- หน้าแรก
- ผมเป็นนายกองร้อยบ้านนอก แต่มีระบบร้านค้าสุดโกงฯ
- บทที่ 190 - วางรากฐานทั่วหล้า
บทที่ 190 - วางรากฐานทั่วหล้า
บทที่ 190 - วางรากฐานทั่วหล้า
บทที่ 190 - วางรากฐานทั่วหล้า
"ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!" บรรพชนเจ็ดเอ่ยปาก
แววตาเผยความเคร่งขรึม
เขาเองก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าลู่หมิงจะพัฒนาเขตปกครองของตนเองมาได้ไกลถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาถึงได้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปานฉะนี้
หลังจากกล่าวจบ เขาก็เตรียมตัวจะจากไป
ทว่าในยามนั้นเอง
ลู่หมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "บรรพชนเจ็ดไม่ต้องรีบร้อนเพียงนั้น อาหารใกล้จะยกมาแล้ว พวกเรารับประทานอาหารกันก่อนแล้วท่านค่อยไปเถิด พอดีมีบางเรื่องที่ข้าอยากจะสอบถามอยู่พอดี"
"เอาตามเจ้าว่า" บรรพชนเจ็ดยิ้มร่าพลางนั่งลง
ครู่ต่อมา นางกำนัลชุดเขียวพานางรับใช้เดินเข้ามา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศนานาชนิด
กลิ่นหอมที่โชยออกมาตลบอบอวลไปทั่วตำหนักอุ่น
อาหารแต่ละจานล้วนประณีตบรรจง หาได้ยากยิ่งในภายนอก
"นี่เป็นฝีมือของยอดพ่อครัววังหลวง อาหารแต่ละอย่างไม่เพียงรสชาติเลิศรส แต่ยังมีสรรพคุณช่วยเพิ่มพูนตบะ วัตถุดิบต่างๆ ล้วนสดใหม่ที่สุด"
จักรพรรดินีเอ่ยแนะนำด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่ตรัส นางก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้หลี่ซีโหรว "ลองชิมนี่ดูสิ รสชาติดีเยี่ยมมาก เป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่งจากเป่ยไห่ เพิ่งส่งมาถึงเมื่อวานนี้เอง"
จะเห็นได้ว่าอวี๋มู่ยุนชื่นชอบนางจากใจจริง
อีกฝ่ายไม่เพียงอ่อนโยนเรียบร้อย แต่ยังมีจิตใจดีงาม
จักรพรรดินีถึงกับรู้สึกโชคดีที่ภรรยาของลู่หมิงคือหลี่ซีโหรว มิเช่นนั้นแล้ว เรื่องราวอาจไม่ราบรื่นเช่นนี้
ส่วนลู่หมิงชนจอกสุรากับต้าจงเจิ้งแล้วเอ่ยถาม "ท่านต้าจงเจิ้ง ไม่ทราบว่าตอนนี้ผลผลิตหินวิญญาณของต้าอวี๋เราต่อปีมีจำนวนเท่าใด?"
เหมืองหินวิญญาณของต้าอวี๋ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลราชสกุล
จากนั้นจึงแจกจ่ายลงไป
พวกเขาจึงรู้ดีที่สุด
"หลังจากพวกเรากลับมาต้าอวี๋ ก็ทยอยปลดผนึกและค้นพบเหมืองหินวิญญาณบ้างแล้ว มีทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบห้าแห่ง
ผลผลิตต่อปี น่าจะอยู่ที่ราวๆ หมื่นล้านก้อน" ต้าจงเจิ้งวางจอกสุราลงแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
จากนั้นเขารินสุราให้ลู่หมิงแล้วกล่าวต่อ "เดิมทีช่วงก่อนหน้านี้ ได้ยึดเหมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมาจากนอกด่าน ผลผลิตหินวิญญาณต่อปีอยู่ที่ราวๆ ห้าพันล้านก้อน ทำให้สถานะการเงินคล่องตัวขึ้นบ้าง แต่พอถูกปิดล้อม...
