เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - ชัยชนะครั้งใหญ่และการข้ามด่านเคราะห์

บทที่ 200 - ชัยชนะครั้งใหญ่และการข้ามด่านเคราะห์

บทที่ 200 - ชัยชนะครั้งใหญ่และการข้ามด่านเคราะห์


บทที่ 200 - ชัยชนะครั้งใหญ่และการข้ามด่านเคราะห์

ขุยหนิวกำลังออกแรงดึงสายธนูอย่างสุดกำลัง

ลูกศรหน้าไม้ถูกดึงจนตึงถึงขีดสุด

แสงสายฟ้าเจิดจ้าปะทุออกมาอย่างต่อเนื่อง

และในยามนั้นเอง ประตูเมืองก็เปิดออกพร้อมกัน

กองทัพแต่ละกองพุ่งทะยานออกมา

ข้าศึกที่ถอยร่นไปไกลกว่าหลายสิบลี้ เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว

ก็หันกลับมาทันที

บนใบหน้าของหลินม่อปรากฏแววตื่นเต้น

"ข้าว่าแล้วว่าพวกมันต้องทนไม่ไหว!"

สิ้นเสียง แววตาก็ฉายประกายสังหาร

แต่ในวินาทีถัดมา รูม่านตาของประมุขสำนักหมิงเสียก็หดเกร็ง "แย่แล้ว มีอันตราย!"

เขาส่งเสียงคำรามลั่น

ร่างกายเคลื่อนย้ายไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็หนีไปไกลนับพันลี้

เต้าจวินท่านอื่นๆ ก็พบความผิดปกติ ต่างพากันถอยหนี

พวกเขาสัมผัสได้ว่าตนเองถูกพลังงานที่แข็งแกร่งมหาศาลล็อคเป้าเอาไว้

"มอ!"

เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นอีกครั้ง ทะลุทะลวงเมฆา

ลูกศรหน้าไม้แถวหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศ

ส่องประกายแสงอันงดงามเจิดจรัสกลางเวหา

"ตูม!" แทบจะในชั่วพริบตา มันก็มาถึงหน้าค่ายของศัตรู

ยามที่ตกลงสู่พื้นดิน ก็ระเบิดพลังทำลายล้างอันมหาศาลออกมา

เทือกเขาถูกเจาะทะลุ พื้นดินถูกฉีกกระชาก

ลาวาพวยพุ่งออกมา ปกคลุมป่าเขาโดยรอบ

ประมุขสำนักกว่าสิบคน มีห้าคนที่หลบหนีไม่ทัน ร่างกายถูกบดขยี้จนแหลกเหลว

หลินม่อหนีได้เร็ว แม้จะไม่ตาย แต่ร่างกายครึ่งซีกก็ถูกพลังงานกระแทกจนแหลกละเอียด

ประมุขสำนักหมิงเสียเป็นคนแรกที่หนีไป ยืนอยู่ห่างออกไปพันลี้ มองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความหวาดผวาจนหน้าตาบิดเบี้ยว

ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นผงที่ปลิวว่อน

ประมุขสำนักคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีดเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึง ว่าฝ่ายต้าอวี๋จะสามารถปลดปล่อยการโจมตีที่รุนแรงถึงเพียงนี้ออกมาได้

ความจริงแล้ว พวกเขาควรจะดีใจ

ดีใจที่หน้าไม้ยักษ์ไม่ได้มีความยืดหยุ่นเหมือนมนุษย์ มิเช่นนั้นต่อให้พวกเขาจะรู้ตัวล่วงหน้า ก็คงหนีไม่พ้น

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังสูญเสียอย่างหนัก

"กุบกับ! กุบกับ!"

