- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 230 - มรดกแต่ละฝ่าย
บทที่ 230 - มรดกแต่ละฝ่าย
บทที่ 230 - มรดกแต่ละฝ่าย
บทที่ 230 - มรดกแต่ละฝ่าย
มองดูตัวเลขในร้านค้าของระบบ ใบหน้าของลู่หมิงก็ปรากฏรอยยิ้ม คะแนนในยามนี้พุ่งสูงถึงแปดล้านล้าน นี่ขนาดยังไม่นับรวมที่เขาใช้จ่ายไปไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา
น่าเสียดายที่ร้านค้ายังไม่เลื่อนระดับ
เห็นได้ชัดว่า ยอดฝีมือระดับเทียนเซียนในสังกัด ยังมีไม่ถึงล้านคน
ทว่า เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เขายกระดับพลังบำเพ็ญของลูกน้องได้ในเวลาอันสั้นแล้ว
[วิธีสร้างชุดเกราะและอาวุธมาตรฐานทหารสวรรค์ครบชุด (ศาสตราวุธเซียนระดับกลาง), 200,000 ล้านคะแนน]
[วิธีปรุงโอสถจินตานสี่วัฏจักร, 100,000 ล้านคะแนน]
[วิธีปรุงโอสถจินตานห้าวัฏจักร, 150,000 ล้านคะแนน]
[โอสถรู้แจ้งระดับเซียน, 300,000 ล้านคะแนน (ใช้แล้วช่วยให้ทะลวงระดับพลังปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น)]
[มรดกโฮ่วอี้, 700,000 ล้านคะแนน]
[มรดกสิงเทียน, 700,000 ล้านคะแนน (เมื่อศีรษะหลุด พลังการต่อสู้เพิ่มขึ้นห้าเท่า)]
[มรดกจู้หรง, 1,000,000 ล้านคะแนน]
ลู่หมิงมองดูรายการสินค้าด้านบน ไม่ลังเลแม้แต่น้อย แลกเปลี่ยนมาทั้งหมดทันที
ในตอนนี้ เขาใช้ไปแล้วสองล้านล้าน ตัวเลขนี้เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
จากนั้น เขาก็แลกเปลี่ยนจวนแดนลับวิญญาณเซียนมาอีกสิบแห่ง
เช่นนี้แล้ว ภายในต้าอวี๋จะมีแดนลับถึงยี่สิบแห่ง
หมายความว่า ในแต่ละปีจะมีคนสองแสนคน ที่มีความเร็วในการฝึกฝนมากกว่าโลกภายนอกร้อยเท่า
ตัวเลขนี้ในตอนนี้ ต้าอวี๋ยังพอแบกรับไหว
จวนตงหลินทั้งจวน มีรายได้ผลึกเซียนปีละสามแสนล้าน
เพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงแดนลับยี่สิบแห่ง
แม้จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ตึงมือไปบ้าง
แต่ในเวลาเช่นนี้ การเพิ่มพูนความแข็งแกร่งคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
หลังจากแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น เขาก็เดินช้าๆ มุ่งหน้าสู่ท้องพระโรง เตรียมตรวจสอบความแข็งแกร่งของคนในสังกัด
ข้อนี้ก็สำคัญเช่นกัน
คิดได้ดังนั้น ก็ก้าวเดินออกไป
เมื่อมาถึงในท้องพระโรง
ก็เห็นเหล่าขุนนางมารวมตัวกันพร้อมหน้า
เมื่อพบลู่หมิง ก็ไม่กล้าชักช้า รีบคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวอย่างนอบน้อม "ถวายบังคมฝ่าบาท!"
