- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 270 - แม่แบบสิงเทียน เลือดเดือดไม่ถอยหนี
บทที่ 270 - แม่แบบสิงเทียน เลือดเดือดไม่ถอยหนี
บทที่ 270 - แม่แบบสิงเทียน เลือดเดือดไม่ถอยหนี
บทที่ 270 - แม่แบบสิงเทียน เลือดเดือดไม่ถอยหนี
เวลานี้ภายในพระราชวังต้าอวี๋ เมื่อลู่หมิงเดินเข้ามาในตำหนักบรรทม ก็เห็นหลี่ซีโหรวและฮองเฮาทั้งสาม กำลังสนทนาอยู่กับเฟยเฟย
โบราณว่าสตรีสามคนเหมือนงิ้วหนึ่งโรง ตอนนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ย่อมต้องคึกคักเป็นธรรมดา
เมื่อลู่หมิงเดินเข้ามา
เหล่าสตรีต่างลุกขึ้นยืน
เสวียนเฟยเฟยเองก็ก้าวออกมาข้างหน้า ก้มหน้าลงต่ำอย่างว่าง่าย "ท่านพ่อ!"
ในอดีตแม้นางจะมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่หลังจากมาถึงต้าอวี๋
ประการแรกคือในใจชอบพอฝูกวง ประการที่สองคือตัวลู่หมิงเองก็นับเป็นตำนานอย่างแท้จริง อีกทั้งในยามนี้ยังเป็นผู้อาวุโสของนาง
จึงยิ่งไม่กล้าทำตัวเอาแต่ใจ กลับกลายเป็นว่าง่ายขึ้นมาก
"เฟยเฟยก็อยู่ด้วยหรือ พอดีเลย ข้ามีเรื่องจะบอก พรุ่งนี้ข้าเตรียมจะยกทัพออกศึก ให้ฝูกวงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พวกเจ้าช่วยกันสนับสนุนเขาให้ดี"
สิ้นเสียง สีหน้าของเหล่าสตรีก็เปลี่ยนไป
ต้าอวี๋จะเปิดศึกอีกแล้วหรือ
ความแข็งแกร่งของราชสำนักในยามนี้เป็นอย่างไร พวกนางล้วนรู้ดี หากต้องเปิดศึกอีกครั้ง คู่ต่อสู้ย่อมต้องไม่ธรรมดา
"มีคนบุกโจมตีพวกเราหรือเพคะ?" อวี๋มู่ยุนเอ่ยถามเป็นคนแรก
ลู่หมิงพยักหน้า "เป็นจิ่งกงแห่งสำนักไท่ชิง และชิงฉานศิษย์ของบรรพชนวายุ สองคนนี้ฝีมือไม่เลว อีกทั้งยังมีพี่น้องร่วมสำนักไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงเตรียมจะไปจัดการด้วยตัวเอง"
"ท่านพ่อ ให้ข้ากับฝูกวงไปด้วยเถิด!"