ในเวลาเดียวกัน ทหารม้าของต้าอวี๋ก็พุ่งทะยานออกมา

หน่วยม้าเหล็กฝูถู เปล่งประกายแสงสีดำทมิฬจากเกล็ดเกราะ

ราวกับกระแสธารเชี่ยวกราก พุ่งเข้าชนค่ายกลของทัพต้าเซี่ย

พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวจากการถูกโจมตีเมื่อครู่

ก็ถูกชนจนกระบวนทัพแตกกระเจิง

หมอกโลหิตฟุ้งกระจาย

เสียงกรีดร้องดังระงม จางมู่นำทัพอยู่หน้าสุด

ดาบยาวของเขาปลดปล่อยปราณดาบยาวพันจั้ง ทุกที่ที่ผ่านไปล้วนพินาศสิ้น

นักรบต้าเซี่ยระดับจินตานคนหนึ่ง ชูกระบี่ขึ้นหมายจะตีฝ่าวงล้อม

วินาทีถัดมา นายกองร้อยหน่วยม้าเหล็กฝูถูผู้หนึ่ง ก็พุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง หอกยาวอาศัยแรงส่งจากม้าศึก

ระเบิดแรงปะทะอันน่าตื่นตะลึง

"ฉึก!"

แทงทะลุลำคอของอีกฝ่ายในทันที

โลหิตไหลทะลัก ศีรษะครึ่งหนึ่งแทบจะถูกกระแทกจนแหลก

ร่างกายอ่อนยวบยาบ ล้มลงกองกับพื้น

และภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ก็เกิดขึ้นไปทั่วทั้งสนามรบ

นักรบหน่วยเว่ยอู่จู๋ ยกโล่ใหญ่พุ่งเข้าสู่สนามรบ

พวกเขาสร้างกำแพงทองแดงผนังเหล็ก

หอกยาวแทงสวนออกมาเป็นระยะ ราวกับอสรพิษ

ต้อนศัตรูจำนวนมากให้มาอยู่รวมกันตรงกลาง แล้วสังหารทิ้งทีละคน

ฝนโลหิตสาดกระเซ็น ราวกับนรกโลกันตร์

กองทัพทาสเกือบล้านนายพุ่งเข้าสู่สนามรบ พวกเขากระหายความดีความชอบ จึงดาหน้าเข้าใส่อย่างไม่กลัวตาย

เมื่อเข้าปะทะกับทหารต้าเซี่ยและศิษย์สำนักต่างๆ กลับไม่เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีเปรียบอยู่ลางๆ

เหล่าเจ้าสำนักจากกรมบูชา ก็พาลูกศิษย์เข้าเข่นฆ่าสังหาร

ในฐานะขุมกำลังที่เพิ่งเข้ามาร่วมกับต้าอวี๋ พวกเขาต้องการโอกาสพิสูจน์ตัวเองอย่างยิ่ง

กองทัพพันธมิตรของต้าเซี่ยและสำนักต่างๆ เกือบสามล้านนาย ในยามนี้เมื่อต้องสู้รบกับต้าอวี๋ กลับไม่มีความได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย

หลินม่อมองดูสนามรบเบื้องหน้า ดวงตาแดงก่ำ แทบจะถลนออกมานอกเบ้า

เลือดลมทั่วร่าง พุ่งพล่านขึ้นสมอง

ประมุขสำนักหลายคนก็สีหน้าไม่สู้ดี ศิษย์ที่พามาเหล่านี้ ล้วนเป็นระดับหัวกะทิของพวกเขา

หากต้องมาตายที่นี่ ใครบ้างจะไม่ปวดใจ

ประมุขสำนักคนหนึ่งคำรามลั่น "ต้าอวี๋มีตยอดฝีมือเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ หากยังสู้กันต่อ คนของข้าคงตายหมดแน่"

"ไม่ทำแบบนี้แล้วจะให้ทำอย่างไร การโจมตีของต้าอวี๋เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นแล้ว ลูกศรหน้าไม้อันน่าสะพรึงกลัวนั่น เพียงพอจะฉีกกระชากพวกเราทุกคน หากเจ้าบุกเข้าไป ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสรอด" ประมุขสำนักหมิงเสียยิ้มขื่น

ความแข็งแกร่งของต้าอวี๋ เหนือความคาดหมายของเขาไปมาก

"การโจมตีที่รุนแรงขนาดนั้น พลังงานที่ใช้ต้องมหาศาลแน่นอน ข้าว่าต้าอวี๋คงยิงครั้งที่สองไม่ได้แน่

