- หน้าแรก
- เมื่อสิ้นวาสนาข้าจากจร เจ้าอาวรณ์ร่ำไห้ด้วยเหตุใด
- บทที่ 178 เชียนเฉิงเซียวสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของปัวไซซีในทันที
บทที่ 178 เชียนเฉิงเซียวสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของปัวไซซีในทันที
บทที่ 178 เชียนเฉิงเซียวสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของปัวไซซีในทันที
เชียนเฉิงเซียวที่อยู่บนเกาะเทพสมุทร ดูดซับวงแหวนวิญญาณประทานจากเทพที่ได้รับจากโพไซดอน เทพสมุทร เมื่อวงแหวนวิญญาณอายุแปดล้านปีวงนี้หลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย
ทันทีที่เชียนเฉิงเซียวลุกยืนขึ้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่รุนแรงกว่าแรงกดดันของเทพสมุทรนับไม่ถ้วนก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขา
ชั่วพริบตา ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดบนเกาะเทพสมุทรต่างทรุดกายลงหมอบกราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ชั่วขณะนั้น ท้องฟ้าเหนือเกาะเทพสมุทร หรือแม้แต่ทั่วทั้งเกาะ ย้อมไปด้วยสีแดงเข้ม
เมื่อมองจากระยะไกล ราวกับว่าเกาะเทพสมุทรทั้งเกาะถูกตัดขาดออกจากทวีปโต้วหลัวโดยสิ้นเชิง
และบนร่างของเชียนเฉิงเซียว วงแหวนวิญญาณสีทองระดับล้านปีสี่วงก็ปรากฏขึ้น
"วูบ!"
ทันทีที่วงแหวนล้านปีทั้งสี่ปรากฏ มันก็ถูกดูดซับกลับเข้าไปในร่างของเชียนเฉิงเซียวในชั่วพริบตา
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ระเบิดออกมาก็มลายหายไปพร้อมกับวงแหวนเหล่านั้น กลับคืนสู่ร่างกายของเขา
พลังวิญญาณของเขาพุ่งทะยานสู่ระดับเก้าสิบสอง อีกเพียงก้าวเดียวก็จะแตะระดับเก้าสิบสาม
การดูดซับครั้งนี้ทำให้เชียนเฉิงเซียวพึงพอใจเป็นอย่างมาก
หลังจากเชียนเฉิงเซียวเก็บแรงกดดันและวงแหวนวิญญาณทั้งหมดกลับคืนสู่ร่าง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยกเว้นปัวไซซี มหาปุโรหิต รวมถึงผู้พิทักษ์เสาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดที่ล้วนเป็นถึงพรหมยุทธ์ระดับสูง ต่างก็หมดสติล้มพับไปตามๆ กัน
แม้แต่เสี่ยวไป๋เองก็สลบเหมือดไปเช่นกัน
หากปัวไซซีไม่ได้เป็นอัครพรหมยุทธ์ และไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของเกาะเทพสมุทรที่นางสามารถยืมพลังของเทพสมุทรมาใช้ได้เล็กน้อยในฐานะผู้พิทักษ์ นางก็คงจะหมดสติไปแล้วเหมือนกัน
นี่ขนาดว่าเชียนเฉิงเซียวแค่ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาโจมตีพวกเขาแต่อย่างใด
วินาทีนี้เองที่ปัวไซซีตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ชายหนุ่มตรงหน้าคือน่ากลัวยิ่งกว่าเทพเจ้าหลายเท่า
สตรีนั้น... นับแต่อดีตกาล ย่อมหลงใหลในความแข็งแกร่ง
และคำพูดของโพไซดอนก่อนหน้านี้ ก็ทำให้นางเริ่มมีความคิดที่แตกต่างออกไปต่อตัวเชียนเฉิงเซียว
บัดนี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของเขา ความคิดอันเร่าร้อนที่นางมีต่อเขาก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ในฐานะมหาปุโรหิตแห่งเกาะเทพสมุทร นางปรารถนาจะอยู่เคียงข้างเขา ให้เขาช่วยเหลือ
นอกเหนือจากนั้น... การยอมเป็นสาวรับใช้คอยปรนนิบัติข้างเตียง อาจเป็นหนทางเดียวที่เขาจะช่วยเหลือนางอย่างไม่มีเงื่อนไข
ไม่อย่างนั้น หากไร้ซึ่งความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ใครเล่าจะยอมช่วยเจ้าฟรีๆ?