"ลุกขึ้นเถิด"
ลู่หมิงกล่าวเรียบๆ สายตามองลงไปเบื้องล่าง
จากนั้น มุมปากก็ยกขึ้น
พลังฝีมือของอู๋ฮั่นและคนอื่นๆ พัฒนาขึ้นไม่ช้า บัดนี้บรรลุถึงขอบเขตเสวียนเซียนแล้ว
ระดับพลังนี้ถือว่าไม่เลว เพราะพวกเขาได้รับวิชาของขุนพลสวรรค์แต่ละฝ่าย แถมฝ่าเซี่ยงก็เป็นระดับท็อปสุด แม้แต่ในแดนเซียน ก็มีพลังที่จะสู้ข้ามระดับได้
"ตอนนี้นักรบในต้าอวี๋ พลังบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้าง"
เหมียวเฟิงก้าวออกมาทันที "ทูลฝ่าบาท บัดนี้มีทหารสวรรค์ระดับเทียนเซียนในแต่ละฝ่าย รวมหกแสนนาย แต่ละฝ่ายมีผู้ทะลวงสู่เทียนเซียนเกือบหนึ่งแสนนาย ที่เหลือล้วนอยู่จุดสูงสุดของขอบเขตอวี่ฮว่า พร้อมจะทะลวงระดับได้ทุกเมื่อ
ยังมีผู้บูชาอีกห้าร้อยสามสิบหกคน ในจำนวนนั้นเป็นผู้บูชาเจินเซียนห้าร้อยคน ผู้บูชาเสวียนเซียนยี่สิบคน ผู้บูชาไท่อี่เจินเซียนสิบหกคนพะยะค่ะ"
ตัวเลขนี้ ลู่หมิงพอใจมาก
แสดงว่าหนึ่งปีมานี้ ทุกคนไม่มีใครเกียจคร้าน ความแข็งแกร่งของต้าอวี๋เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ทว่า จากนั้นเหมียวเฟิงก็กล่าวต่อ "ฝ่าบาท ยังมีอีกเรื่องหนึ่งพะยะค่ะ"
"มีอะไรก็พูดมา อย่ามาอ้ำอึ้งอยู่ที่นี่" ลู่หมิงกล่าวเรียบๆ
เหมียวเฟิงผู้นี้ อาจจะอยู่ในราชสำนักนานเกินไป เวลาพูดจาเริ่มจะหน้าบางเกรงใจกันแล้ว
นี่ไม่ใช่นิมิตหมายที่ดี
เหมียวเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ฝ่าบาท คือประมุขสำนักทะเลโลหิต พอรู้ว่าถูกถอดถอน ตอนนี้คุกเข่าขอรับโทษอยู่ที่หน้าประตูวังพะยะค่ะ"
ลู่หมิงเลิกคิ้ว สนใจขึ้นมาทันที
"ให้เขาเข้ามา"
"น้อมรับพระบัญชา!" เหมียวเฟิงย่อมไม่กล้าชักช้า สั่งให้ทหารองครักษ์ออกไปพาตัวเข้ามาทันที
ประมุขสำนักทะเลโลหิตเพิ่งก้าวเข้ามาในท้องพระโรง
ก็คุกเข่าลงกับพื้น "ขุนนางผู้มีความผิด ถวายบังคมฝ่าบาท"
เวลานี้ ลู่หมิงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดขุนนางท้องถิ่นถึงไม่ชอบขี้หน้าประมุขสำนักทะเลโลหิต
อีกฝ่ายในตอนนี้ ทั่วร่างคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและไอสังหารที่เข้มข้น พันกันยุ่งเหยิง
แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว
เส้นผมจากสีแดงเพลิง กลายเป็นสีแดงฉานดุจเลือด
ร่างกายที่ผอมแห้งอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งดูเหมือนโครงกระดูกเดินได้
แต่ความก้าวหน้าของพลังบำเพ็ญ ทำให้ลู่หมิงต้องตกตะลึง สมกับที่เป็นวิชาสายทะเลโลหิต แตกต่างจากวิชาสายธรรมะ เพียงเวลาสั้นๆ พลังบำเพ็ญกลับพุ่งทะยานถึงไท่อี่เสวียนเซียน เจ้านี่ฆ่าคนไปเท่าไรกันแน่
แต่สิ่งที่ทำให้เขาดีใจคือ
ประมุขสำนักทะเลโลหิตหลังจากรับสืบทอดมรดกหมิงเหอ สามารถสู้ข้ามระดับได้ นั่นหมายความว่าตอนนี้เขาสามารถต่อกรกับจินเซียนได้แล้ว
