เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 120 - วิกฤต? หรือโอกาส

บทที่ 120 - วิกฤต? หรือโอกาส

บทที่ 120 - วิกฤต? หรือโอกาส


บทที่ 120 - วิกฤต? หรือโอกาส

"เรียนท่านผู้ว่าการ เส้นทางลำเลียงเสบียงของราชครูถูกตัดขาดแล้วขอรับ ได้ยินว่าเสบียงที่มีอยู่ จะประคองได้อีกไม่ถึงสามเดือน หยุนตูโหวพยายามต้านทานกองทัพพันธมิตรฝ่ายกบฏอย่างสุดความสามารถ

แต่ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบมากนัก

ตอนนี้ทำได้เพียงยื้อเวลา อีกหนึ่งเดือนให้หลัง กองทัพราชสำนักคงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน"

เมื่อได้ฟังรายงาน ลู่หมิงสูดหายใจเข้าลึก

เช่นนั้นก็รออีกหน่อยเถิด โอกาสนี้อาจจะมาถึงในไม่ช้า

จากนั้น สายตาของเขาก็ตกอยู่ที่ร่างของหูเฟย

"นึกถึงเรื่องที่เจอมาในวันนี้ อยากจะแก้แค้น ก็จงกลับไปฝึกซ้อมกองทัพในสังกัดเจ้าให้ดี วรยุทธ์ของเจ้าก็อ่อนด้อยไปหน่อย จะไปข่มขวัญตระกูลไป๋ได้รึ?

อยากจะมีหน้ามีตา ก็ต้องขยันฝึกฝน

พรุ่งนี้ข้าจะกลับเมืองหงตู หวังว่าเจอกันคราวหน้า เจ้าจะมีเรื่องให้ข้าประหลาดใจ"

"ขอรับ ท่านผู้ว่าการ!" หูเฟยถูกตำหนิจนต้องก้มหน้า

ตัวเขาในตอนนี้ วรยุทธ์อยู่ขั้นเซียนเทียนระยะปลาย รับมือกับกบฏทั่วไปย่อมไม่มีปัญหา แต่หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือจากตระกูลใหญ่ ยังถือว่าห่างชั้นนัก

ต่อให้มีค่ายกลกองทัพช่วย

ก็เกรงว่าจะรับมือได้ยาก

"ตอนนี้ในสังกัดเจ้ามีพลธนูกี่นาย?" ลู่หมิงถามเสียงขรึม

หากเขาต้องออกไปทำศึกจริงๆ นอกจากต้องมั่นใจในชัยชนะของตนเองแล้ว ยังต้องระวังไม่ให้หลังบ้านเกิดเรื่อง

เพราะเหมือนที่เขาไม่ไว้ใจตระกูลใหญ่ อีกฝ่ายก็อาจไม่ไว้ใจเขาเช่นกัน

ดังนั้น ไพ่ตายที่ควรมี ก็ต้องเตรียมไว้

"มีห้าพันนายขอรับ ล้วนฝึกฝนตามวิชาที่ท่านถ่ายทอดให้ แม้จะไม่ถึงขั้นร้อยนัดร้อยถูก แต่ยามระดมยิง ก็สามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่ง"

"ยังห่างไกลนัก เจ้าเอาค่ายกลชุดนี้ไปฝึกซ้อม เร่งยกระดับพลังการรบของกองทัพให้เร็วที่สุด"

พูดพลาง ลู่หมิงก็นำตำราค่ายกลเล่มหนึ่งออกมา

"ค่ายกลโฮ่วอี้ยิงตะวัน" หูเฟยอ่านชื่อบนปกออกมาโดยไม่รู้ตัว

"ฝึกซ้อมให้ดี!" ลู่หมิงตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องพักของตน