เหมืองหินวิญญาณแห่งนั้นก็ถูกต้าเซี่ยแย่งชิงไป" เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็ฉายแววโกรธแค้น
สิ้นเสียงของเขา
ลู่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนนี้รายได้หินวิญญาณจากฝั่งข้า น่าจะอยู่ที่ปีละสองร้อยล้านก้อน แต่จำนวนนี้ยังไม่พอ หากต้องการให้ต้าเซี่ย... ไม่สิ หากต้องการให้ต้าอวี๋พัฒนาขึ้นมา พวกเราจำเป็นต้องมีหินวิญญาณมากกว่านี้
บางทีการเปิดน่านน้ำอาจเป็นความคิดที่ไม่เลว หากควบคุมพื้นที่ชายฝั่งรอบต้าอวี๋ได้ จำนวนหินวิญญาณของเราก็น่าจะเพิ่มขึ้นได้อีก"
"หินวิญญาณมากมายขนาดนี้ยังไม่พออีกหรือ? อย่างอื่นอาจจะขาดแคลนบ้าง แต่หินวิญญาณน่าจะเพียงพอสำหรับกองทัพใช้ฝึกฝนแล้วนะ" จักรพรรดินีเอ่ยอย่างประหลาดใจ
ในอดีต เพราะต้าอวี๋ไร้ยอดฝีมือ เหมืองหินวิญญาณในอาณาเขตจึงถูกปิดตายมาโดยตลอด
ช่วงหลังมานี้ หลังจากเชื้อพระวงศ์กลับมา
ทุกวันจะมีหินวิญญาณจำนวนมหาศาลส่งเข้ามายังซ่างจิง
ในสายตาของจักรพรรดินี นี่นับเป็นตัวเลขมหาศาลแล้ว
แต่เมื่อสิ้นเสียงนาง ลู่หมิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้ามีแดนลับเทียนอู่อยู่แห่งหนึ่ง หากผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าจินตานเข้าไปฝึกฝนข้างใน หนึ่งวันข้างนอกจะเท่ากับสิบวันข้างใน สามารถช่วยเพิ่มพูนตบะของคนใต้บังคับบัญชาได้อย่างมหาศาล
หินวิญญาณที่ต้องใช้ต่อปีคือหนึ่งพันล้านก้อน
ข้าเตรียมจะสร้างไว้ทุกแคว้น เพื่อให้กองทัพเร่งเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง
คาดว่าใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถสร้างกองทัพที่ทัดเทียมกับต้าเซี่ยได้"
สิ้นเสียงลง นิ้วมือของต้าจงเจิ้งถึงกับสั่นระริก
ใบหน้าฉายแววเหลือเชื่อ
"แดนลับ? ข้าเหมือนเคยเห็นในตำราโบราณ เล่าลือกันว่าในยุคบรรพกาล เป็นสถานที่ลึกลับที่ขุมกำลังระดับสูงสุดใช้ฟูมฟักศิษย์ในสำนัก แม้แต่ในแดนเซียนก็มีเพียงสำนักที่แข็งแกร่งบางแห่งเท่านั้นถึงจะมีครอบครอง" ขณะที่พูด สายตาก็จับจ้องไปที่ลู่หมิง
บรรพชนท่านอื่นๆ ก็มองมาพร้อมกัน
เพราะข่าวนี้สำหรับพวกเขาแล้ว มันช่างน่าตื่นตะลึงเกินไป
"ใช่แล้ว แดนลับ เก้าสิบแคว้น ก็คือเก้าสิบแห่ง การสิ้นเปลืองต่อปีของแต่ละแห่งคือหนึ่งพันล้านหินวิญญาณ จำนวนนี้สำหรับต้าอวี๋ในตอนนี้ อาจจะนับว่าไม่เท่าไหร่ แต่ทหารนับล้านนาย...