คนที่พามาครั้งนี้ เป็นทหารเลวที่เหลืออยู่ไม่มากของต้าเซี่ยแล้ว หากต้องมาตายที่นี่อีก ข้าคงไม่มีหน้ากลับไปรายงาน"

หลินม่อขมวดคิ้วกล่าว

จากนั้น ร่างกายวูบไหว พุ่งเข้าสู่สนามรบ

ประมุขสำนักคนอื่นๆ มองหน้ากัน

แล้วก็ลงมืออย่างไม่ลังเลเช่นกัน

ความเร็วของพวกเขารวดเร็วยิ่งนัก

มีเพียงประมุขสำนักหมิงเสียที่ยังไม่ขยับ เขาเตรียมจะรอดูก่อน

ศิษย์ตายก็ตายไป วันหน้ายังหาใหม่ได้

แต่หากตัวเขาตาย ก็จบสิ้นกัน

อีกทั้ง เขารู้สึกว่าพวกหลินม่อใจร้อนเกินไป

ณ ที่ห่างไกลจากสนามรบ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ไคหยางมองดูฉากนี้ ใบหน้าฉายแววตกตะลึง

ศึกนี้พูดตามตรง นางไม่คิดว่าต้าอวี๋จะมีโอกาสชนะ

ความเป็นไปได้มากที่สุด คือถูกต้าเซี่ยและสำนักต่างๆ สกัดดาวรุ่งอยู่นอกด่าน

แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือ สถานการณ์กลับพลิกผัน

ต้าอวี๋ไม่เพียงไม่พ่ายแพ้ ยังไล่ต้อนกองทัพต้าเซี่ยจนถอยร่นไม่เป็นขบวน

แม้แต่ยอดฝีมือระดับเต้าจวิน ก็ตายไปถึงห้าคนในพริบตา

และแทบจะเป็นการสังหารในชั่วพริบตาเดียว

นี่คือการกดข่มอย่างสมบูรณ์แบบ

นางกำมือแน่น จนข้อต่อนิ้วขาวซีด

นึกถึงตอนที่ตนเองจากต้าอวี๋มา แววตาก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววสับสน

และในเวลานี้ ลู่หมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง สายตามองไปข้างหน้า เมื่อเห็นประมุขสำนักเหล่านั้นพุ่งเข้ามาอีกครั้ง

อู๋ฮั่นก็โบกธงคำสั่งทันที

"มอ!"

เสียงคำรามของขุยหนิวดังขึ้นอีกครั้ง พวกมันลากหน้าไม้ยักษ์

ใต้ฝ่าเท้ามีเมฆสายฟ้าม้วนตัว

แสงสีเขียวทอง สะท้อนให้หน้าไม้ยักษ์ทั้งคันส่องประกายแวววาว

"ผึง!"

สิ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลาย

ลูกศรหน้าไม้แถวหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป

แรงมหาศาล ฉีกกระชากมิติอากาศจนสั่นสะเทือน

หลินม่อที่เพิ่งเข้าใกล้สนามรบ ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานของแรงนี้

รุนแรงเกินไป แทบจะเทียบเท่าขอบเขตทงเจี๋ยขั้นเก้า

ไม่กล้าชักช้า ร่างกายถอยกรูดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

ประมุขสำนักคนอื่นๆ ก็เช่นกัน

ทว่า ครั้งนี้แม้พวกเขาจะเตรียมตัวมาแล้ว

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีเช่นนี้ ก็ยังรู้สึกถึงความเล็กจ้อยของตนเอง

"ตูม!"

ผู้ที่ถูกล็อคเป้า ร่างกายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในชั่วพริบตา

ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนี

ประมุขสำนักหมิงเสียที่อยู่นอกสนามรบ แววตาฉายแววหวาดกลัว

"ข้าบอกแล้วว่าอย่าไป ทีนี้เป็นไง ตายกันหมด" เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทางไกลอย่างไม่คิดชีวิต

ลู่หมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองดูเงาร่างที่จากไปของเขา

ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก

ขอเพียงชนะศึกนี้

สำนักในละแวกใกล้เคียงเหล่านั้น ก็ควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวได้เสียที

สงครามยังคงดำเนินต่อไป

การฆ่าฟันของผู้คนจำนวนมากขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงได้ในเวลาสั้นๆ