จ่ายไปอีกสามล้านคะแนน จะบอกว่าไม่เสียดายก็คงโกหก

แต่ตอนนี้ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว

คนตระกูลใหญ่เหล่านี้จ้องจะเล่นงานเขาตาเป็นมัน

เขาจำต้องทิ้งไพ่ตายไว้บ้าง

และลำพังแค่หูเฟยคนเดียว ยังไม่พอ

ณ คฤหาสน์ตระกูลไป๋

เมื่อไป๋เซียนเอ๋อร์เดินกลับมาที่โต๊ะของตน

ก็เห็นหลี่เฮ่อดื่มจนหน้าแดงก่ำแล้ว

"พี่หญิงเซียนเอ๋อร์ ก็แค่ผู้ว่าการตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเชิญมันมาทำไม ตอนนี้แดนใต้ ราชสำนักกำลังถอยร่น อีกหน่อยพอพวกมันแพ้ แดนใต้นี้ก็เป็นโลกของพวกเราแล้ว"

ไป๋เซียนเอ๋อร์ได้ฟังวาจาเขา ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร

หลี่เฮ่อเห็นอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย ก็เงียบปากไป

ไม่ใช่ว่าไป๋เซียนเอ๋อร์จะดีต่อลู่หมิงนักหนา แต่นางไม่ชอบนินทาว่าร้ายลับหลังผู้อื่น อีกทั้งลู่หมิงก็นางเป็นคนเชิญมาเอง

"พี่หลี่พูดให้น้อยหน่อยเถอะ ที่มั่นของลู่หมิงไม่ได้อยู่ที่แคว้นฮวงโจว ท่านถึงพูดได้สบายปาก ลองให้เขาตียึดแคว้นฮวงโจวได้สิ ข้าอยากจะรู้ว่าท่านจะยังกล้าพูดจาถากถางต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ไหม!" ศิษย์ตระกูลไป๋คนหนึ่งกล่าวขึ้น

หลี่เฮ่ออยากจะเถียง แต่สุดท้ายก็จนด้วยคำพูด

เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือความจริง

หากลู่หมิงยึดแคว้นฮวงโจวได้จริง อย่าว่าแต่กลัวเลย แต่หน้าตาที่ควรให้ ก็ต้องให้

หากอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะต้องคุกเข่าให้ด้วยซ้ำ

โบราณว่า อยู่ใต้ชายคาบ้านใคร ย่อมต้องก้มหัวให้เจ้าของบ้าน

โดยเฉพาะในยามกลียุคเช่นนี้

แต่ตอนนี้หรือ ย่อมไม่ต้องเกรงใจอีกฝ่าย

และเขาก็ไม่เชื่อว่า ลู่หมิงจะตีแคว้นฮวงโจวได้ เพราะอ๋องฮวงผู้นั้น ไม่ใช่คนที่จะตอแยได้ง่ายๆ ขนาดราชครูยังต้องเหนื่อยหนัก

ไป๋เซียนเอ๋อร์ฟังบทสนทนาของพวกเขา จู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

ครู่ต่อมา จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่หมิงก็นำทหารองครักษ์ เดินทางกลับเมืองหงตู

เมื่อกลับถึงจวน ก็ผ่านไปสิบกว่าวันแล้ว

หลังจากนำเงินและหินวิญญาณเข้าคลัง เขาก็ตรงไปยังเรือนหลัง

พอเข้าห้อง ก็เห็นหลี่ซีโหรวกำลังถือจดหมายฉบับหนึ่งอ่านอย่างมีความสุข

จนกระทั่งลู่หมิงเข้ามา นางถึงลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ "ท่านพี่กลับมาแล้ว"

น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นยินดี

"กลับมาแล้ว ธุระของเจ้าจัดการเสร็จหมดแล้วหรือ?"

ลู่หมิงถามพร้อมรอยยิ้ม

หลี่ซีโหรวพยักหน้า แล้วชูจดหมายในมือ "จดหมายจากพ่อบุญธรรมเจ้าค่ะ ท่านส่งของขวัญตอบแทนมาให้หลังจากได้รับของขวัญจากเรา แล้วก็จดหมายฉบับนี้"

ลู่หมิงรับจดหมายมาอ่าน

เนื้อความส่วนใหญ่เป็นการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของเขาและหลี่ซีโหรว และยังมีข้อความฝากจากฮูหยินจาง