เมื่อมีสิ่งนี้ พวกเขาจะเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้อย่างรวดเร็ว ถึงเวลานั้นเบี้ยเลี้ยงพื้นฐานคนละสิบก้อนต่อเดือน จำนวนต่อปีก็ต้องใช้หลายร้อยล้าน
อีกทั้ง ยังมีแดนลับเซียนยุทธ์ อันนี้ข้าเตรียมจะสร้างไว้ที่ซ่างจิงเพียงแห่งเดียว เพื่อให้ยอดฝีมือระดับจินตานถึงฝ่าเซี่ยงเข้าไปฝึกฝน แต่การสิ้นเปลืองหินวิญญาณต่อปีอยู่ที่หมื่นล้าน หากดูตามนี้แล้ว การจะจัดวางแดนลับเซียนยุทธ์ คงต้องเลื่อนออกไปก่อน"
หลักๆ คือหินวิญญาณไม่พอจ่าย สิ้นเปลืองมากเกินไป
จะให้เอารายได้ทั้งปีไปทุ่มกับสิ่งนี้ทั้งหมดคงไม่ได้
"ในท้องพระคลังช่วงปีมานี้พอจะสะสมหินวิญญาณไว้บ้าง จำนวนน่าจะอยู่ที่ราวๆ หมื่นล้านก้อน เช่นนั้นก็สร้างแดนลับขึ้นมาก่อนเถิด วันหน้าค่อยคิดหาวิธีกันใหม่" ต้าจงเจิ้งกัดฟันกล่าว ของสิ่งนี้มันช่างเย้ายวนใจเกินไป
ย่อเวลาสิบเท่า
ศิษย์เชื้อพระวงศ์จำนวนไม่น้อย ตอนนี้ล้วนติดอยู่ที่คอขวด
หากมีแดนลับเซียนยุทธ์นี้ ภายในเวลาอันสั้นก็อาจจะสร้างยอดฝีมือขอบเขตเลี่ยนเสินและฝ่าเซี่ยงขึ้นมาได้จำนวนมาก
นี่เป็นสิ่งที่ต้าอวี๋ในอดีตไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
เวลานี้ พวกเขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตอนนั้นเลือกข้างลู่หมิง
รากฐานของอีกฝ่ายลึกล้ำเกินไป
ต่อให้ไม่มีต้าอวี๋คอยสนับสนุน มีรากฐานมากมายขนาดนี้ ก็สามารถกลายเป็นขุมกำลังใหญ่ฝ่ายหนึ่งได้ในเวลาอันสั้น
เวลานี้ ทุกคนในห้องมองดูลู่หมิง เริ่มสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรชายของจักรพรรดิเซียนองค์ใดในแดนเซียนหรือไม่
ไม่อย่างนั้น จะมีของพวกนี้ได้อย่างไร
ทว่า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม
ท้ายที่สุด เป็นราชวงศ์ต้าอวี๋ที่อาจเอื้อมแล้ว
หากบอกว่าในอดีต พวกเขายังมีความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากลู่หมิงอยู่บ้าง ตอนนี้ความคิดเหล่านั้นก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนี้คือ ติดตามอีกฝ่าย สร้างรากฐานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร
เมื่อได้ยินต้าจงเจิ้งกล่าวเช่นนั้น ลู่หมิงก็ไม่ลังเล เอ่ยขึ้นทันทีว่า "ตกลง เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ สั่งการให้แต่ละพื้นที่สร้างหอแดนลับ ข้าจะทยอยไปเปิดแดนลับทั้งหมดในแต่ละที่ เมืองซ่างจิงก็เช่นกัน
ยังมีอีกเรื่อง ข้ามีค่ายกลชนิดหนึ่ง สามารถรวบรวมปราณวิญญาณโดยรอบ ความเข้มข้นของปราณวิญญาณด้านในจะมากกว่าด้านนอกหลายสิบเท่า
ข้าจะให้คนรีบไปจัดวางไว้ตามเมืองเอกของแต่ละแคว้น
เรื่องพวกนี้ เตรียมจะให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน ต้องรบกวนทุกท่านแล้ว"
เมื่อลู่หมิงกล่าวจบ
บรรพชนราชสกุลหลายท่านก็ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า "รับบัญชา!"