เฟยเฟยเอ่ยปากขึ้น
ในแววตาของนางเผยความดุดันออกมาวูบหนึ่ง
นับตั้งแต่แต่งงานกับฝูกวง นางก็ถือว่าตนเองเป็นคนของต้าอวี๋แล้ว
ตอนนี้มีคนคิดจะบุกโจมตีต้าอวี๋ นางย่อมร้อนใจเป็นธรรมดา
เมื่อสิ้นเสียงลง
ลู่หมิงยิ้มพลางกล่าวว่า "ครั้งนี้พวกเจ้าไม่ต้องไปหรอก เอาไว้คราวหน้าเถิด ความท้าทายของต้าอวี๋ยังมีอีกมาก วันหน้ายังมีโอกาสให้เข่นฆ่าอีกเยอะ"
อวี๋มู่ยุนและคนอื่นๆ รู้นิสัยของลู่หมิงดี จึงไม่กล่าวอันใดอีก
เพียงแต่เริ่มเงียบขรึมและช่วยจัดเตรียมข้าวของ
เฟยเฟยเองก็รีบร้อนไปหาฝูกวง
ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ไม่ธรรมดา สำหรับต้าอวี๋แล้ว นี่ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่
นางเตรียมจะกลับไปปรึกษากับฝูกวง เพื่อให้ปู่ของตนลงมือช่วย
ไม่ว่าจะอย่างไร ภายใต้บังคับบัญชาของบรรพชนเสวียนหวง ก็ยังมีจุนเซิ่งอยู่หลายคน และตัวเขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับจุนเซิ่งชั้นแนวหน้า
ทว่า เมื่อนางกลับไปส่งข่าวออกไป
คำตอบที่ได้กลับมาคือ เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาลงมือ
เห็นได้ชัดว่า ความหมายของบรรพชนเสวียนหวงคือ เขาจะลงมือ แต่ไม่ใช่เวลานี้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ เสวียนเฟยเฟยจึงอาละวาดอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อเห็นปู่ของตนไม่ยอมโอนอ่อน ก็ได้แต่เลิกราไป
เวลาล่วงเลยผ่านไป เมื่อถึงวันที่สอง
กองทัพของต้าอวี๋ได้รวมพลกันพร้อมหน้า
บนร่างของพวกเขา ล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายอันทรงพลัง
ชุดเกราะเคร่งขรึม ส่องประกายแสงโลหะ
ยามเช้าตรู่
เมื่อลู่หมิงเดินออกจากประตูวัง เหล่าขุนพลและทหารต่างโค้งกายคำนับ "ถวายบังคมฝ่าบาท!"
เขาโบกมือวูบหนึ่ง "ลุกขึ้นเถิด"
จากนั้นกล่าวต่อ "ออกเดินทาง!"
สิ้นเสียงคำสั่ง
ราชรถก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
คนอื่นๆ รีบติดตามไปติดๆ
อานุภาพเกรียงไกรยิ่งนัก
หมู่เมฆบนท้องฟ้าม้วนตัวตลบอบอวน
แทบจะเชื่อมต่อกับขอบฟ้า
ศาสตราวุธของเหล่านักรบ ผลุบโผล่อยู่ในชั้นเมฆ
หนาวเหน็บจนน่าสะพรึงกลัว
ความจริงแล้ว ทหารที่นำไปจากเมืองซ่างจิงในครั้งนี้ มีจำนวนไม่มากนัก
มีเพียงองครักษ์ส่วนพระองค์ของลู่หมิงเท่านั้น ส่วนกองทหารรักษาพระองค์อื่นๆ เมื่อได้รับข่าว ก็ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
เวลานี้ เกรงว่าคงจะไปรวมพลกันที่ด่านเฟิงหลิงเรียบร้อยแล้ว
หลายวันต่อมา เมื่อลู่หมิงมาถึงด่าน สิ่งที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า คือกลิ่นอายการฆ่าฟันอันเข้มข้น
กองทัพบนกำแพงเมืองเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเคร่งเครียด ใต้กำแพงเมืองคมอาวุธปะทะกัน
ขุนพลของทั้งสองฝ่าย กำลังต่อสู้กันอยู่
เมื่อเขามาถึง
อู๋ฮั่นและคนอื่นๆ ก็รีบเข้ามาต้อนรับ "ถวายบังคมฝ่าบาท!"
น้ำเสียงแฝงความนอบน้อม
และยังมีความตื่นเต้นเจือปนอยู่
อย่างไรเสีย ช่วงนี้ลู่หมิงไม่ได้มาด้วยตนเอง
หากไม่มีคำสั่ง พวกเขาก็ไม่กล้าออกไปรับศึกตามอำเภอใจ
ตอนนี้ดีแล้ว
ขอเพียงลู่หมิงมาถึง ก็สามารถสั่งสอนคนฝั่งตรงข้ามได้บ้างแล้ว
ลู่หมิงพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ทุกคนไม่ต้องมากพิธี
สายตามองออกไปด้านนอก
เห็นเพียงเซียวหลิน กำลังต่อสู้กับขุนพลศัตรูอย่างดุเดือดสูสี
มือหนึ่งถือโล่ มือหนึ่งถือขวาน
ร่างกายขยายใหญ่หมื่นวา ปราดเปรียวแต่หนักแน่น
ทุกขวานที่ฟาดฟันลงไป อากาศเบื้องหน้าถึงกับสั่นสะเทือน
"ตูม!"