พร้อมทั้งบอกให้เขาวางใจ ในราชสำนักมีท่านคอยดูแลอยู่

ทุกอย่างเรียบร้อยดี

เมื่ออ่านเนื้อความจบ

ลู่หมิงก็พับจดหมายเก็บอย่างทะนุถนอม แล้วส่งคืนให้ภรรยาเก็บรักษา

จากนั้นก็กล่าวว่า "หลังปีใหม่ ข้าเตรียมจะเก็บตัวฝึกวิชาสักพัก หากเจ้าไม่มีอะไรทำ ก็กลับไปเยี่ยมบ้านท่านพ่อท่านแม่บ้างก็ได้"

"เจ้าค่ะ!" หลี่ซีโหรวรับคำเสียงเบา

หลายวันต่อจากนั้น

ลู่หมิงอยู่เป็นเพื่อนหลี่ซีโหรวทุกวัน ช่วงปีใหม่ก็ไปฉลองที่บ้านตระกูลหลี่

คนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า

บรรยากาศคึกคักสนุกสนาน

แม้แต่หลี่เหริน พ่อตาหน้าดุ ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา

เมื่อผ่านพ้นปีใหม่ ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก็กลับมาเยือนอีกครั้ง

เช้าตรู่วันนี้ ลู่หมิงเข้าสู่ห้องลับ เตรียมตัวฝึกฝน

เขาแลกม้วนภาพทดสอบมาหนึ่งม้วน

แล้วฉีกมันออก

วินาทีถัดมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่กลางสนามรบแห่งหนึ่ง

สวมเกราะหนัก ถือดาบตัดอาชา ยืนตระหง่านอยู่กลางสมรภูมิ

รอบกาย รายล้อมด้วยผู้คนลักษณะเดียวกัน ทุกคนล้วนมีเลือดลมพลุ่งพล่าน

กลิ่นอายโลหิตอันหนาทึบ ปกคลุมไปทั่วสนามรบ

ฝั่งตรงข้าม คือกองทหารม้าจำนวนมหาศาล

สวมเกราะหนักเช่นกัน ถือดาบโค้งและกระบองโซ่ สีหน้าดุร้ายอำมหิต กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาฝ่ายของเขา

【สถานที่ทดสอบของโฮสต์ ศึกวัดเซียงจี】

เมื่อคำแจ้งเตือนปรากฏขึ้นในสมอง

ลู่หมิงก็เผยสีหน้าเข้าใจ

"ตูม!" กองทหารม้าหนัก 'เย่ลั่วเหอ' ที่ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ ลู่หมิงมองเห็นได้แม้กระทั่งว่า กีบม้าของพวกมันดูเหมือนจะเหยียบย่ำอากาศ

ในใจตระหนักดีว่า นี่ไม่ใช่ทหารม้าธรรมดา

"ฆ่า!"

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกน

จากนั้น เขาก็เห็นทหารดาบตัดอาชาแถวหน้า เหวี่ยงดาบในมือออกไปอย่างพร้อมเพรียงและมีจังหวะ

"ฉัวะ!" ทหารม้าหนักที่พุ่งเข้ามาแถวแรก ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน

ทว่า ทหารดาบตัดอาชาแถวหน้าเมื่อสิ้นแรง ก็ถูกทหารม้าที่ดาหน้าเข้ามาชนกระเด็นในทันที

แม้จะสวมเกราะหนัก แต่ลู่หมิงก็มองเห็น

เลือดที่ซึมออกมาจากชุดเกราะ เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บไม่น้อย

ทหารดาบตัดอาชาแถวหลังรีบดันขึ้นไปแทนที่

ลู่หมิงก็ถูกกระแสคนพัดพาให้เดินหน้าไปด้วย

ดาบตัดอาชาในมือเขาตวัดวูบ ฟันนายกองร้อยทหารม้าหนักขาดสะพายแล่ง

จากนั้น ฟันอีกดาบ ตัดขาม้าของศัตรูทางด้านข้าง

เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นใส่ร่าง

ราวกกับสายฝนโปรยปราย

ลู่หมิงดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ในที่สุด หลังจากสังหารข้าศึกไปสิบกว่าคน

กองทหารม้าหนักกองหนึ่งก็พุ่งเข้ามาเหยียบย่ำเขาดุจพายุฝน

ลู่หมิงเบี่ยงตัวหลบ แต่ในวินาทีถัดมา คมอาวุธนับไม่ถ้วนก็ระดมฟันลงมาดั่งห่าฝน

ชุดเกราะของเขายุบลงไปทันที

อวัยวะภายในปั่นป่วนรุนแรง

"ฉึก!"