เวลานี้พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวแล้ว
เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ อย่าว่าแต่ร้อยปีเลย ขอเพียงเวลาหนึ่งปี ความแข็งแกร่งของต้าอวี๋จะเพิ่มพูนขึ้นด้วยความเร็วสูงลิ่ว
เวลาที่ถูกย่อลง บวกกับการเพิ่มพูนของปราณวิญญาณ หนึ่งปีก็เพียงพอจะเทียบเท่าการบำเพ็ญเพียรหลายสิบหลายร้อยปีของคนทั่วไป
อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเสินทง สามารถทะลวงด่านได้เป็นจำนวนมาก
แน่นอนว่า เมื่อถึงระดับที่สูงกว่านั้น จำเป็นต้องใช้การตระหนักรู้
นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ลำดับถัดไป อาหารมื้อนั้นทุกคนต่างกินกันอย่างใจลอย โดยเฉพาะบรรพชนราชสกุลทั้งหลาย พอทานเสร็จก็รีบร้อนจากไปทันที
เห็นได้ชัดว่าจะไปสั่งการลูกน้องทำงาน
ส่วนลู่หมิงนั่งดื่มชากับจักรพรรดินีและหลี่หยาน
เวลานั้น เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปกล่าวว่า "ท่านพ่อบุญธรรม ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว ข้าเตรียมจะหาที่สักแห่ง เพาะปลูกข้าววิญญาณ ท่านเห็นว่าที่ใดเหมาะสม?"
ข้าววิญญาณก็เป็นของดีที่ช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กองทัพ
แม้จะเห็นผลช้า แต่หากสะสมไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็จะแสดงผลลัพธ์ออกมา
หลี่หยานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "พื้นที่ส่วนกลางล้วนเป็นที่ราบ พื้นที่เพาะปลูกมีมากโข สามารถเพาะปลูกเป็นวงกว้างได้แน่นอน"
"ดี เช่นนั้นรบกวนท่านพ่อบุญธรรมรีบเลือกสรรที่ดินที่เหมาะสม ข้าเตรียมจะปลูกข้าววิญญาณทั้งหมดเพื่อส่งเสบียงให้กองทัพ"
"ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้" หลี่หยานรีบตอบรับ
เขารู้ว่าทุกเรื่องที่ลู่หมิงพูด ล้วนเกี่ยวข้องกับอนาคตของต้าอวี๋ทั้งสิ้น จึงไม่กล้าชักช้า
จึงพาฮูหยินจางจากไปทันที
เวลานี้ ในตำหนักอุ่นเหลือเพียงลู่หมิงกับสองสาว
"ช่วงนี้พักอยู่ในวังหลวงเถอะ อย่างไรเสียอีกหนึ่งเดือนก็ต้องย้ายเข้ามาอยู่แล้ว อีกทั้งอยู่ที่นี่ก็สะดวกต่อการสั่งการด้วย"
จักรพรรดินีมองลู่หมิง ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยกล่าว
ใช้ชีวิตร่วมกับลู่หมิงมาครึ่งปี นางชินกับการมีเขาอยู่ข้างกายแล้ว
พอจู่ๆ เขาไม่อยู่ ก็รู้สึกไม่ชิน
หลี่ซีโหรวหัวเราะพลางกล่าวว่า "พี่หญิงคิดถึงท่านพี่แล้วกระมัง"