ขวานยักษ์ฟาดลง คู่ต่อสู้หลบพ้น ยอดเขาหนึ่งลูกก็ถูกเขาผ่าออกเป็นสองซีก
เซียวหลินไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุดมือ เขายกโล่ขึ้นบังหน้าแล้วบุกต่อ
คมขวานเย็นเยียบ ส่องประกายแสงอำมหิต
แหวกฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายเบื้องหน้า
ขุนพลใต้บังคับบัญชาของชิงฉานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม สัมผัสได้ถึงคมขวานที่ฟาดฟันลงมา
ในแววตาปรากฏความตื่นตระหนก
เขาเองก็มีวรยุทธ์ขั้นต้าหลัวจินเซียน เมื่อครู่ยังตะโกนท้าทายอย่างดุดัน แต่ตอนนี้กลับไร้เรี่ยวแรงจะต้านทาน
"ปัง!"
ยามที่ขวานรบฟาดฟันลงมา
ร่างของคนฝั่งตรงข้าม ก็ถูกผ่าสะพายแล่ง
ทั้งร่างล้มตึงไปด้านหลัง
ละอองเลือดที่ฟุ้งกระจาย ปกคลุมไปทั่วสนามรบ
น่าอนาถจนใจสั่นสะท้าน
ชิ้นส่วนศพปลิวว่อนไปทั่ว
เซียวหลินมือถือโล่ทองคำและขวานรบ ศีรษะเทียมเมฆ เท้าเหยียบปฐพี
"โฮก!"
"ยังมีใครกล้ามาสู้กับข้าอีก!" เสียงคำรามของเขา ก่อให้เกิดคลื่นระลอกอากาศที่มองเห็นด้วยตาเปล่ากระจายออกไปเบื้องหน้า
กลิ่นอายแห่งความตาย การทำลายล้าง และความบ้าคลั่ง แผ่ซ่านไปทั่วสนามรบ
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังของอีกฝ่าย
สีหน้าของชิงฉานและจิ่งกงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามดูไม่ค่อยดีนัก
จากนั้น ก็หันไปมองชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง "ศิษย์พี่ รบกวนท่านลงมือเถิด ในเมื่อเริ่มการดวลขุนพลแล้ว หากไม่ชนะ ขวัญกำลังใจทหารจะเสียหาย"
ชายหนุ่มด้านหลังพยักหน้า จากนั้นก็เดินออกมา
เขาสวมชุดคลุมยาว ในมือถือคทาหยูอี้
ดูเหมือนสงบนิ่งดั่งสายลม ทว่าวรยุทธ์ขั้นจุนเซิ่งระดับหนึ่งได้ปรากฏออกมาแล้ว
เขาสนิทสนมกับจิ่งกงที่สุด ดังนั้นครั้งนี้เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะออกศึก จึงติดตามมาด้วยทันที
และเป็นยอดฝีมือขั้นจุนเซิ่งเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างกายจิ่งกง นอกเหนือจากตัวจิ่งกงเอง
ทันทีที่มาถึงกลางสนามรบ
สายตาก็ล็อกเป้าไปที่เซียวหลิน "ได้ยินชื่อเสียงความแข็งแกร่งของขุนพลต้าอวี๋มานาน เพียงแต่ไม่มีวาสนาได้พบพาน วันนี้ได้เห็นก็นับว่ามีดีอยู่บ้าง เช่นนั้นให้ข้าได้ขอชี้แนะหน่อยเถิด!"
เสียงราบเรียบดังขึ้น
ศิษย์สำนักไท่ชิงลงมือแล้ว
คทาหยูอี้ในฝ่ามือ ฟาดใส่เซียวหลิน
พริบตาเดียวก็ขยายใหญ่หมื่นวา
บนนั้นมีแสงเรืองรองไหลเวียน
"เคร้ง!"
