- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 750 – รอยยิ้มที่ไม่มีวันกลับ (ตอนพิเศษ)
บทที่ 750 – รอยยิ้มที่ไม่มีวันกลับ (ตอนพิเศษ)
บทที่ 750 – รอยยิ้มที่ไม่มีวันกลับ (ตอนพิเศษ)
ลมทะเลของเมืองปวงต์-นัวร์พัดแรงจนผิวหน้าชา เสียงเครื่องยนต์ของเรือเร็วคำรามแทรกกับเสียงคลื่นเหมือนเลื่อยที่กำลังบากอะไรบางอย่างช้า ๆ… บากเข้าไปในอกคน
หลี่จินฟางนั่งนิ่งอยู่หัวเรือ ร่างกายเหมือนถูกตรึงไว้กับความมืด เขาพันขาที่พองบวมด้วยผ้าพันแผลหยาบ ๆ แต่ความเจ็บของแผลนั้น – เทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บในอก
เขาไม่พูด ไม่ถาม ไม่มองใคร... เหมือนคนที่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าวิญญาณที่เหลืออยู่ควรจะก้าวเดินต่อไปเพื่ออะไร
เกาหยางมองเขาอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปปลอบ ไม่ได้ใช้คำสวยหรู เพราะเขารู้ดีว่าในสนามรบ บางครั้งคนเราไม่ได้พังเพราะกระสุน... แต่พังเพราะ ‘คนที่ควรอยู่’ กลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
---
เมื่อก่อน… มันเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ
ความสัมพันธ์ของหลี่จินฟางกับโจวลี่เจ๋อไม่ได้เริ่มจากคำหวานหรือฉากโรแมนติก แต่มันเริ่มจากความดื้อรั้นและความอดทน
วันนั้นหลี่จินฟางยังอยู่ในหน่วย ทุกคนเรียกเขาว่า ‘คางคก’ เพราะปากไว หน้าหยิ่ง และมีดวงตาคมกริบที่คอยประเมินทุกคนว่าเป็นมิตรหรือศัตรู แต่โจวลี่เจ๋อคือผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาในโลกของเขาอย่างไม่นึกกลัว – เธอไม่กลัวปืน ไม่กลัวบาดแผล และไม่กลัวผู้ชายที่เดินเคียงข้างมาพร้อมความตาย
เธอไม่ได้ถามเขาว่า “คุณไปทำงานอะไร?” หรือ “คุณฆ่าคนหรือเปล่า?”
เธอถามเพียงประโยคสั้น ๆ ตอนเห็นเขานั่งทำแผลเองในห้องแคบ ๆ ว่า...
“เจ็บไหม?”
หลี่จินฟางตอบตามสัญชาตญาณของคนที่ไม่ยอมเผยจุดอ่อน
“ไม่เจ็บ”
โจวลี่เจ๋อหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบผ้าก๊อซมาพันแผลให้เขาแน่นกว่าเดิม
“ไม่เจ็บก็ทนไป”
คางคกทำหน้าหงุดหงิด แต่เขากลับไม่ได้ปัดมือเธอออก และตั้งแต่นั้นมา... ความเงียบงันในชีวิตเขาก็เริ่มมีเสียงของเธอแทรกเข้ามาทีละน้อย
---
คนหนึ่งอยู่กับความเสี่ยง อีกคนอยู่กับความจริง
หลี่จินฟางคือคนเหล็ก แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา และแก้ปัญหาด้วยการลงมือทำ ส่วนโจวลี่เจ๋อไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอ เธอคือคนที่ยืนอยู่บนโลกแห่ง ‘ความเป็นจริง’ อย่างดื้อรั้นพอ ๆ กับเขา
เธอไม่เคยขอให้เขาเลิกเสี่ยงชีวิต เธอเพียงตั้งกฎง่าย ๆ ที่เป็นเสมือนเชือกเส้นสุดท้ายที่ผูกเขาไว้กับโลกใบนี้
“ถ้าจะไป… บอกกันก่อน”
“ถ้ากลับมา… โทรหา”
“ถ้าหายไปเกินสามวัน… ฉันจะโกรธ”
หลี่จินฟางเคยหัวเราะหยัน
“ทำเหมือนฉันเป็นเด็ก”
โจวลี่เจ๋อตอบนิ่งๆ
“ใช่ ฉันจะเลี้ยงเด็กดื้อคนนี้เอง”
เขาไม่เถียง... เพราะคนที่เถียงชนะคนมาทั้งโลก กลับยอมแพ้ให้เธอเพียงคนเดียว
คืนไหนที่เขากลับดึก เธอจะวางข้าวไว้ในหม้ออุ่น ไม่บ่น ไม่ด่า แต่นั่งรอจนกว่าเขาจะก้าวข้ามประตูบ้านมา หลี่จินฟางเคยถามว่าทำไมไม่ไปนอน เธอตอบเพียงว่า...