สิ้นเสียง จักรพรรดินีก็เปิดเผยอย่างเต็มที่ "ใช่ ข้าคิดถึงแล้ว น้องหญิงกับท่านพี่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าทุกวันถึงจะดี"
เมื่อนางกล่าวจบ
ลู่หมิงอดยิ้มไม่ได้ ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ช่วงนี้ข้าเตรียมจะปิดด่านเก็บตัว อยู่ในวังก็ดีเหมือนกัน ช่วงบ่ายซีโหรวกลับไปเก็บของที่จวนอัครมหาเสนาบดีมาเถิด"
"อื้ม ช่วงบ่ายข้าจะกลับไปเก็บของ" หลี่ซีโหรวรับคำอย่างว่าง่าย
จักรพรรดินีจึงกล่าวว่า "ในวังมีห้องปิดด่าน เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไป"
ลู่หมิงพยักหน้า
ครู่ต่อมา หลี่ซีโหรวก็ออกจากวัง โดยมีนางกำนัลชุดเขียวตามเสด็จ กลับไปเก็บของที่จวน
ส่วนลู่หมิง จักรพรรดินีพาเขาไปยังห้องลับ
ที่นี่กว้างขวางและโล่งกว้าง ผนังรอบด้านสลักเสลาด้วยอักขระเวทนานาชนิด
"ผนังสามารถต้านทานพลังงานระดับฝ่าเซี่ยงสูงสุดได้ ต้าจงเจิ้งเป็นคนคุมก่อสร้างเอง ปกติมีเพียงข้าคนเดียวที่มาปิดด่าน" จักรพรรดินีเอ่ยเสียงเบา
ลู่หมิงพยักหน้า "สถานที่ไม่เลวเลย"
ดีกว่าห้องลับที่เขาใช้ฝึกฝนเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่า
"เช่นนั้นข้าออกไปก่อนนะ เจ้ามีเรื่องอันใด เรียกนางกำนัลข้างนอกได้เลย"
"อืม เรื่องที่ข้าสั่งการไป ช่วงนี้คงต้องรบกวนเจ้าช่วยกำกับดูแล" ลู่หมิงเอ่ยปาก
เรื่องพวกนี้สำคัญมาก หากเตรียมการล่วงหน้าได้
ในหนึ่งปีต่อจากนี้ ต้าอวี๋จะต้องก้าวขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน
"อื้ม ข้ารู้แล้ว!" จักรพรรดินียิ้มตอบ
จากนั้นก็จากไป
เมื่อนางถอยออกไปแล้ว
ลู่หมิงก็นั่งลงภายในห้องลับ พลิกฝ่ามือ ใบชาแห่งการรู้แจ้งใบหนึ่งก็ถูกส่งเข้าปาก
จากนั้น จึงจมดิ่งสู่การบำเพ็ญเพียร
หนึ่งเดือนต่อมา ลู่หมิงล้วนใช้เวลาไปกับการฝึกฝน บางครั้งบางคราวจะออกมาจัดการเรื่องที่สั่งการลงไป
อวิ๋นเหอเรียกได้ว่าเป็นคนที่ยุ่งที่สุด
เขาตระเวนไปตามแคว้นต่างๆ เพื่อวางค่ายกลครอบคลุมเมือง
แม้ระดับตบะอย่างเขาจะทำงานได้รวดเร็วมาก
แต่สำหรับเขาแล้ว นี่ก็นับเป็นงานช้าง โชคดีที่มีลูกศิษย์คอยช่วย มิเช่นนั้นเวลาหนึ่งเดือนคงยากจะทำสำเร็จ
ขณะเดียวกัน จวนแดนลับในที่ต่างๆ ก็ถูกสร้างขึ้น ลู่หมิงแลกเปลี่ยนแดนลับเทียนอู่ออกมาจำนวนมาก แต่ละแห่งต้าจงเจิ้งเป็นคนนำไปติดตั้งด้วยตัวเอง เขาทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เหล่าทหารหาญของต้าอวี๋ ล้วนสามารถใช้แต้มความดีความชอบแลกสิทธิ์เข้าฝึกฝนได้
แดนลับเซียนยุทธ์ในเมืองซ่างจิง ก็ถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน ตั้งอยู่ที่ภูเขาจื่อจินด้านหลังเมือง มีทหารองครักษ์เฝ้าคุ้มกัน