หากต้องไปเป็นนางบำเรอของคนอื่น อย่าว่าแต่สาวใช้เลย แม้แต่ตำแหน่งอนุภรรยา ก็นับเป็นการดูหมิ่นนางอย่างร้ายแรง
หากมีใครกล้าเสนอเช่นนั้น นางคงสังหารมันทิ้งเสียตรงนั้น
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเชียนเฉิงเซียว... ชายหนุ่มผู้หล่อเหลา สง่างาม เปี่ยมด้วยพลังวัยหนุ่ม และแข็งแกร่งจนยากหยั่งถึง เป็นตัวตนระดับสุดยอดที่แม้แต่เทพเจ้ายังมิอาจทัดเทียม
ต่อให้เขาไม่เอ่ยปาก นางก็ยินดีที่จะเสนอตัวให้เอง
ผู้แข็งแกร่งระดับนี้ย่อมไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ของโลกีย์วิสัย
และบุรุษผู้แข็งแกร่งเช่นนี้เท่านั้น... คือชายที่นางปรารถนาจะไล่ตาม
ในอดีต ที่นางเคยสนใจเชียนเต้าหลิวและถังเฮ่า (หมายถึงถังเฉิน) ก็เพียงเพราะพวกเขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดในยุคนั้นเช่นเดียวกับนาง
ทั้งสามคนในยุคนั้นคือนัมเบอร์วันแห่งท้องทะเล ผืนดิน และเวหาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่นั่นยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ
ดังนั้น ข้อตกลงนั้นจึงเกิดขึ้น
แต่ตอนนี้ เมื่อได้พบกับสัตว์ประหลาดระดับตำนานอย่างเชียนเฉิงเซียว หัวใจของปัวไซซีก็หวั่นไหวอย่างรุนแรง
เชียนเฉิงเซียวสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของปัวไซซีในทันที
!!
เฮ้ย!!!
เจ๊ครับ... ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ?
รู้สึกเสียวสันหลังวาบยังไงชอบกล
วินาทีที่สายตาของทั้งสองสบประสานกันกลางอากาศ ใบหน้างดงามของปัวไซซีก็ขึ้นสีระเรื่อ ท่าทีที่มีต่อเชียนเฉิงเซียวเปลี่ยนเป็นขวยเขิน ราวกับจะทอดสะพานสายไหมผ่านดวงตาคู่นั้น
เฮ้ยๆ เจ๊... เรา...
ขณะที่เชียนเฉิงเซียวบ่นอุบในใจ ปัวไซซีก็ลุกขึ้นเดินตรงเข้ามา แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าเขา
สองแขนโอบกอดต้นขาของเชียนเฉิงเซียว เอ่ยด้วยน้ำเสียงขัดเขินว่า "ได้โปรดเถิดนายท่าน มอบโอกาสให้ข้ารับใช้สักครั้ง เพื่อให้ข้าได้สัมผัสถึงหนทางสู่การเป็นเทพด้วยเถิด!"
มองดูปัวไซซีที่คุกเข่าอ้อนวอนอยู่เบื้องหน้า และได้ยินคำพูดของนาง เชียนเฉิงเซียวรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังปั่นป่วน
"ไม่ๆๆ!"
"ผู้อาวุโสปัวไซซี ท่านไม่ต้องทำขนาดนี้หรอก!"
"ผู้น้อยมิอาจรับไว้ได้"
"ถ้าท่านอยากเป็นเทพ จริงๆ แล้วมันง่ายมาก ท่านแค่ต้องยกระดับศักยภาพดั้งเดิมของท่านขึ้นมา"
พูดถึงตรงนี้ เชียนเฉิงเซียวมองสบตากับปัวไซซีที่จ้องเขาตาเป็นมัน แล้วยิ้มแห้งๆ "ในเมื่อผู้อาวุโสปัวไซซีได้รับบททดสอบระดับสูงสุดเก้าบทสอบ นั่นแปลว่าพรสวรรค์ของท่านขาดไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น"
"ดังนั้น ผู้อาวุโสปัวไซซี ผู้น้อยช่วยท่านทำลายพันธนาการและคว้าตำแหน่งเทพมาได้แน่นอน"
"ท่านไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย!"
