีขีดจำกัด และเขาเริ่มรู้สึกรางๆ แล้วว่าความก้าวหน้าช้าลง
ความพยายามยังคงให้ผลตอบแทน แต่ต้องใช้ความพยายามที่มากขึ้น
หากเป็นยุคก่อนธรรมะเสื่อมถอย เจียงหลีคงทะลวงผ่านด่านด้วยการบำเพ็ญเพียรไปนานแล้ว น่าเสียดายที่นี่คือยุคหลังธรรมะเสื่อมถอย ร่างกายมนุษย์ยากจะทะลุขีดจำกัดด้วยการฝึกฝน มีเพียงต้องพึ่งพาผลเต๋าเท่านั้น
ต่อให้เจียงหลีรอบรู้สารพัดวิชา ก็ไม่กล้าพูดว่าจะสามารถเอาชนะศัตรูที่รองรับผลเต๋าระดับเก้าได้อย่างแน่นอน
การท้าทายข้ามรุ่นแม้จะดูห้าวหาญ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับคนเลือดไม่ร้อนพออย่างเจียงหลี หากเขาแพ้ หมายถึงต้องทิ้งชีวิต
ภารกิจหนึ่งได้แต้มความดีแค่ไม่กี่ร้อย จะเอาชีวิตไปเสี่ยงทำไม
ไล่ตามอีกฝ่ายมาหลายวันติดต่อกัน เกินความคาดหมายไปแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะทำภารกิจให้เสร็จก่อนเลื่อนขั้นแท้ๆ
[ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็เลื้อยไถลลงมาตามผนังภูเขา แสงเย็นเยียบที่หมายเอาชีวิตพุ่งตรงมายังกระหม่อมของเจียงหลี—]
เจียงหลีดีดตัวหลบหลีกอย่างไม่ลังเล แนบตัวไปกับผนังภูเขาเคลื่อนย้ายออกไปหนึ่งวาประดุจปู พร้อมกับยื่นมือตบลงบนชุดคลุมสีเขียวที่สวมอยู่
ยันต์วิญญาณไม้, ยันต์คุ้มกาย, ยันต์ตัวเบา, ยันต์วัชระ, ยันต์เดินปราณ
ปราณแท้ถูกถ่ายเทเข้าสู่ชุดคลุม รอยประทับยันต์ยึกยือปรากฏขึ้นมาชัดเจน พริบตาเดียวก็บัฟยันต์ห้าชนิดใส่ตัวเจียงหลี
สมุดบันทึกจะบันทึกความคิดของเจียงหลีและสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวโดยอัตโนมัติ เก็บทุกรายละเอียด เทียบเท่ากับมุมมองการรับรู้สามร้อยหกสิบองศา นี่ก็เป็นวิธีใช้สูตรโกงอย่างชาญฉลาดอีกรูปแบบหนึ่ง
เจียงหลีอาศัยฟังก์ชันนี้ผ่านพ้นวิกฤตมาหลายครั้ง วันนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เงาดำติดตามมาดั่งเงาตามตัว ยื่นมือยันก้อนหินที่ใช้เสี่ยงทายก่อนหน้านี้ ยืมแรงเปลี่ยนทิศทาง กริชในมือแฝงประกายเย็นเยียบ การโจมตีเดียวก็กรีดเกราะปราณสีทองจนปริแตก
ยันต์วัชระ แตก
ยันต์ที่วาดจนสมบูรณ์แบบถูกมีดเดียวกรีดขาด กริชยังไม่สิ้นฤทธิ์ ฟันลงบนยันต์คุ้มกาย เกราะปราณโปร่งใสสั่นสะเทือนไม่หยุด
เจียงหลีกระทืบเท้าลงพื้น ร่างกายถอยร่นอีกครั้ง พร้อมกับยกฝ่ามือสะบัดแขนเสื้อ “ฝ่ามือผลักเมฆ”
ฝุ่นผงสีขาวพรั่งพรูออกจากแขนเสื้อราวกับเมฆหมอก ซัดใส่อีกฝ่ายจนเต็มหน้าเต็มตา เงาดำรีบเดินลมปราณต้านทานทันที แต่นึกไม่ถึงว่าแรงกระแทกที่คาดการณ์ไว้จะไม่ปรากฏ กลับเป็นความเจ็บปวดแสบร้อนรุนแรงที่ดวงตาแทน
“ปูนขาว! ต่ำช้า!”