นอกจากสิ่งเหล่านี้ ราชสกุลยังนำนักหลอมศาสตราและนักปรุงยาที่ตนฟูมฟัก มารวมกับกรมหลอมศาสตราและกรมปรุงยาที่มาจากเมืองหงตู รวมเป็นสองหน่วยงาน
ส่วนกองทัพของอู๋ฮั่นและคนอื่นๆ ก็เดินทางกลับมาถึงแล้ว
พอเพิ่งกลับถึงซ่างจิง ก็เข้ารับตำแหน่งในกองทัพองครักษ์ทันที ควบรวมกับกองทัพองครักษ์ อีกทั้งยังเกณฑ์นักรบจำนวนมากจากแดนใต้เข้ามาเสริมทัพ
ไม่พูดถึงที่อื่น อย่างน้อยเมืองซ่างจิงในตอนนี้ ก็ตกอยู่ในความควบคุมของลู่หมิงแล้ว
ทหารองครักษ์หนึ่งล้านสองแสนนาย ล้วนเป็นคนของเขา
จางมู่ถูกจักรพรรดินีแต่งตั้งด้วยองค์เองให้เป็นแม่ทัพองครักษ์พิทักษ์วัง ขั้นสามเต็มขั้น และพระราชทานบรรดาศักดิ์ซื่อฟางโหว
ส่วนขุนพลคนอื่นๆ จักรพรรดินียังไม่ได้จัดแจงอะไรมากนัก
ตัดสินใจว่ารอลู่หมิงออกจากด่านค่อยว่ากัน
วันเวลาผันผ่าน กำหนดการอภิเษกสมรสในหนึ่งเดือนก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
ทั่วทั้งเมืองซ่างจิง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความปิติยินดี
ทุกแห่งหนประดับประดาด้วยผ้าแพรหลากสี
เหล่าบรรพชนราชสกุลที่ตระเวนอยู่ภายนอกก็ทยอยเดินทางกลับ แม้จะเหน็ดเหนื่อยและสิ้นเปลืองหินวิญญาณไปมหาศาล
แต่พวกเขารู้สึกว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ขอเพียงผ่านไปอีกไม่กี่ปี จะต้องทำให้ความแข็งแกร่งก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างแน่นอน
และในวันนี้ การบำเพ็ญเพียรของลู่หมิงก็เข้าสู่ช่วงสำคัญ
เห็นเพียงแขนขวาของเขาส่องแสงสว่างเจิดจ้า มีลวดลายเทพปรากฏ
จากนั้น เมื่อเขายื่นมือออก ฝ่ามือกลับขยายใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา
เพียงครู่เดียวก็ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องลับ
สักพัก จึงกลับมามีขนาดปกติ
แสงเทพก็เลือนหายไปในเวลาต่อมา
"ฟู่ว!" ลู่หมิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ แล้วลืมตาขึ้น
ทั่วทั้งห้องลับ พลันสว่างไสวด้วยแสงจากนัยน์ตาของเขา
ราวกับเวลากลางวัน
เวลานี้ ตบะของเขาในที่สุดก็ทะลวงผ่าน บรรลุถึงขอบเขตเสินทงขั้นที่หนึ่ง เปิดใช้งานอภิญญาหัตถ์
ฤทธิ์ของชาแห่งการรู้แจ้ง ก็ถูกดูดซับจนหมดสิ้น
เวลานี้เขาสามารถปรับเปลี่ยนขนาดของแขนขวาได้ตามใจนึก
หากต้องการ ก็สามารถถอนยอดเขาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
พอมาถึงหน้าห้องลับ ก็เห็นนางกำนัลชุดเขียวรออยู่แล้ว
"ตอนนี้เวลาใดแล้ว?"