โล่ทองคำและขวานรบยกขึ้นขวางเหนือศีรษะ
ต้านรับการโจมตีอันน่าตื่นตะหนกนี้
เมื่อคทาหยูอี้ฟาดลง ร่างของเซียวหลินก็ถูกกระแทกถอยหลังไปแล้ว
รอยเท้าที่ย่ำลงไปทุกครั้ง พื้นดินล้วนยุบตัวเป็นหลุมลึก
ส่วนจุนเซิ่งจากสำนักไท่ชิงฝั่งตรงข้าม กลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือ การโจมตียังคงระดมฟาดลงมา
คทาหยูอี้ในมือ ทุกครั้งที่เหวี่ยงออก ล้วนหอบเอาพลังงานมหาศาลมาด้วย
เขาคือศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาศิษย์หลักของสำนักไท่ชิง นามว่าซูเฉิน แต่ฝีมือกลับแข็งแกร่งยิ่งนัก และวิธีการลงมือก็โหดเหี้ยมที่สุด
ในบรรดาจุนเซิ่งระดับหนึ่ง แทบจะหาคู่ต่อสู้ไม่ได้
ยามนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียวหลินที่มีเพียงขั้นต้าหลัวสูงสุด กล่าวได้ว่าได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
คทาหยูอี้ทุกครั้งที่ฟาดลง ล้วนมีแสงสว่างกระจายออกมา
ลมพายุรอบด้านพัดกรรโชก จนฟ้ามืดมัวดิน
เทือกเขาโดยรอบต่างพังทลายลงไม่ขาดสาย
เซียวหลินตกเป็นรองเสียแล้ว
เริ่มจะรับมือไม่ไหว
เมื่อคมอาวุธฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า
พื้นดินทั้งหมดล้วนทรุดตัวลง
เมื่อเห็นภาพนี้ แววตาของลู่หมิงเผยความเคร่งขรึม
ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ เซียวหลินอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้
ขณะเดียวกัน จิ่งกงที่เฝ้าดูการต่อสู้ ก็เลิกคิ้วขึ้น
บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม
"ฮ่าฮ่า เซียวหลินผู้นี้เกรงว่าจะต้องถูกศิษย์พี่สังหารแล้ว รอทำลายต้าอวี๋ได้สำเร็จ ข้าก็น่าจะได้เลื่อนเป็นศิษย์หลักแล้วกระมัง" จิ่งกงพึมพำกับตัวเอง
รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏชัด
ชิงฉานที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า "เคล็ดวิชาไท่ซ่างของปราชญ์ไท่ชิง ลึกล้ำยากหยั่งถึงจริงๆ"
จิ่งกงพยักหน้ารับอย่างถือดี
นั่นคือศิษย์พี่ของตน จะอ่อนแอได้อย่างไร
ในขณะที่คิดเช่นนั้น
สถานการณ์ในสนามรบก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
"พรวด!"