เงาดำตวาดลั่นพร้อมกวาดกริชไปมั่วซั่ว ร่างกายพุ่งถอยหลังอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถอยไปถึงก้อนหินก้อนเดิม
เวลานี้ เจียงหลีจึงได้เห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน
เครื่องหน้าสมส่วน สวมชุดรัดกุมสีดำ ดูแล้วอายุไม่น่าเกินสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าฉายแววอำมหิต แก้มมีลวดลายละเอียดถี่ยิบประดุจเกล็ด
คนผู้นี้ คือศิษย์ผู้กระทำผิดที่เจียงหลีกำลังไล่ล่า—โจวหมิงอวิ๋น
เพียงแต่คนที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับห่างไกลจากโจวหมิงอวิ๋นในความทรงจำของเจียงหลีไปไกลโข แม้แต่สไตล์ก็ยังเปลี่ยนไป
“ปีศาจภิวัตน์ เจ้ารองรับผลเต๋าสายปีศาจ?” เจียงหลีทำหน้าปวดตับ
เกิดเหตุไม่คาดฝันจริงๆ ด้วย เจ้าหมอนี่รองรับผลเต๋าไปเรียบร้อยแล้ว มิน่าล่ะกว้าถึงเตือนว่ามีลางร้าย
หากไม่ใช่เพราะเจียงหลีค่อนข้างระมัดระวัง เตรียมวิธีการป้องกันตัวไว้พร้อมเสมอ แถมยังมีสมุดบันทึกช่วยสังเกตรอบข้าง ป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพไปแล้ว
“เอาอย่างนี้ไหม ถือซะว่าเราไม่เคยเจอกัน เจ้าหนีไปตามทางของเจ้า ข้ากลับสำนักติ่งหูของข้า” เจียงหลีเสนอแนะอย่างจริงใจสุดซึ้ง “ทุกคนล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ไยต้องทำให้เรื่องราวมันตึงเครียดด้วยเล่า”
น่าเสียดายที่ข้อเสนออันเปี่ยมด้วยความจริงใจนี้ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เต็มใจรับ
โจวหมิงอวิ๋นหลับตาแน่น ข่มความเจ็บปวดแสบร้อนอันรุนแรงแล้วกล่าวด้วยความเคียดแค้นว่า “ไอ้คนต่ำช้า เจ้ามองออกถึงเจตนาซุ่มโจมตีของข้าถึงหกครั้ง แล้วตอนนี้ยังมาลอบกัดข้าอีก เจ้าเล่ห์เพทุบายปานนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือ?”
เห็นได้ชัดว่า เขามีความเข้าใจผิดต่อเจียงหลีอย่างแยบยล
เจียงหลีทำตามใจตน หยุดเท้าในจังหวะสำคัญทุกครั้ง จนถูกโจวหมิงอวิ๋นปักใจเชื่อว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างยิ่ง ไม่เชื่อคำพูดของเจียงหลีเลยแม้แต่น้อย
การปะทะกันครั้งที่เจ็ดนี้ โจวหมิงอวิ๋นสามารถเข้าใกล้เจียงหลีได้ ชิงความได้เปรียบไปก่อน แม้ตอนนี้จะถูกลอบกัด แต่เขาก็รองรับผลเต๋าแล้ว ความได้เปรียบยังคงอยู่ที่เขา
“ซู—ด”
ลิ้นสองแฉกเรียวยาวแลบออกจากร่องปาก ส่งเสียงฟู่ๆ โจวหมิงอวิ๋นหมอบราบกับพื้น จับกริชกลับด้าน จิตสังหารพลุ่งพล่าน
“ผลเต๋าสายงู” เจียงหลีรู้สึกซวยชะมัด
ผลเต๋าสายปีศาจจะทำให้ผู้รองรับค่อยๆ กลายร่างเป็นปีศาจ จนกระทั่งกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจโดยสมบูรณ์ ผลเต๋าสายงูที่โจวหมิงอวิ๋นรองรับ ทำให้เขามีความสามารถในการจับความร้อนได้เหมือนงู
นี่ทำให้ผลของปูนขาวลดลงจนเหลือต่ำที่สุด
“ตาย”
คนครึ่งปีศาจรูปร่างดั่งงูคำรามต่ำ เลื้อยไปกับพื้น ร่างกายอ่อนหยุ่นไร้กระดูกพุ่งเข้าประชิด กริชในมือทิ่มแทงราวกับเข็ม