“ฉันนอนก็ได้… แต่ฉันอยากเห็นกับตาว่าคุณกลับมาแล้วจริงๆ”
คำพูดสั้นๆ นั้นเอง ที่ทำให้คนอย่างหลี่จินฟางเริ่มเชื่อว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยคาวเลือดของเขา... ยังมีที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’ รออยู่
---
วันธรรมดาที่กลายเป็นวันสุดท้าย
ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมที่เมืองปวงต์-นัวร์ มีวันหนึ่งที่ดูธรรมดาเสียจนไม่น่าจดจำ
โจวลี่เจ๋อถือถุงของชำกลับบ้าน ส่วนหลี่จินฟางกำลังนั่งเช็ดปืนตามวิสัยคนที่ไม่เคยปล่อยให้มือว่าง เธอเห็นภาพนั้นแล้วทำหน้าไม่พอใจ
“อยู่บ้านยังจะเอาปืนออกมาอีกเหรอ?”
เขาก็ตอบโดยไม่เงยหน้า
“มันชิน”
โจวลี่เจ๋อเดินไปยืนข้าง ๆ มองปืนในมือเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“ฉันไม่ได้กลัวปืนหรอก… ฉันแค่กลัววันที่ปืนมันจะพาคุณไปไกลจนกลับมาหาฉันไม่ได้”
มือของหลี่จินฟางชะงักไปเสี้ยววินาที เขาเกือบจะพูดคำว่า ‘อย่าคิดมาก’ เหมือนทุกครั้ง แต่คืนนั้นเขากลับพูดประโยคที่คนอย่างเขาไม่เคยพูดออกมา...
“ถ้าวันไหนฉันกลับมาไม่ได้… ก็อย่ารอเลยนะ”
โจวลี่เจ๋อยิ้มขมขื่น
“คำสั่งแบบนี้ ฉันไม่รับค่ะ”
เธอเอื้อมมือไปแตะสันกรามเขาเบา ๆ
“กลับมาให้ได้… แค่นั้นพอ”
หลี่จินฟางพยักหน้า เขามั่นใจว่ามันคงไม่ยาก... เพราะเขาเคยผ่านอะไรที่เลวร้ายกว่านี้มานับไม่ถ้วน เขาไม่รู้เลยว่า ‘ความประมาท’ ในวันธรรมดานั้น จะกลายเป็นฝันร้ายที่กรีดลึกไปชั่วชีวิต
---
กระสุนหนึ่งนัด… ที่พังทลายโลกทั้งใบ
เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไป... เร็วจนเหมือนโลกหยุดหมุน
บนถนนของเมืองปวงต์-นัวร์ เมืองที่ความตายถูกมองเป็นเรื่องปกติ กลุ่มโจรใจบาปคิดว่าการปล้นกลางแดดเปรี้ยงเป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกมันมีชื่อแก๊งคุ้มกะลาหัว และโจวลี่เจ๋อก็เพียงแค่คนดวงซวยที่อยู่ผิดที่ผิดเวลา
เสียงปืนดังขึ้นเพียงนัดเดียว
หลี่จินฟางมาถึงตอนที่ทุกอย่างสายเกินไป ภาพที่เห็นคือเธอล้มอยู่ตรงนั้น เลือดสีแดงฉานไหลอาบพื้นอย่างเงียบงัน ขัดกับเสียงเมืองที่ยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม หลี่จินฟางทรุดตัวลง ไม่ใช่เพราะบาดแผลที่ขา แต่เพราะสมองของเขาปฏิเสธความจริงตรงหน้า
เขาร้องเรียกชื่อเธอจนเสียงแหบพร่า
“ลี่เจ๋อ… ลี่เจ๋อ!”
ไม่มีเสียงตอบกลับ... เขาพยายามเอามืออุดแผลของเธอไว้เหมือนเด็กน้อยที่คิดว่าถ้าเลือดหยุดไหล ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่เลือดไม่มีทีท่าจะหยุด และโลกของเขาก็พังทลายลงในพริบตา
คนที่เคยไม่กลัวตาย... กลับต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขากลัวที่สุดในชีวิต
นั่นคือการที่เธอจะ ‘ไม่ตื่น’ ขึ้นมาอีกเลย
---
หลังจากนั้น… เขากลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ
เกาหยางเคยเห็นคนเสียสติในสนามรบมามากมาย เห็นคนร้องไห้โฮหลังเหนี่ยวไก หรือเห็นคนจมกองความผิดจนฆ่าตัวตายตามไป แต่หลี่จินฟางไม่เหมือนใคร
เขาไม่กรีดร้องยาวนาน ไม่โวยวายวาดลวดลาย เขาเพียงแต่ ‘เงียบ’
เงียบจนคนรอบข้างสัมผัสได้ว่า ถ้าปล่อยเขาไว้เพียงลำพัง เขาจะหลุดลอยหายไปจากโลกใบนี้จริงๆ
เขาขับรถชน เขาเอาตัวเข้าแลกกับความเจ็บปวดทางกาย เพื่อหวังจะให้มันกลบฝังความเจ็บปวดในใจ แต่แผลกายนั้นรักษาได้... แผลใจกลับไม่มีวันเยียวยา
คืนนั้น ตอนที่หน่วยซาตานฝ่าวงล้อมเข้าไปช่วยเขา หลี่จินฟางพูดกับเกาหยางเพียงประโยคเดียวเหมือนคำสั่งเสียสุดท้าย
“อย่าให้ฉันรอดไปได้… ถ้ามันต้องทำให้ทุกคนเดือดร้อน”
เกาหยางสวนกลับทันควัน
“หุบปาก แล้วอยู่กับพวกเราต่อไป!”