ครั้งนี้ได้เห็นอานุภาพของหน้าไม้แปดวัวแล้ว ลู่หมิงตัดสินใจว่าเมื่อมีคะแนนเพียงพอ จะต้องสร้างอาวุธชนิดนี้ออกมาให้มากกว่าเดิม

สิบสามด่านชายแดน แต่ละด่านต้องวางหน้าไม้แปดวัวไว้อย่างน้อยหนึ่งพันคัน

ในกองทัพทหารองครักษ์ ทุกหนึ่งแสนนายต้องมีหนึ่งพันคัน

เขาไม่เชื่อว่า จะมีสำนักไหนต้านทานได้

ขอเพียงระดับอวี่ฮว่าไม่ออกโรง ต้าอวี๋ก็ไม่ต้องกลัวสำนักหน้าไหนทั้งสิ้น

อันที่จริงจะว่าไป นอกจากสำนักใหญ่ระดับท็อปแล้ว

ที่ไหนจะมีขอบเขตอวี่ฮว่ามากมายปานนั้น

ดังนั้น ในแง่หนึ่ง ความแข็งแกร่งของต้าอวี๋ในตอนนี้ จะบอกว่าอ่อนแอไม่ได้อีกแล้ว

อย่างน้อยที่สุด หากคิดจะเล่นงาน ในแดนบูรพานี้ นอกจากสำนักเทียนเสวียนจะลงมือเอง มิเช่นนั้นหากคิดจะจัดการต้าอวี๋

เกรงว่าเป็นไปไม่ได้

เวลานี้ การผงาดขึ้นของต้าอวี๋ กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ลู่หมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง สายตาเรียบเฉยมองดูทุกสิ่งเบื้องหน้า

วันเวลาผันผ่าน พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน

การต่อสู้สิ้นสุดลง

กองทัพต้าเซี่ยและพันธมิตรสำนักต่างๆ เกือบสามล้านนาย ถูกสังหารเรียบในสนามรบ

โลหิตย้อมพื้นดินจนแดงฉาน

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จนทำให้ผู้คนรู้สึกหายใจไม่ออก

ซากศพนอนเกลื่อนกลาด

จางมู่เดินเข้ามาด้วยสภาพโชกเลือด

เขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ ไหล่ถูกฟันไปหนึ่งแผล เกราะแตกละเอียด มองเห็นเนื้อสดๆ ที่ปลิ้นออกมา

แต่ใบหน้ายังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว

ยามยืนอยู่ข้างกายลู่หมิง หยดเลือดไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย

ราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากบ่อเลือด

กลิ่นอายดุร้ายแผ่ซ่านออกมา

"กราบทูลฝ่าบาท ข้าศึกทั้งหมดถูกสังหารสิ้นแล้ว ฝ่ายเราเสียผู้บูชาไปสามสิบห้าคน ในจำนวนนี้มีสิบสามคนเป็นขอบเขตเสินทง ที่เหลือเป็นขอบเขตฝ่าเซี่ยง

ทหารองครักษ์สูญเสียสามหมื่นหกพันนาย

ทหารชายแดนเสียชีวิตหนึ่งแสนสองหมื่นนาย

นักรบจากสำนักต่างๆ เสียชีวิตสองแสนห้าหมื่นนาย"

คำรายงานของจางมู่ ทำให้ลู่หมิงขมวดคิ้ว แม้จะรู้ดีว่า ศึกนี้ต้องมีการสูญเสีย แต่ในใจก็ยังอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้

การศึกกับภายนอก ความเสียหายช่างมากมายนัก

ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเอ่ยช้าๆ ว่า "เก็บศพของเหล่านักรบกลับมาให้หมด นำกลับไปให้ครอบครัวของพวกเขา เงินชดเชยให้จ่ายในอัตราสูงสุด"

ลู่หมิงเอ่ยเสียงเรียบ

เวลานี้ แววตาอดไม่ได้ที่จะฉายแววโศกเศร้า

"พะยะค่ะ ฝ่าบาท!" จางมู่รีบรับคำ

แล้วถอยออกไป

อู๋ฮั่นที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาท แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อ?"