ลูกธนูดอกหนึ่งลอดผ่านหน้ากากเกราะ เจาะทะลุเบ้าตา ทะลุออกทางท้ายทอย

ร่างของลู่หมิงล้มตึงลงกับพื้น

เมื่อเขาฟื้นคืนสติอีกครั้ง ก็ยังคงอยู่ในสนามรบ

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกพรำๆ

การต่อสู้เข้าสู่ช่วงวิกฤต

ครั้งนี้ หลังจากสังหารข้าศึกไปยี่สิบกว่าคน เขาก็ถูกนายกองหมื่นผู้ใช้ขวานยักษ์ ฟันร่างแหลกละเอียด

การต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ประสบการณ์การรบของลู่หมิงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งสุดท้าย เขาเหวี่ยงดาบตัดอาชาไล่ฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง

ราวกับพายุหมุนในสนามรบ

หมอกเลือดค่อยๆ ก่อตัวรอบกายเขา

ดูราวกับเทพสงครามจุติ

ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย

ศึกนี้ เขารอดชีวิตมาได้

กระทั่งเห็นขุนพลแห่งราชวงศ์ถังผู้หนึ่ง เดินตรงเข้ามาหา

แต่วินาทีถัดมา ร่างของลู่หมิงก็หายวับไปจากที่เดิม

เมื่อได้สติกลับมา

เขาก็กลับมาอยู่ในห้องลับ รอบด้านเงียบสงัด

ลู่หมิงกลืนโอสถกลั่นลมปราณลงไปหนึ่งเม็ด แล้วเริ่มฝึกฝนต่อ

พลังปราณสีเขียวทอง ไหลเวียนในกายไม่หยุดหย่อน

ภาพมายาแห่งสนามรบด้านหลังเขา ยิ่งมายิ่งชัดเจน

กล้ามเนื้อขยายตัว เสียงคำรามของมังกรและช้างสาร ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ปัง!"

ในที่สุด หลังจากมีเสียงดังเบาๆ ภายในกาย

เขาก็ทะลวงผ่าน วรยุทธ์ก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นกลาง

สัมผัสถึงพลังงานที่เพิ่มพูน ลู่หมิงยิ้มมุมปาก

เช่นนี้แล้ว หากต้องออกรบ ความมั่นใจของเขาก็จะมีมากขึ้น

"ฟู่!"

เขาพ่นลมหายใจยาว แล้วลุกขึ้นยืน

"ไม่เพียงวรยุทธ์ทะลวงสู่ขั้นกลาง แม้แต่แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณ ก็บรรลุขั้นความสำเร็จใหญ่ ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะสมบูรณ์แบบ"

ลู่หมิงพึมพำกับตนเอง มุมปากยกยิ้ม

จากนั้น ก็เดินออกไปข้างนอก

"แอ๊ด!" ทันทีที่ผลักประตู

สายลมอบอุ่นก็พัดมาปะทะใบหน้า

เขาเห็นว่าบนพื้นดิน หญ้าแห้งเริ่มมียอดอ่อนแทงออกมาประปราย

หลี่ซีโหรวที่อยู่ในลานบ้านรีบเดินเข้ามาหา

"ท่านพี่ออกจากด่านแล้ว"

"อืม ฝึกเสร็จแล้ว ครั้งนี้ข้าเข้าไปนานเท่าไหร่?" ลู่หมิงถามเสียงนุ่ม

วันนี้หลี่ซีโหรวดูสวยเป็นพิเศษ

อาจเพราะวรยุทธ์ที่เพิ่มขึ้น ยามยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด ผิวกายของนางดูเปล่งปลั่งราวกับโปร่งแสง