เดิมทีโจวหมิงอวิ๋นต้องการรองรับผลเต๋าทหารสวรรค์ เน้นการฝึกวรยุทธ์ การต่อสู้ระยะประชิดย่อมได้เปรียบ สิ่งที่เขาใช้คือเพลงกระบี่ชี้ทิศของสำนักติ่งหู ปลายกระบี่ของผู้ฝึกจะชี้ไปยังจุดชีพจรทั่วร่างของคู่ต่อสู้ราวกับเข็มทิศ อีกทั้งพลังกระบี่จะรวมอยู่ที่จุดเดียว เชี่ยวชาญการเจาะทะลวงที่สุด
ณ เวลานี้ โจวหมิงอวิ๋นใช้กริชแทนกระบี่ร่ายรำเพลงยุทธ์ เพลงกระบี่ชี้ทิศในมือเขาดูพิสดารคาดเดายาก เพราะการเลื้อยแบบงู กระบวนท่าของเขาจึงมุ่งเป้าไปที่ช่วงล่างทั้งสามของเจียงหลี อำมหิตผิดมนุษย์
แต่ความเร็วของเจียงหลี ก็เหนือความคาดหมายของเขาเช่นกัน
ยันต์ตัวเบาทำให้ท่วงท่าคล่องแคล่ว ยันต์เดินปราณทำให้การโคจรลมปราณรวดเร็วขึ้น ส่วนยันต์วิญญาณไม้กระตุ้นศักยภาพร่างกาย รุกรับรวดเร็วดั่งสายลม บวกกับวิชาตัวเบา ‘ย่างก้าวเมฆา’ ที่ฝึกจนเชี่ยวชาญ ทำให้กริชทำได้เพียงเฉียดผ่านร่างเจียงหลีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยากจะส่งผล
หนึ่งรุกหนึ่งรับ ทั้งสองประดุจเหยี่ยวโฉบกระต่ายวิ่ง ไล่ล่ากันอย่างรวดเร็วบนทางเขา เห็นอยู่ว่าเส้นทางเริ่มแคบลงเรื่อยๆ ทางหนีใกล้จะหมดลง เส้นประสาทของเจียงหลีก็ค่อยๆ ตึงเครียดขึ้น
ยันต์น้ำแข็ง
ยันต์แผ่นหนึ่งพุ่งออกจากแขนเสื้อ ไอเย็นม้วนตัว เกล็ดน้ำแข็งจางๆ ปกคลุมร่างของโจวหมิงอวิ๋นที่กำลังบุกฆ่าอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ร่างของเขาชะงักไป
งูเป็นสัตว์เลือดเย็น ในเมื่อโจวหมิงอวิ๋นรองรับผลเต๋าสายงู อุณหภูมิร่างกายของเขาย่อมไม่สูงนัก ยันต์แผ่นนี้จึงได้ผลกับเขาเป็นพิเศษ
หากเป็นยุคก่อนธรรมะเสื่อมถอย ยันต์น้ำแข็งหนึ่งแผ่นชักนำไอแห่งฟ้าดิน อาจแช่แข็งเขาได้โดยตรง น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นยุคหลังธรรมะเสื่อมถอย วิชายันต์สื่อสารได้เพียงปราณในตัว ผลลัพธ์จึงลดทอนลงมหาศาล
ยันต์เมฆอัคคี
ไอร้อนดั่งเมฆหมอก แต่มิใช่เพื่อโจมตีศัตรู หากแต่เป็นการม้วนตัวรอบกายตนเอง ทำให้โจวหมิงอวิ๋นที่ใช้ความร้อนในการรับรู้ ยากที่จะระบุตำแหน่งของเจียงหลี
สองมาตรการควบคู่ เห็นผลทันตา โจวหมิงอวิ๋นแม้จะรีบเดินปราณขับไล่เกล็ดน้ำแข็ง แต่เพราะผลของยันต์เมฆอัคคี ความแม่นยำจึงเสียศูนย์อย่างแรง
เจียงหลีอาศัยจังหวะนี้ถอยห่างออกไปสามวา ยืนอยู่บนทางเขาที่กว้างเพียงม้าตัวเดียวเดินผ่าน มุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มเยี่ยงพระเอกนิยายตบหน้า
“ได้เวลาแล้ว”
เขาหยิบยันต์หยกแผ่นหนึ่งออกมา แสงสว่างจางๆ ห่อหุ้มแขนเอาไว้
[ผลเต๋าระดับเก้า: นักพรต หมวดหมู่: มนุษย์ พิธีกรรมเลื่อนขั้น: เข้าสู่มรรคสามปี อ่านคัมภีร์เต๋าจบสิบเล่ม ความสามารถ: จิตเต๋ากระจ่างแจ้ง, เชี่ยวชาญวิชาเต๋า]
ข้อมูลของผลเต๋าปรากฏขึ้นบนสมุดบันทึก
แต่ในชั่วพริบตาถัดมา ข้อมูลเหล่านั้นก็ถูกขีดฆ่าด้วยพู่กันและเลือนหายไปจากหน้ากระดาษ แทนที่ด้วยเนื้อหาใหม่เอี่ยม
[ผลเต๋าระดับเก้า: นักพรต · หวังฉงหยาง
หมวดหมู่: มนุษย์ พิธีกรรมเลื่อนขั้น: เข้าสู่มรรคสามปี อ่านคัมภีร์เต๋าจบสิบเล่ม ความสามารถ: คืนสู่ความจริงแท้, ฝึกทั้งกายและจิต, สามศาสน์รวมเป็นหนึ่ง]
[จบแล้ว]