ตอนนี้ เมื่อมีสุดยอดศาสตราอย่างหน้าไม้แปดวัวคอยหนุนหลัง

เขารู้สึกว่าตนเองสามารถตีทะลุทั่วทั้งต้าเซี่ยได้

ลู่หมิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "สั่งให้เจ้านำทัพในสังกัด พร้อมหน้าไม้แปดวัวหนึ่งพันคัน รุกคืบเข้าสู่เขตแดนต้าเซี่ยต่อ ในเมื่อออกมาแล้ว หากไม่ตีให้ต้าเซี่ยล่มสลาย

ก็คงจะเสียหน้าแย่"

เขาเอ่ยเสียงเรียบ

เมื่อมีหน้าไม้แปดวัวช่วยเสริม ต้าเซี่ยก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของต้าอวี๋อีกต่อไป

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้บูชาขอบเขตเสินทงอีกเกือบพันคน

มีของดีไม่ใช้ก็เสียของเปล่า

"รับบัญชา!" อู๋ฮั่นรีบขานรับ

ใบหน้าฉายแววตื่นเต้น

เวลานี้ ลู่หมิงชำเลืองมองจางเหมิงที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าวต่อ "จัดสรรหน้าไม้แปดวัวหนึ่งพันคัน ผู้บูชาขอบเขตเสินทงสองร้อยคน ให้หวังซวิน เมื่อทัพหนุนไปถึง ให้เปิดฉากโจมตีสำนักเทียนเจี้ยนที่มีชายแดนติดกันทันที"

"จัดสรรหน้าไม้แปดวัวหนึ่งพันคัน ผู้บูชาขอบเขตเสินทงสองร้อยคน ให้ซูเลี่ย ให้เคลื่อนทัพโจมตีสำนักที่ติดกัน

จางมู่ หูเฟย หวังเย่ว์ นั่งบัญชาการชายแดน เตรียมพร้อมสนับสนุนทุกด้าน"

"พะยะค่ะ ฝ่าบาท!"

จางเหมิงคึกคักขึ้นมาทันที ฝ่าบาทจะเปิดฉากโต้กลับเต็มรูปแบบแล้ว

จากนั้น ก็รีบหยิบยันต์สื่อสารออกมาถ่ายทอดคำสั่ง

และในขณะนั้นเอง บรรพชนทั้งสามท่านก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้า ปรากฏตัวเบื้องหน้าลู่หมิง

ทันทีที่ปรากฏตัว บรรพชนสองก็เอ่ยด้วยความทึ่ง "คิดไม่ถึงจริงๆ เวลาเพียงเท่านี้ ต้าอวี๋ของเราถึงกับตีออกมานอกด่านได้แล้ว"

ขณะที่พูด แววตาฉายแววตื่นเต้นวูบหนึ่ง

บรรพชนสามที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า "หลังจากชัยชนะครั้งใหญ่ ย่อมต้องมีความท้าทายครั้งใหญ่ตามมา ข้าว่าสำนักเทียนเสวียนต้องมีการตอบโต้แน่"

ได้ยินคำของพวกเขา ลู่หมิงยิ้มกล่าว "สำนักเทียนเสวียนโกรธจนขาดสติย่อมเป็นเรื่องแน่นอน แต่ตอนนี้คงยังไม่ลงมือด้วยตนเอง เจิ้นเพิ่งเห็นผู้ดูแลของสำนักเทียนเสวียนแอบหนีไป

ทว่า การต่อสู้หลังจากนี้ พวกมันต้องส่งคนมาแอบช่วยแน่

สงครามในวันหน้า คงไม่ง่ายนัก

แต่ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งปี หรือสิบปี ก็ต้องรบต่อไป

มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะหลุดพ้นจากการปิดล้อมของสำนักใหญ่ต่างๆ ได้

ไม่มีขุมกำลังใดที่ผงาดขึ้นมาได้อย่างราบรื่น ต้าอวี๋อยากจะผ่านด่านนี้ไป ก็ต้องอาศัยการต่อสู้เช่นกัน"