ดุจดั่งนางฟ้า

"ครึ่งเดือนกว่าแล้วเจ้าค่ะ ในครัวเตรียมของไว้เยอะเลย ข้าจะให้คนรีบทำมาให้ทานนะเจ้าคะ"

ลู่หมิงพยักหน้า เดินกลับเข้าห้อง ยกน้ำชาขึ้นจิบ

ครู่ต่อมา อาหารมากมายก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

ที่เขาคาดไม่ถึงคือ มีตะพาบน้ำตุ๋นมาหนึ่งหม้อ

แต่ข้างในดูเหมือนจะมีแค่ขาข้างเดียว

"นี่เป็นของที่ท่านพี่อู๋ฮั่นส่งมาให้เจ้าค่ะ เห็นว่าเมื่อวันก่อน พวกเขาล่าตะพาบน้ำขอบเขตเซียนเทียนได้ตัวหนึ่ง"

หลี่ซีโหรวกล่าวเสียงเบา

เห็นได้ชัดว่า นางรู้สรรพคุณของตะพาบตัวนี้ดี

ลู่หมิงก็ไม่เกรงใจ ลงมือจัดการทันที

หลี่ซีโหรวคอยรินเหล้าให้เขาอยู่ข้างๆ

"นี่เป็นเหล้ายาที่ท่านพ่อส่งมา บอกว่าดองสมุนไพรไว้หลายชนิด ดื่มแล้วดีต่อร่างกาย ท่านพี่ลองชิมดูสิเจ้าคะ"

คราวนี้ สายตาของลู่หมิงเริ่มแปลกๆ

แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ยกซดรวดเดียว

ในขณะเดียวกัน ณ วังหลังเมืองหลวงซ่างจิง

จักรพรรดินีประทับบนม้านั่งหิน ฉลองพระองค์ชุดมังกรสีดำ พระพักตร์อันงดงามฉายแววกลัดกลุ้ม

บนโต๊ะข้างกาย มีกับแกล้มสองสามอย่าง และสุราหนึ่งกา

พระปรางค์มีสีแดงระเรื่อจางๆ

"สถานการณ์ทางใต้เป็นอย่างไรบ้าง?" พระนางตรัสถามเสียงเย็น

"เส้นทางลำเลียงเสบียงของราชครูถูกตัดขาด ส่งเสบียงไปไม่ได้ อย่างมากคงยื้อได้อีกสองเดือนเพคะ

กองทัพของหยุนตูโหว เริ่มส่อแววพ่ายแพ้ กองทัพพันธมิตรฝ่ายกบฏแข็งแกร่งเกินไป

ไม่เพียงยึดครองแคว้นเจียงโจวและแคว้นหลิ่วโจว ซึ่งเป็นทางผ่านของขบวนเสบียง แต่ยังทำร้ายหยุนตูโหวจนบาดเจ็บ ท่านโหวถวายฎีกาแจ้งว่า เตรียมจะนำทัพถอยกลับเข้าสู่ส่วนกลาง จวนหยุนตูที่เป็นฐานที่มั่น ก็จวนเจียนจะแตกพ่ายแล้ว

ฝ่ายกบฏได้ตัดขาดกองทัพของเราในแดนใต้ออกจากกันโดยสมบูรณ์เพคะ"

นางกำนัลกราบทูลอย่างระมัดระวัง

เกรงว่าจะทำให้ฝ่าบาทกริ้ว

"ถ่ายทอดราชโองการถึงผู้ว่าการลู่หมิง ให้เขานำทัพต้านทานกองทัพพันธมิตรฝ่ายกบฏ เปิดทางลำเลียงเสบียง" จักรพรรดินีกระดกเหล้าเข้าปากอย่างแรง แล้วตรัสสั่ง

ตอนนี้ ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว

ใช้ลู่หมิงยังพอได้ลุ้น บางทีเขาอาจจะชนะก็ได้

ต่อให้แพ้ ผลลัพธ์มันจะเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกหรือ

"รับทราบเพคะ!" นางกำนัลรับคำสั่ง

แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม

แต่ในใจกลับทอดถอนใจ

ในสายตานาง สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ลู่หมิงมีความสามารถเทียมฟ้า ก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แดนใต้ล่มสลาย เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว

หากราชครูต้องมาสิ้นชีพที่แคว้นฮวงโจว สำหรับต้าอวี๋แล้ว ย่อมเป็นความเสียหายถึงขั้นหายนะ

และเมื่อคำสั่งจากวังหลวงถูกส่งออกไป

พริบตาเดียว ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วสารทิศ

ภายในจวนอัครมหาเสนาบดี หลี่หยานยืนไพล่มืออยู่ในห้องรับแขก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ผิดหวัง และความกังวล

"ตาเฒ่า ฝ่าบาทให้ลู่หมิงออกรบ จะชนะไหม?"

ฮูหยินจางถามเสียงเบา นางรู้ว่าสามีไม่สบายใจ จึงไม่กล้าพูดมาก

แต่เพราะเป็นห่วงลู่หมิงจริงๆ สุดท้ายก็อดถามไม่ได้

"เฮ้อ โอกาสริบหรี่นัก ตอนนี้หวังแค่ให้เขารักษาหกแคว้นไว้ได้ รักษาชีวิตตัวเองให้รอดก็พอ"

หลี่หยานถอนหายใจ

ฮูหยินจางพึมพำ "นั่นสินะ เอาตัวให้รอดก็พอ ฝ่าบาทไม่ไว้ใจเด็กคนนั้น ตอนนี้ข้าไม่หวังให้เขาสร้างผลงานอะไรหรอก ขอแค่ปลอดภัยก็พอ

ครองหกแคว้น ก็มีวาสนาไปชั่วชีวิตแล้ว"

ที่บ้านมีแต่คนกันเอง และในห้องรับแขกก็มีแค่สองตายาย

นางจึงอดระบายความในใจออกมาไม่ได้

"โทษฝ่าบาทไม่ได้หรอก พระนางก็ลำบาก นั่งอยู่บนตำแหน่งนั้น ใครบ้างจะไม่ขี้ระแวง ข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ลู่หมิงลูกบุญธรรมก็คุมทหารอยู่ชายแดน นั่นมันกองทัพนับแสนเชียวนะ

จะไม่ให้ฝ่าบาทระวังตัวได้ยังไง" หลี่หยานยิ้มขมขื่น

ช่วงนี้ มีอะไรจักรพรรดินีก็ไม่ปรึกษาเขาแล้ว

เห็นได้ชัดว่าจงใจตีตัวออกห่าง

ฮูหยินจางพยักหน้า

ไม่พูดอะไรอีก

กับฝ่าบาท นางก็มีความผูกพัน

ตอนเด็กๆ พระนางยังชอบมาขอข้าวกินที่บ้านนางบ่อยๆ

ห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบงัน

หลายวันต่อมา ณ เมืองหงตู จวนผู้ว่าการ

ลู่หมิงที่กำลังจิบชาอยู่ในจวน ในที่สุดก็ได้รับคำสั่งออกศึก

เขามองดูคำสั่งทหารในมือ

ไม่ได้พูดอะไรมาก สายตามองไปที่ภรรยา

"ข้าต้องออกไปข้างนอกสักพัก"

หลี่ซีโหรวรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา

เมื่อลู่หมิงถือคำสั่งทหารกลับมา นางก็รู้แล้วว่าเขาคงต้องออกศึก

แต่ก็ยังพยักหน้า "ข้าจะรอท่านพี่กลับมาเจ้าค่ะ"

มองดูแผ่นหลังของสามีที่เดินหายไป

ในใจนางอดรู้สึกปวดร้าวไม่ได้

ลู่หมิงพอมาถึงลานฝึก ก็ตะโกนเรียก "จางเหมิง!"