สำหรับลู่หมิง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง
นั่นหมายความว่า ไพ่ตายในมือ เพิ่มขึ้นเป็นสองใบ
ต่อให้สวรรค์ส่งจินเซียนมาสองคน ต้าอวี๋ก็รับมือได้อย่างสบาย
"มีความผิดอันใด ก็แค่ฆ่าศัตรูเท่านั้น ข้าอภัยโทษให้เจ้า"
จากนั้น สายตาก็หันไปมองเหมียวเฟิงที่อยู่ด้านข้าง "ถ่ายทอดคำสั่งตำหนิขุนนางท้องถิ่น แยกแยะมิตรศัตรูไม่เป็น จิตใจอ่อนไหวเยี่ยงสตรี"
ต้าอวี๋ในยามนี้ ศัตรูอยู่รอบด้าน ไม่มีเวลาไปกล่อมเกลาจิตใจใคร
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือบดขยี้ศัตรูทุกคนด้วยวิธีการที่รุนแรงดุจสายฟ้าฟาด
ทำให้พวกมันหวาดกลัว
พร้อมกับยกระดับพลังของตนเอง
จะว่าไป ศัตรูที่ถูกฆ่าเหล่านั้น มีใครบ้างที่ไม่ใช่นักฆ่า
ในมือล้วนเปื้อนเลือดคนนับร้อยนับพัน
"น้อมรับพระบัญชา!" เหมียวเฟิงรับคำสั่งทันที
จากนั้น ลู่หมิงก็กวาดสายตามองลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง
"ไป๋หลี่เฟย เลือกสถานที่ที่เหมาะสม สร้างจวนแดนลับเพิ่มอีกสิบแห่ง ผลึกเซียนที่ต้องใช้ ต้องจัดหาให้ตรงเวลา"
พูดจบ แหวนมิติวงหนึ่งก็ถูกโยนออกไป
ตกลงในฝ่ามือของไป๋หลี่เฟย
แม้อีกฝ่ายจะรู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็ยังน้อมรับคำสั่ง "น้อมรับพระบัญชา!"
"บรรพชนห้า ท่านลองดูว่าชุดเกราะพวกนี้สามารถสร้างได้หรือไม่" ขณะพูด ก็นำแผนภาพชุดเกราะและอาวุธมาตรฐานของทหารสวรรค์ออกมา
บรรพชนห้ารู้ว่าสิ่งที่ลู่หมิงมอบให้ต้องเป็นของดี
จึงรีบรับมาพิจารณา
ครู่ต่อมาก็กล่าวว่า "ฝ่าบาท ตอนนี้ต้าอวี๋เรา เนื่องจากมีสำนักศึกษา จึงสร้างนักหลอมศาสตราขึ้นมาได้เกือบล้านคน ภายใต้การนำของกระหม่อม การหลอมสร้างชุดเกราะและอาวุธเหล่านี้ไม่มีปัญหา แต่วัตถุดิบหลายอย่าง ต้าอวี๋เราไม่มี ต้องสั่งซื้อจากภายนอก
ตอนนี้ ไม่นับทหารรักษานคร แค่ทหารสวรรค์หกฝ่าย จำนวนก็ปาเข้าไปหกล้านแล้ว วัตถุดิบสำหรับชุดเกราะแต่ละชุด หากซื้อจากภายนอก เกรงว่าต้องใช้หนึ่งแสนผลึกเซียน นี่ขนาดยังไม่รวมค่าแรง
หากจะติดตั้งให้ทหารสวรรค์ทั้งหมด ต้องใช้ถึงหกแสนล้านผลึกเซียน"
ตัวเลขนี้ สำหรับลู่หมิงก็นับว่าเป็นตัวเลขมหาศาล เพราะรายได้ของต้าอวี๋ตอนนี้ ปีหนึ่งก็แค่สามแสนล้าน ไม่กินไม่ใช้ ก็ต้องเก็บถึงสองปี
แต่สำหรับชุดเกราะนี้ เขาอยากได้จริงๆ การโจมตีระดับเทียนเซียน สามารถกันได้ถึงแปดส่วน ระดับเจินเซียนกันได้ห้าส่วน
ยอดฝีมือระดับเสวียนเซียนโจมตีทีเดียว ก็ทำได้แค่บาดเจ็บ
กล่าวได้ว่า หากมีชุดเกราะนี้ ในระดับเดียวกัน หนึ่งคนสู้สิบคน ก็อาจทำได้
ลู่หมิงจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร หากสร้างชุดเกราะนี้สำเร็จ อย่าว่าแต่ยอดฝีมือเลย