ลู่หมิงเอ่ยเสียงเรียบ

บรรพชนทั้งสามพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย

"ใช่แล้ว ตอนที่เจ็ดสำนักใหญ่ผงาดขึ้นมา ต่างก็ต้องเอาชนะคู่แข่งคนแล้วคนเล่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ สำนักยาจกวงในตอนนั้นก็เกือบจะถูกล้างสำนัก

ต่อมาได้ร่วมมือกับพวกเรา ได้รับพลังแห่งมนุษยธรรมช่วยหนุนเสริม จนสร้างยอดฝีมือได้กลุ่มใหญ่ ถึงจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

คิดไม่ถึงว่า วันหนึ่งต้าอวี๋ก็ต้องเดินบนเส้นทางสายนี้เช่นกัน" บรรพชนสองกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เพราะไม่ใช่ทุกขุมกำลัง ที่จะมีคุณสมบัติเดินบนเส้นทางสายนี้

ต้าอวี๋ในตอนนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด แต่หากเดินผ่านเส้นทางนี้ไปได้

ย่อมต้องบรรลุถึงจุดสูงสุดที่คนรุ่นก่อนไม่เคยไปถึง

ลู่หมิงพยักหน้า "ดังนั้น คงต้องรบกวนบรรพชนทั้งสามท่านช่วยนั่งบัญชาการที่ชายแดน ก่อนไปข้าจะวางแดนลับเซียนยุทธ์ไว้แห่งหนึ่ง ถึงตอนนั้นรบกวนบรรพชนทั้งสามช่วยกำกับดูแลเหล่าทหารให้ฝึกฝนด้วย"

ชายแดนคือสถานที่ที่ง่ายต่อการสร้างผลงานที่สุด เมื่อวางแดนลับเซียนยุทธ์ไว้ที่นี่ ใช้เวลาไม่นาน ต้าอวี๋จะต้องมีอัจฉริยะในกองทัพผุดขึ้นมามากมายแน่นอน

บรรพชนสองดวงตาเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้น "ยังมีแดนลับเซียนยุทธ์อีกหรือ"

เขารู้ดีว่า ของสิ่งนี้มันท้าทายสวรรค์เพียงใด

ที่ต้าอวี๋พัฒนามาได้ขนาดนี้ ก็เพราะแดนลับเซียนยุทธ์นี้แหละ

ลู่หมิงพยักหน้ายิ้ม "ย่อมต้องมี ไม่ใช่แค่ชายแดน เจิ้นเตรียมจะวางไว้ทุกพื้นที่"

"ดี ดีมาก มีแดนลับเซียนยุทธ์ บวกกับหินวิญญาณที่ได้มาตอนนี้ อีกไม่นาน ความแข็งแกร่งของต้าอวี๋จะต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นแน่"

ลู่หมิงพยักหน้า แล้วมองบรรพชนสองกล่าวว่า "ไม่ใช่แค่นักรบ ตอนนี้โอสถที่เกี่ยวข้องก็มีพร้อมแล้ว บรรพชนทั้งหลายก็ควรรีบทะลวงด่าน

หากต้าอวี๋เรามียอดฝีมือขอบเขตอวี่ฮว่าเพิ่มขึ้นมาสักคน ก็จะไร้กังวลอย่างแท้จริง"

"จะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแน่นอน!" บรรพชนทั้งสามรับคำทันที

ลู่หมิงพยักหน้า

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เตรียมตัวเดินทางกลับซ่างจิง

ในขณะเดียวกัน ภายในสำนักเทียนเสวียน ประมุขสำนักเทียนเสวียนนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน

ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์

เพียงแต่ ในแววตาฉายแววอำมหิตเป็นระยะ

"การปิดล้อมของสำนักต่างๆ ล้มเหลวแล้ว พวกเราก็ล้มเหลว ต้าอวี๋มีความเป็นไปได้สูงที่จะบุกโจมตีต้าเซี่ยต่อ พวกเจ้าว่าต่อไปควรทำอย่างไร?"