"ขอรับ ท่านผู้ว่าการ!" อีกฝ่ายวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

ตอบรับอย่างระมัดระวัง

เขาเพิ่งเคยเห็นลู่หมิงมีท่าทีเคร่งขรึมขนาดนี้เป็นครั้งแรก

"สั่งการให้อู๋ฮั่น หวังซวิน ซูเลี่ย แบ่งกำลังพลครึ่งหนึ่งจากสังกัด เปิดฉากโจมตีแคว้นหมิงโจว ให้เจิ้งหยงและหวังเย่ว์ นำทัพของตนไปสมทบ"

"หลินอู่แห่งแคว้นไห่โจว แบ่งกำลังครึ่งหนึ่งไปที่แคว้นอวี๋โจว ร่วมกับหูเฟยรักษาการณ์ชายแดนที่ติดกับแคว้นหวงโจว จับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลไป๋อย่างใกล้ชิด หากพวกมันกล้าลงมือ ให้ส่งทหารปราบปรามทันที

ต่อให้ต้องเปิดศึก ก็ต้องยืนหยัดให้ได้จนกว่าข้าจะกลับมา"

"สั่งการให้ทุกเมืองในแคว้นหยุนโจว แบ่งกำลังครึ่งหนึ่งมารวมพลที่เมืองหงตู ขุนพลทุกนายแห่งจวนผู้ว่าการ ให้รีบมาประชุมด่วน"

"รับทราบ!" จางเหมิงได้รับคำสั่ง ก็รีบถอยออกไป

เห็นได้ชัดว่าไปสั่งการให้คนส่งข่าว

ลู่หมิงเดินเข้าไปในโถงหน้า นั่งจิบชา

รอคอยขุนพลในสังกัด

ครู่ต่อมา จางมู่ ลู่สือ หวังฮั่น หลี่ซุน ไป๋หลี่เฟย ก็เดินเข้ามาในโถงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เมื่อเห็นลู่หมิง ก็ทำความเคารพ "คารวะท่านผู้ว่าการ!"

ลู่หมิงพยักหน้า ให้พวกเขานั่งลง

แล้วกล่าวเนิบๆ ว่า "หยุนตูโหวเตรียมถอนทัพแล้ว ฝ่าบาทมีราชโองการให้เราออกศึก เปิดทางลำเลียงเสบียงสู่แดนใต้ ต้านทานกองทัพพันธมิตรฝ่ายกบฏ ป้องกันไม่ให้พวกมันไปสมทบกันตีขนาบกองทัพราชครู

หลี่ซุน ตอนนี้แต่งตั้งให้เป็นนายกองเสบียงในกองทัพของอู๋ฮั่นชั่วคราว

ไป๋หลี่เฟย เป็นนายกองเสบียงในกองทัพของข้า

มีอะไรให้ปรึกษากับกัวจุ่นให้มาก"

"รับทราบ!" ทั้งสองรีบลุกขึ้นรับคำสั่ง

จากนั้น กวาดสายตามองทุกคนแล้วกล่าวต่อ "หวังฮั่นนำทหารเฝ้ารักษาเมืองหงตู ฮูหยิน และข้าราชการราษฎรทั้งหลายในเมืองหงตู ข้าฝากให้เจ้าดูแลความปลอดภัยแล้ว"

"ขอรับ ท่านผู้ว่าการ!" หวังฮั่นลุกขึ้นยืน

"จางมู่ ลู่สือ นำทหารในสังกัด พร้อมกองทัพแคว้นหยุนโจว ติดตามข้าออกศึก ต้านทานกองทัพพันธมิตรฝ่ายกบฏ"

"รับทราบ!"

ทั้งสองลุกขึ้นรับคำพร้อมกัน

ลู่หมิงโบกมือ "แยกย้ายกันไปเตรียมตัว อีกห้าวัน เมื่อกองทัพแคว้นหยุนโจวรวมพลเสร็จสิ้น เราจะออกเดินทาง!"

สิ้นเสียง เหล่าขุนพลก็ทยอยกันถอยออกไป

แต่ในขณะนั้นเอง ทหารองครักษ์นายหนึ่ง ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา

"ท่านผู้ว่าการ จดหมายจากตระกูลไป๋ขอรับ!"

ลู่หมิงเลิกคิ้ว "เอามาดูซิ!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 120 - วิกฤต? หรือโอกาส

คัดลอกลิงก์แล้ว