อย่างน้อยในเขตซิงโจว กองทัพของเขา หากกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง ก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่สอง
เมื่อคิดได้ดังนี้
ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงมองไปที่บรรพชนห้าแล้วกล่าว "ข้ารู้แล้ว เรื่องผลึกเซียน ข้าจะรีบหาทางแก้ไข"
ตอนนี้ คงอีกไม่นาน
ขุมกำลังต่างๆ ในซิงโจว คงจะบุกเข้ามา
ถึงตอนนั้น ย่อมมีวิธีหาผลึกเซียนได้แน่
จากนั้น ก็นำวิธีปรุงโอสถจินตานอีกสองชนิดออกมา ส่งให้บรรพชนสี่
โอสถสองชนิดนี้ ใช้สำหรับระดับไท่อี่เจินเซียนและไท่อี่เสวียนเซียนโดยเฉพาะ
หากมีโอสถ การฝึกฝนย่อมได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณ
แต่บรรพชนสี่ถือตำรายาไว้ ก็ยิ้มขมขื่นเช่นกัน "ฝ่าบาท โอสถนี้ปรุงได้ แต่ตอนนี้โอสถหนึ่งถึงสามวัฏจักร เราก็แทบจะผลิตไม่ทันแล้ว สมุนไพรสำหรับโอสถจินตานหนึ่งวัฏจักรแต่ละเม็ด หากตีเป็นผลึกเซียน ก็เท่ากับหนึ่งพันผลึกเซียน ตอนนี้ต้าอวี๋มียอดฝีมือเทียนเซียนหกแสนกว่าคน แค่จ่ายแจกครั้งเดียว ก็ต้องใช้หกร้อยล้านผลึกเซียน แต่ละเดือนจ่ายแจกสามครั้ง ก็ปาเข้าไปพันแปดร้อยล้าน
ปีหนึ่งก็เกือบสองหมื่นล้าน นี่ขนาดยังไม่รวมโอสถชนิดอื่น"
ต้าอวี๋ในยามนี้ เรียกได้ว่ามีรากฐานอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่หลายอย่างอยากจะทำ แต่ทรัพย์สินไม่อำนวย
นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก
เห็นได้ชัดว่า ดินแดนเพียงหนึ่งจวน ยังคงจำกัดการพัฒนาของต้าอวี๋
แต่หากอยากได้ดินแดนเพิ่ม ความแข็งแกร่งก็ยังไม่พอ
อย่างน้อย ขุนพลในสังกัดลู่หมิง ต้องก้าวสู่ขอบเขตจินเซียนเสียก่อน ถึงจะพอคิดเรื่องยึดครองทั้งซิงโจวได้
มิเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้เลย
ลู่หมิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เอาอย่างนี้ ตั้งแต่นี้ไป มีเพียงโอสถจินตานหนึ่งวัฏจักร ที่จะจ่ายแจกเป็นสวัสดิการรวม ส่วนโอสถจินตานระดับอื่น ให้ปรุงออกมาจำนวนหนึ่ง ให้ทหารใช้แต้มความดีความชอบแลกเปลี่ยน"
"น้อมรับพระบัญชา!" บรรพชนสี่รีบรับคำ
จัดสรรแบบนี้เหมาะสมที่สุด นอกจากจะลดภาระของตนเองแล้ว ยังกระตุ้นความกระตือรือร้นของกองทัพได้ด้วย
ลู่หมิงครุ่นคิดอีกครู่หนึ่งแล้วกล่าว "หูเฟย ข้ามีมรดกชุดหนึ่ง มอบให้เจ้า นำกลับไปทำความเข้าใจให้ดี พยายามทะลวงระดับพลังให้เร็วที่สุด"
ขณะที่พูด ก็ดีดนิ้วออกไป
พริบตาถัดมา หยดเลือดหยดหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่หน้าผากของเขา ผสานเข้ากับร่างกาย
บัดนี้ บุคลิกของหูเฟย เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
จากนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้น "ขอบพระทัยฝ่าบาท!"