ประมุขสำนักเทียนเสวียนเอ่ยเสียงเรียบ

หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ เขาคงอยากจะลงมือด้วยตัวเอง

เต้าจื่อถูกฆ่าคือความแค้นใหญ่หลวง ไม่อาจไม่ชำระสะสาง

ชุดคลุมยาวบนร่าง โบกสะบัดตามแรงสั่นสะเทือนของพลังเวท ส่งเสียงดังไม่ขาดสาย

เหล่าผู้นำอาวุโสเบื้องล่าง ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวว่า "สำนักลงมือเองคงไม่เหมาะสม รังแต่จะเป็นการยกย่องต้าอวี๋ มันไม่ได้จะโจมตีต้าเซี่ยและสำนักอื่นๆ ต่อหรอกหรือ

พวกเราก็สนับสนุนขุมกำลังเหล่านั้นให้สู้กับต้าอวี๋ ทั้งโอสถ ศาสตราวุธ และในยามจำเป็นก็ให้ยอดฝีมือของสำนักลงมืออย่างลับๆ ไม่เชื่อหรอกว่าต้าอวี๋จะต้านทานได้

ศึกนี้สู้กับมันสักแปดปีสิบปี ตัดกำลังต้าอวี๋ไปก่อน"

ความเห็นของผู้อาวุโสท่านนี้ นับว่าสุขุมรอบคอบ

ประมุขสำนักเทียนเสวียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดี เอาตามนี้ เรื่องนี้มอบให้ผู้อาวุโสใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบ!"

เขากล่าวเสียงเรียบ

จากนั้น ร่างกายก็หายวับไปจากที่เดิม

อีกด้านหนึ่ง ประมุขสำนักไคหยางเมื่อได้รับข่าว ก็เพียงแค่พยักหน้า

แล้วก็ไม่มีท่าทีอื่นใด

แม้ต้าอวี๋จะเอาชนะต้าเซี่ยได้ แต่นั่นก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร

มีสำนักเทียนเสวียนนั่งบัญชาการ เขาไม่เชื่อว่าต้าอวี๋จะสร้างคลื่นลมอะไรได้

สำนักอื่นๆ ก็มีความคิดเช่นเดียวกัน

ส่วนลู่หมิงในเวลานี้ ไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ตอนนี้เขากำลังเร่งเดินทางกลับซ่างจิง

ระหว่างทางก็ไม่ได้อยู่เฉย ยังคงฝึกฝนต่อไป

เขาต้องรีบทะลวงสู่ขอบเขตอวี่ฮว่าให้เร็วที่สุด

หน้าไม้แปดวัวแม้จะใช้ดี แต่ความแข็งแกร่งของตนเอง ต่างหากคือที่พึ่งพิงที่แท้จริง

ในวันนี้ กองทัพเดินทางมาใกล้ถึงซ่างจิงแล้ว

ขณะที่ลู่หมิงกำลังฝึกฝนอยู่ในราชรถ

"วิ้ง!" พลังงานอันแข็งแกร่งแผ่กระจายออกไปรอบทิศ

จากนั้น บนท้องฟ้าก็ปรากฏเมฆดำทมิฬเป็นหย่อมๆ

มืดมิด และมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ภายใน

และทันทีที่ปรากฏขึ้น ก็ล็อคเป้าไปที่ลู่หมิง

จากนั้น ม้าศึกส่งเสียงร้อง

มีขุนพลชักดาบออกมาเตรียมพร้อมระวังภัย

จางเหมิงก็พบความผิดปกติ รีบวิ่งเข้ามา

เวลานี้ ลู่หมิงค่อยๆ เดินลงจากราชรถ

"แจ้งองครักษ์ให้ถอยออกไป เจิ้นจะข้ามด่านเคราะห์แล้ว"

ทงเจี๋ยเก้าขั้น ทุกการทะลวงผ่านหนึ่งขั้น จะต้องข้ามด่านเคราะห์หนึ่งครั้ง

นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ้นเสียงเขา

จางเหมิงไม่กล้าชักช้า รีบตะโกนบอกองครักษ์รอบด้าน "ถอยออกไป ถอยออกไปให้หมด!"

เวลานี้ ร่างของลู่หมิงค่อยๆ ลอยขึ้นสู่กลางเวหา

เก้ากระถางปรากฏขึ้นบนร่าง

พลังโชคชะตาปกคลุมทั่วร่าง

"เปรี้ยง!"

สายฟ้าสีม่วงขนาดเท่าถังน้ำฟาดลงมา เมื่อกระทบถูกร่างลู่หมิง กลับไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ

มีเพียงชุดคลุมมังกรสีดำที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม

"ครืน ครืน!"