เซียวหลินกระอักเลือดออกมาคำโต
ต้าอวี๋ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ยามดวลขุนพล น้อยนักที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
โดยทั่วไปมักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ
ลู่หมิงเตรียมพร้อมจะสั่งตีกลองถอยทัพแล้ว
แต่อู๋ฮั่นกลับกล่าวว่า "ฝ่าบาท เมื่อครู่เซียวหลินส่งกระแสเสียงมา บอกว่าห้ามตีกลองถอยทัพ เขาขอกรสู้ต่อ นี่เป็นศึกแรกของต้าอวี๋ หากพ่ายแพ้ วันหน้าจะยิ่งรบยากขึ้น"
ยามเอ่ยปาก ในแววตาก็เผยความจนใจออกมา
นิสัยของเซียวหลิน ทุกคนต่างรู้ดี
เป็นคนหัวแข็งไม่ยอมแพ้มาโดยตลอด
ตอนนี้เขายืนกรานไม่ถอย ใครก็ทำอะไรไม่ได้
ลู่หมิงพยักหน้า ทำได้เพียงดูต่อไป แม้ในสนามรบแห่งนี้ ใครๆ ก็มีวันที่ต้องเอาหนังม้าห่อศพกลับมา
แต่เขาก็ยังหวังว่าขุนพลใต้บังคับบัญชาของตน จะสามารถอยู่เคียงข้างเขาไปจนถึงจุดสูงสุด
ในใจตัดสินใจแน่วแน่ หากเซียวหลินทนไม่ไหวจริงๆ ก็จะสั่งถอยทัพ
อย่างมากพรุ่งนี้ค่อยสู้กันใหม่
จุนเซิ่งฝั่งตรงข้ามมีจำนวนมากหน่อย
หากรู้แต่แรก น่าจะให้ประมุขสำนักทะเลโลหิตลงมือ ด้วยการสนับสนุนจากทะเลโลหิต การต่อสู้กับจุนเซิ่ง น่าจะไม่มีปัญหา
ทว่า ตอนนั้นเขายังมาไม่ถึง ตอนนี้พูดไปก็สายเสียแล้ว
"ย้าก!"
หลังจากกระอักเลือด เซียวหลินยกขวานรบขึ้น ครั้งนี้กลับเป็นฝ่ายบุกโจมตี
ร่างของเขากระโจนขึ้น ร่างกายอันแข็งแกร่ง ถึงกับพุ่งชนจนดวงดาวแตกสลาย
โล่ในมือแผ่ซ่านแสงสีทอง
ดูราวกับกลายเป็นผนังแบ่งเขตแดน
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้
ซูเฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเผยความเคร่งขรึม
ใช้นิ้วชี้จิ้มออกไป ราวกับเสาค้ำสวรรค์ ที่ปลายนิ้วมีแสงสว่างเจิดจ้า ราวกับดาวตกอันงดงาม
ใบหน้าเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
ใครๆ ก็ดูออกว่า ดัชนีนี้ทรงพลังเพียงใด
"วิชาดัชนีปราบมารไท่ซ่าง นี่เป็นท่าไม้ตายของปราชญ์ไท่ชิง ได้ยินว่าหนึ่งดัชนีทำลายล้างได้หมื่นสรรพสิ่ง นับตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้นมา ยังไม่เคยมีใครต้านทานได้เลย!" ชิงฉานอุทานออกมาเบาๆ
แม้เขาในยามนี้จะเป็นยอดฝีมือขั้นจุนเซิ่งเช่นกัน
แต่เมื่อเทียบกับยอดฝีมือระดับนี้แล้ว ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่บ้าง
เวลานี้ลู่หมิงก็มองออกถึงความร้ายกาจของกระบวนท่านี้
ขณะที่กำลังจะลงมือช่วย
คิดไม่ถึงว่า เซียวหลินกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนด้วยตนเอง
ทำให้เขาลงมือช่วยไม่ทัน
"ปัง!"
ขวานรบสับลงบนไหล่ของซูเฉิน เลือดสีแดงฉานไหลทะลัก
แต่ไม่ได้สร้างอันตรายถึงชีวิต
ทว่าศีรษะของเซียวหลิน กลับถูกดัชนีจิ้มจนระเบิด
มันสมองและเลือดสาดกระจาย
เบ่งบานเป็นดอกไม้สีเลือดกลางอากาศ
"เซียวหลิน!" ขุนพลต้าอวี๋คำรามลั่น
แต่ละคนเตรียมจะพุ่งเข้าสู่สนามรบ
ซูเฉินถอยกายหลบคมขวานพร้อมกับร่างที่ถอยร่น
บนใบหน้าเผยความเย่อหยิ่ง
แม้เขาจะแข็งแกร่งกว่าเซียวหลินขั้นหนึ่ง
แต่พลังการต่อสู้ของอีกฝ่ายก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
นับว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่เลวเลย
ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น
"ครืน!"
เซียวหลินที่ไร้ศีรษะ กลับก้าวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว
พร้อมกันนั้น กลิ่นอายบนร่างก็ยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น
[จบแล้ว]