ลู่หมิงพยักหน้า
แล้วนำมรดกสิงเทียนออกมา ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เซียวหลิน กายาของเจ้าหนักไปทางธาตุทอง ควบคุมฝ่ายทองคำ มรดกสิงเทียนนี้มอบให้เจ้า อย่าได้ทำให้เทพสงครามเสียชื่อ"
จากนั้น มุกโลหิตมรดก ก็พุ่งเข้าสู่หน้าผากของเซียวหลิน
แล้วอีกฝ่ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ร่างกายสูงใหญ่ขึ้น และกำยำขึ้นมาก
หน้าตาดูดุดันขึ้นไม่น้อย
"ซูเลี่ย เจ้าถนัดวิชาควบคุมไฟ วันนี้ถ่ายทอดมรดกจู้หรงให้เจ้า" จากนั้น เลือดอีกหยดหนึ่ง ก็ผสานเข้ากับร่างกายของเขา
ซูเลี่ยที่หน้าตาน่ากลัวอยู่แล้ว ในยามนี้ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว ห้ามเข้าใกล้
บนร่างกายของเขา ปรากฏเปลวเพลิงจางๆ ลุกโชน
ผมยาวปลิวไสว ราวกับเป็นกลุ่มก้อนเปลวเพลิงที่กำลังปลดปล่อยพลัง
"ขอบพระทัย ฝ่าบาท!"
ขุนพลทั้งสามก้าวออกมาโค้งคำนับ
ลู่หมิงโบกมือ "มรดกที่พวกเจ้าได้รับ ล้วนเป็นตัวตนที่สะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดิน หากฝึกฝนจนถึงขีดสุด จะไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
ในโลกหล้านี้ พวกเจ้าสามารถโลดแล่นได้ตามใจปรารถนา แต่ต้องตั้งใจฝึกฝน อย่าทำให้มรดกนี้เสียของ
ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับมรดก ตอนนี้ในมือข้ายังไม่มีเพิ่ม รอวันหน้าได้มาแล้วค่อยแจกจ่าย"
"น้อมรับพระบัญชา!"
เหล่าขุนนางเบื้องล่าง ต่างโค้งคำนับพร้อมกัน
จากนั้น ลู่หมิงก็มีสีหน้าเคร่งขรึม "บัดนี้ นอกจากเมืองสืออวี่แล้ว จวนตงหลินล้วนตกอยู่ในมือเรา ซิงโจวและสวรรค์มีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?
สืบได้ความว่าอย่างไร"
"ทูลฝ่าบาท ดินแดนซิงโจวมีทั้งหมด 23 จวน ขุมกำลังภายในมีนับสิบกลุ่ม นอกจากต้าอวี๋เราแล้ว ที่ร้ายกาจที่สุดคือหวงเซิ่ง แห่งสำนักเซวียนหวง ฉายาอ๋องทรายเหลือง มีอภิญญาเรียกลมพายุทรายเหลือง พัดพาร่างกายและกระดูกแยกจากกัน พลังบำเพ็ญระดับจินเซียน
คนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา ครอบครองดินแดนสามจวน
ยังมีกงซุนเยว่ แห่งสำนักเฉียนคุน ฉายาอ๋องหนึ่งปราณ คนผู้นี้ก็ครอบครองสามจวน พลังบำเพ็ญระดับจินเซียน ปากสามารถพ่นปราณเฉียนคุน เคยใช้พลังคนเดียว สยบยอดฝีมือจินเซียนสองคน
คุนอวี่ แห่งสำนักเป่ยหมิง ฉายาอ๋องเหนือ ครอบครองสามจวน พลังบำเพ็ญระดับจินเซียน เขามีความเร็วเป็นเลิศ ในการต่อสู้มักจะสังหารคู่ต่อสู้ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันรู้ตัว เป็นคนที่ลึกลับที่สุด
อินพั่วเยว่ แห่งสำนักหยินหยาง ฉายาอ๋องจันทร์ ครอบครองสามจวน พลังบำเพ็ญระดับจินเซียน ดูเหมือนจะครอบครองอภิญญาวิชากระบี่ที่ร้ายกาจมาก หาคู่ต่อกรได้ยาก