บนท้องฟ้า สายฟ้าฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ไม่ว่าสายฟ้าจะโหมกระหน่ำเพียงใด ลู่หมิงก็ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง

ทัณฑ์สายฟ้านี้ดำเนินต่อเนื่องไปหนึ่งวันเต็มจึงยุติลง

ลู่หมิงค่อยๆ กลับขึ้นราชรถ ขบวนทัพก็เริ่มออกเดินทางต่อ

นักรบค่ายองครักษ์เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ต่างก็ลิ้นห้อย ในฐานะศิษย์ราชสกุล พวกเขาย่อมรู้ดีว่าการข้ามด่านเคราะห์นั้นน่ากลัวเพียงใด

ทุกครั้งล้วนเป็นความตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วน

แต่ลู่หมิงกลับผ่านมันไปได้อย่างง่ายดาย

ราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย

วันที่สอง ขบวนเสด็จกลับถึงซ่างจิง

หลังจากสลายทัพองครักษ์ ทันทีที่เข้าสู่วังหลัง ลู่หมิงก็เห็นอวี๋มู่ยุนจูงมือหลี่ซีโหรวรออยู่ก่อนแล้ว

เมื่อทั้งสองเห็นลู่หมิง ใบหน้าก็เผยแววปิติยินดี

"ท่านพี่กลับมาแล้ว!" หลี่ซีโหรวรีบวิ่งเข้ามาก่อน

ใบหน้าขาวผ่องใสกระจ่างภายใต้แสงตะวัน ราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้

สวมชุดหงส์สีขาวจันทร์

อวี๋มู่ยุนในชุดหงส์สีแดงสดก็เดินเข้ามาเช่นกัน

รูปร่างของนางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายสูงศักดิ์ เมื่อมองลู่หมิง แววตาราวกับจะมีหยาดน้ำหยดออกมา

"กลับมาแล้ว ชายแดนสงบชั่วคราว ยังไม่ถึงมือข้า ให้ลูกน้องจัดการก็พอ" เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

จากนั้น ก็จูงมือภรรยาทั้งสองเข้าสู่ตำหนักบรรทม

โบราณว่าจากกันนานยิ่งหวานชื่น ห่างกันไปนานขนาดนี้ เขาเองก็คิดถึงพวกนางจับใจ

หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งความสุข

ลู่หมิงก็เข้าสู่สภาวะงานล้นมืออีกครั้ง อันดับแรกคือแดนลับเซียนยุทธ์สามสิบแห่งที่แลกเปลี่ยนมา สั่งให้คนนำไปติดตั้งในแต่ละพื้นที่

จากนั้นก็สั่งการให้อวี๋คุนเป็นเจ้ากรมเตรียมพล

รับผิดชอบจัดตั้งกองทัพสำรองในแต่ละจวนและแคว้น

ราชสำนักรับผิดชอบแจกจ่ายโอสถ เคล็ดวิชา ให้ฝึกฝน และยังมอบเบี้ยหวัดพื้นฐานให้

ทุกปีจะมีโอกาสเข้าสู่แดนลับหนึ่งครั้ง

ส่วนใหญ่ประกอบด้วยลูกหลานชาวบ้าน

จำนวนมหาศาล

ในยามสงครามหากแนวหน้าสูญเสียมากเกินไป ก็จะถูกเติมเต็มด้วยกองกำลังนี้

ในเมื่อต้าอวี๋เตรียมจะทำสงครามยืดเยื้อ กองกำลังสำรองย่อมต้องเพียงพอ

สามล้านที่คาดการณ์ไว้ในอดีต ไม่เพียงพอเสียแล้ว

หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น ลู่หมิงก็เข้าสู่ห้องลับ เตรียมจะดูว่าครั้งนี้ได้รับคะแนนมาเท่าไร

หากเป็นไปได้ เขาเตรียมจะติดตั้งหน้าไม้แปดวัวให้ทั่วทั้งกองทัพ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - ชัยชนะครั้งใหญ่และการข้ามด่านเคราะห์

คัดลอกลิงก์แล้ว