"กราบทูลฝ่าบาท วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันอภิเษกสมรสของพระองค์แล้วเพคะ พระสนมทั้งสองท่านเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว"
นางกำนัลชุดเขียวเอ่ยอย่างนอบน้อมระมัดระวัง
ปัจจุบัน แม้ลู่หมิงจะยังไม่ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ
แต่เขาในต้าอวี๋ ก็มีอำนาจเด็ดขาดแล้ว
"พาข้าไปตำหนักใน" เขาเอ่ยเสียงเรียบ
นางกำนัลชุดเขียวไม่กล้าชักช้า รีบนำทางไปทันที
ครู่ต่อมา ลู่หมิงก็มาถึงตำหนักบรรทมของจักรพรรดินี เวลานี้นางกำลังสนทนากับหลี่ซีโหรว
ทั้งสองล้วนสวมชุดวิวาห์สีแดงสด สวมมงกุฎหงส์และผ้าคลุมไหล่
รูปร่างสมบูรณ์แบบ รูปโฉมงดงามสะคราญตา
ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ช่างดูงดงามจับตา
นางกำนัลชุดเขียวถอยออกไปอย่างรู้ความ
"ท่านพี่ ท่านออกจากด่านแล้ว!" หลี่ซีโหรววิ่งเข้ามาหาคนแรกแล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้น
เห็นว่าพรุ่งนี้จะแต่งงานแล้ว ลู่หมิงยังไม่ออกจากด่าน สองสาวก็ค่อนข้างร้อนใจ พอตอนนี้เห็นเขาออกมา
บนใบหน้าจึงเปื้อนยิ้ม
"ออกจากด่านแล้ว" ลู่หมิงยิ้มตอบ
จากนั้น หันไปมองอวี๋มู่ยุน "แดนลับกับค่ายกลในที่ต่างๆ ติดตั้งเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่?"
"เรียบร้อยเกือบหมดแล้ว แดนลับที่ท่านเอาออกมาคราวก่อน ตอนนี้เริ่มเปิดใช้งานแล้ว เพียงแต่สิ้นเปลืองหินวิญญาณไปไม่น้อย" จักรพรรดินียิ้มกล่าว
ลู่หมิงพยักหน้า
"ไม่เป็นไร รอพวกเราแต่งงานแล้วค่อยหาวิธีหาหินวิญญาณเพิ่มก็แล้วกัน
ขอเพียงให้เวลาพวกเรา ต้าอวี๋จะต้องพัฒนาขึ้นมาได้อย่างแน่นอน"
กล่าวจบ สายตาก็ตกอยู่ที่สองสาวอีกครั้ง มองดูท่าทางยั่วยวนของพวกนาง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
ขณะเดียวกัน ก็มีความคาดหวังต่อพิธีอภิเษกสมรสและการขึ้นครองราชย์ในวันพรุ่งนี้อยู่บ้าง
การวางรากฐานในที่ต่างๆ ครั้งนี้ สิ้นเปลืองแต้มคะแนนไปไม่น้อย
ทว่า รอให้เขาขึ้นครองราชย์ ทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไข
ถึงเวลานั้น แต้มคะแนนที่ได้ จะเพียงพอให้แลกเปลี่ยนของจำนวนมาก ทำให้ต้าอวี๋ก้าวขึ้นไปอีกขั้น
เพราะสิ่งที่ได้มาในครานี้ คือราชวงศ์ทั้งราชวงศ์
อีกทั้ง หลังจากเป็นจักรพรรดิ สิทธิ์ในร้านค้า จะต้องยกระดับขึ้นอีกขั้นแน่นอน
คิดถึงตรงนี้ บนใบหน้าเขาก็ปรากฏรอยยิ้ม มองจักรพรรดินีและหลี่ซีโหรวแล้วกล่าวว่า "ฮูหยินทั้งสอง วันนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกเรารีบพักผ่อนกันเถิด"
ขณะที่พูด ก็เดินตรงเข้าไปหาทั้งสองคน
[จบแล้ว]