ส่วนคนที่เหลือแบ่งเค้กดินแดนสิบจวนที่เหลือ
แต่พลังฝีมือก็ดูแคลนมิได้ แม้จะไม่เทียบเท่าสี่คนข้างต้น แต่ก็เป็นยอดฝีมือที่ก้าวสู่ระดับจินตาน และรวมตัวกันเป็นพันธมิตร โดยมีอ๋องหลิงตูเป็นผู้นำ เพื่อต้านทานสี่ขุมกำลังใหญ่
เบื้องหลังอ๋องเหล่านี้ แม้จะไม่มีจุนเซิ่งหนุนหลัง แต่ก็มีต้าหลัวจินเซียนนั่งบัญชาการ
คำนวณดูแล้ว ฝ่ายเราเสียเปรียบที่สุดพะยะค่ะ"
อู๋ฮั่นกล่าวช้าๆ
ลู่หมิงพยักหน้า จากนั้นแววตาสาดประกายแสง
"แข็งแกร่งจริงๆ แต่ต้าอวี๋ข้าก็ใช่ว่าจะไร้ไพ่ตาย พวกเจ้ากลับไปแล้ว ก็ตั้งใจฝึกฝน ก่อนที่สวรรค์จะเคลื่อนทัพ
พยายามยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองให้เต็มที่"
ก่อนที่สวรรค์จะลงมือ ขุมกำลังในซิงโจว คงยังไม่ลงมือกับต้าอวี๋ชั่วคราว
แต่ตอนนี้จวนตงหลินถูกเขาควบคุมแล้ว
คาดว่าสวรรค์คงรออีกไม่นาน
"น้อมรับพระบัญชา!"
เหล่าขุนนางรับคำสั่งแล้ว ก็แสดงความเคารพ
ลู่หมิงลุกขึ้นยืน "เลิกประชุม"
สิ่งที่ควรสั่งการก็ได้สั่งการไปหมดแล้ว ลูกน้องจะไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของพวกเขาเอง
สิ้นเสียงของเขา
เหล่าขุนนางก็ถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
ลู่หมิงเดินออกจากท้องพระโรง มุ่งหน้าไปยังตำหนักฝ่ายใน
ทว่าในตอนนั้นเอง นางกำนัลชุดเขียวกลับเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง
"ฝ่าบาท ท่านเจ้าเมืองสืออวี่ขอเข้าเฝ้า ดูเหมือนจะมีเรื่องด่วนพะยะค่ะ"
"อยู่ที่ไหน" ลู่หมิงเลิกคิ้ว
เจ้าเมืองสืออวี่ผู้นี้ ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนลึกลับและเยือกเย็น
บัดนี้รีบร้อนมาหาเขา ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่
"อยู่ที่ตำหนักตงหวงพะยะค่ะ ฮองเฮาตงโฮ่วกำลังรับรองอยู่"
"งั้นไปดูกัน" ลู่หมิงพยักหน้า
จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักตงหวง
พอมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงของเจ้าเมืองสืออวี่
"จักรพรรดิอวี๋ยังไม่กลับมาอีกหรือ?"
"พี่หญิงอวิ๋นจิ่นรอสักครู่ ท่านพี่กำลังประชุมขุนนาง น่าจะใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ" อวี๋มู่ยุนกล่าวเสียงเบา
ลู่หมิงเลิกคิ้ว เขาเพิ่งเคยเห็นเจ้าเมืองสืออวี่ร้อนใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก
จากนั้นก็เดินเข้าไปในตำหนักบรรทม
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักซ่างชิง ชิงเซียวที่ทราบข่าวว่าลู่หมิงยึดครองจวนตงหลินได้แล้ว ก็รีบวิ่งไปที่ตำหนักของอาจารย์อย่างตื่นตระหนก
ต้องการแจ้งข่าวนี้ให้มหาปราชญ์ซ่างชิงทราบ
[จบแล้ว]