แต่ในใจเกาหยางรู้ดีว่า... การช่วยชีวิตคนที่ ‘หัวใจ’ แหลกสลายไปแล้ว ก็เหมือนกับการลากเอาคนตายกลับมาเดินได้อีกครั้งเท่านั้นเอง
---
ความเศร้าโศกของคนที่แก้ไขอะไรไม่ได้
หลังล้างแค้นจนเลือดนองแผ่นดิน หลี่จินฟางไม่ได้รู้สึกดีขึ้น เขาเพียงแต่ ‘หมดแรง’ จะโกรธ
ความแค้นคือเชื้อเพลิงที่รุนแรง มันขับเคลื่อนให้เขาลุกขึ้นฆ่า ทำเรื่องโหดเหี้ยมได้โดยไม่ลังเล แต่เมื่อไฟแค้นมอดดับ สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความว่างเปล่าเขย่าขวัญ เขานั่งมองทะเลสีดำมืดมิด พึมพำกับตัวเองเบาๆ เพราะกลัวว่าถ้าพูดดังเกินไป เธอจะไม่ได้ยิน...
“ลี่เจ๋อ… ฉันล้างแค้นให้เธอแล้วนะ”
เขาหัวเราะออกมาสั้นๆ อย่างคนสิ้นหวัง
“แต่ทำไมนะ… ฉันยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี”
ไม่มีเสียงตอบรับ... เพราะคำตอบเดียวนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าขาวผืนนั้นแล้ว เขาไม่กล้าไปดูหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะเขากลัวว่าถ้าเห็นเธอแล้ว เขาจะไม่สามารถก้าวเดินออกมาจากตรงนั้นได้อีกตลอดกาล
---
บางความรักไม่ต้องมีคำสัญญา… แค่มีคนจำได้ก็พอ
เกาหยางเดินไปนั่งลงข้าง ๆ หลี่จินฟาง เขาไม่แตะตัว ไม่ใช้คำพูดปลอบใจที่ไร้ความหมาย เขาเพียงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“คางคก… เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลาได้”
หลี่จินฟางยังคงเหม่อมองทะเล
“ฉันรู้”
“แต่ฉันรู้เหมือนกันว่า ถ้าโจวลี่เจ๋อยังอยู่ตรงนี้ เธอคงไม่อยากเห็นนายต้องตายทั้งเป็นแบบนี้”
ชื่อของ ‘โจวลี่เจ๋อ’ ทำให้ไหล่ของหลี่จินฟางสั่นสะท้าน เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นรูป ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยเสียงแผ่ว
“ฉันไม่กลัวตาย… ฉันแค่ไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร”
เกาหยางตอบทันควัน
“งั้นก็อยู่เพื่อเธอสิ”
หลี่จินฟางหัวเราะหยัน
“อยู่เพื่อคนที่ไม่อยู่แล้วเนี่ยนะ?”
“ใช่… เพราะอย่างน้อย ตราบใดที่นายยังอยู่ เธอก็จะยังอยู่ในความทรงจำของโลกใบนี้”
หลี่จินฟางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน จนเกาหยางคิดว่าเขาคงไม่ตอบอะไรแล้ว สุดท้าย หลี่จินฟางก็ค่อย ๆ พยักหน้า ยอมแพ้ให้กับความจริงที่แสนโหดร้าย
“ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่… ฉันจะไม่มีวันลืมเธอ”
เขากำหมัดแน่นเหมือนพยายามไขว่คว้าลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอต้องตายซ้ำสอง… ในความทรงจำของฉัน”
ลมทะเลยังคงพัด เสียงเครื่องยนต์ยังคงดัง
แต่ในความมืดมิดนั้น... กลับมีบางอย่างเริ่มกลับมา ‘หายใจ’ ได้อีกครั้งทีละน้อย ไม่ใช่เพราะความแค้นหายไป แต่เพราะเขายอมรับได้แล้วว่า บางความรัก ต่อให้ถูกกระสุนปลิดชีพ ก็ไม่มีวันจางหายไป
มันจะดำรงอยู่ต่อ... ในลมหายใจของคนที่ยังอยู่
และในค่ำคืนที่มืดที่สุดของชีวิต หลี่จินฟางก็ได้เรียนรู้สัจธรรมที่เจ็บปวดที่สุดข้อหนึ่ง...
บางครั้ง ‘การรอดชีวิต’ ไม่ใช่รางวัลที่ได้รับ... แต่มันคือ ‘หน้าที่’ ที่ต้องทำ
------
(จบบทที่ 750 – ตอนพิเศษ)