"อย่างที่ผู้น้อยเคยบอกตอนมาถึงเกาะเทพสมุทรครั้งแรก ท่านไม่จำเป็นต้องสังเวยตัวเอง และผู้น้อยก็สามารถช่วยให้ท่านเป็นเทพได้"
"นี่ไม่ใช่คำคุยโวแน่นอน"
ว่าแล้ว เชียนเฉิงเซียวก็หยิบ 'หญ้าคลื่นสมุทรคราม' ออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณ แล้วยื่นให้ปัวไซซี
เมื่อปัวไซซีเห็นหญ้าสมุนไพรในมือของเชียนเฉิงเซียว ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและปีติยินดีอย่างที่สุด
เพราะนางสัมผัสได้ถึงพลังงานที่บรรจุอยู่ในหญ้าคลื่นสมุทรคราม และกลิ่นอายของมันช่างเข้ากันได้ดีกับนางอย่างน่าประหลาด
โดยไม่รอให้ปัวไซซีได้กินสมุนไพรอมตะเพื่อตรวจสอบสรรพคุณ
ปัวไซซีก็ลงมือทันที...
"ผู้อาวุโสปัวไซซี..."
"ท่านไม่ต้องทำแบบนี้..."
"ข้าไม่ได้หมายความอย่างอื่นนะ!"
"ท่าน..."
"ซี๊ด~"
อีกด้านหนึ่ง นับตั้งแต่เฟลันเดอร์และหลิวเอ้อร์หลงพาอวี้เสี่ยวกันออกมาจากสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวดั่งขุมนรกแห่งนั้น อวี้เสี่ยวกันก็เอาแต่เกาะติดหลิวเอ้อร์หลงและเฟลันเดอร์แจ
เฟลันเดอร์รู้สึกไม่ถูกชะตากับอวี้เสี่ยวกันอย่างรุนแรง
เพราะเขามักจะรู้สึกว่าสายตาที่อวี้เสี่ยวกันมองมาที่เขานั้น... บางครั้งมันดูแปลกประหลาดชอบกล
แถมไอ้หมอนี่ยังชอบทำตัวน่ารังเกียจ แอบไปหลบหลังหลิวเอ้อร์หลง แสร้งทำตัวน่าสงสาร เรียกคะแนนความเห็นใจจากนางจนล้นทะลัก
โชคดีที่แม้หลิวเอ้อร์หลงจะเป็นคนจิตใจดี แต่นางไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ ให้กับอวี้เสี่ยวกันเลย
ถ้าหลิวเอ้อร์หลงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น บวกกับความผิดปกติของอวี้เสี่ยวกันในตอนนี้ บางทีนางอาจจะสนิทสนมกับเขาไปแล้วก็ได้
สิ่งที่ทำให้เฟลันเดอร์ขยะแขยงที่สุดคือ อวี้เสี่ยวกันคนนี้เก่งกาจเรื่องการสร้างปัญหาเหลือเกิน
ตัวโตเป็นควายแล้วแท้ๆ แต่ชอบแกล้งทำตัวอ่อนแอ ตามคำของเชียนเฉิงเซียวก็คือ... 'ชาเขียวตัวพ่อ' ชัดๆ
ทุกครั้งที่ไอ้อวี้เสี่ยวกันไปหลบหลังหลิวเอ้อร์หลง มันยังมิวายส่งสายตาหวานเชื่อมให้เฟลันเดอร์ แล้วเลียริมฝีปากตัวเอง ทำเอาเฟลันเดอร์สะอิดสะเอียนจนแทบอ้วก
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจหลิวเอ้อร์หลง และต้องการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้านาง เฟลันเดอร์คงเชือดไอ้หมอนี่ทิ้งไปนานแล้ว