- หน้าแรก
- ท่านนายพันหน้านิ่ง กับ ปัญญาชนสาวพราวเสน่ห์ ในยุค เจ็ดศูนย์
- บทที่ 26 ยุแยงสำเร็จ
บทที่ 26 ยุแยงสำเร็จ
บทที่ 26 ยุแยงสำเร็จ
ด้วยความสูงที่ต่างกันมาก เมื่อนางก้มหน้าลง ใบหน้าของนางจึงแทบจะแนบชิดกับใบหน้าของเด็กชาย
บนใบหน้านางประดับด้วยรอยยิ้มดูเป็นมิตร แต่แววตากลับเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
วาจาที่เปล่งออกมานั้นยิ่งน่าสะพรึงกลัว!
"อ๊าก—" ถังกวางจงตกใจสุดขีด พยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ไม่ว่าเขาจะมีแรงมากแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของซูเสี่ยวหว่านได้
ช่วงหลายวันมานี้ ซูเสี่ยวหว่านดื่มน้ำจากมิติตลอด ทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก
จางเหมยจวี๋อาจจะอ่อนแอจนเอาเด็กไม่อยู่ แต่นางไม่ใช่
การดิ้นรนไม่หยุดของถังกวางจงทำให้นางรำคาญ ซูเสี่ยวหว่านจึงกดจุดที่ง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ของเขาอย่างแรง
จุดนั้นเจ็บปวดทรมานสุดๆ เมื่อถูกกด
ถังกวางจงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดทันที
"แกทำอะไรน่ะ! ทำไมต้องรังแกหลานฉัน!" เฉินฟางเซียนรีบถลาเข้ามาจะดึงตัวถังกวางจงออกไป
ซูเสี่ยวหว่านปล่อยมือทันที
ถังกวางจงโผเข้าสู่อ้อมอกย่า ร้องไห้จ้าฟ้องทันควัน "ย่าครับ นังผู้หญิงใจร้ายมันรังแกข้า! ตีมันเลย! ตีมันให้ตาย!"
ซูเสี่ยวหว่านมองสองย่าหลานด้วยสายตาเย็นชา พลางคิดในใจว่า บ้านสกุลถังนี่ช่างหาเรื่องเก่งเสียจริง
มิน่าเล่า พอถังเหวินซีได้ดีมีสุข สิ่งแรกที่นางทำคือตัดขาดจากครอบครัวนี้ทันที
"ซูเสี่ยวหว่าน! นังผู้หญิงใจดำ! ฉันจะไปฟ้องหัวหน้ากองกับเลขาพรรคให้มาจัดการแก!" เฉินฟางเซียนถลึงตาใส่ซูเสี่ยวหว่านอย่างเกรี้ยวกราด
"เอาสิ ไปตามมาเลย ฉันก็อยากจะถามเหมือนกันว่าหลานชายคุณถีบประตูบ้านฉันจนพังยับเยินขนาดนี้ ใครจะเป็นคนชดใช้?"
เฉินฟางเซียนเหลือบมองรอยเท้าบนประตูอย่างร้อนตัว
เมื่อกี้ถังกวางจงถีบประตูแรงจริงๆ ถ้าจะเอาเรื่องกันขึ้นมา ฝั่งนางคงเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู
แต่เห็นหลานรักร้องไห้น่าสงสารขนาดนี้ นางจะยอมกลืนน้ำลายตัวเองได้อย่างไร
หลี่กุ้ยจือยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความลำบากใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "แม่คะ เรากลับไปกินข้าวกันก่อนเถอะ"
"หุบปาก! ก็เพราะแกมันไม่ได้เรื่อง! ถ้าแกหาแต้มค่าแรงได้ หลานฉันต้องวิ่งโร่ไปขอเนื้อกินบ้านคนอื่นไหม?" เฉินฟางเซียนหันมาพาลใส่ลูกสะใภ้แทน
ซูเสี่ยวหว่านเห็นหลี่กุ้ยจือหน้าซีดเผือด ก็รู้ทันทีว่าชีวิตนางในบ้านนั้นคงลำบากน่าดู
นางอดไม่ได้ที่จะพูดแทรก "ถ้าคุณยายรู้จักทำมาหากินหาเงินเอง เด็กมันก็ไม่ต้องมาขอทานหน้าบ้านคนอื่นเขาหรอก"
คำพูดนี้จี้ใจดำเฉินฟางเซียนเข้าอย่างจัง นางหน้าดำหน้าแดงตวาดกลับ "ฉันอายุป่านนี้แล้ว สุขภาพก็ไม่ดี จะให้ไปทำงานได้ยังไง?" นางจ้องเขม็งใส่ซูเสี่ยวหว่านด้วยสายตาน่ากลัว
แต่สถานการณ์แค่นี้ซูเสี่ยวหว่านผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนักแล้ว
ขนาดลู่ฮั่นโจวตัวพ่อ นางยังไม่กลัว นับประสาอะไรกับท่าทางข่มขู่ของเฉินฟางเซียน
ซูเสี่ยวหว่านยังคงยิ้มแย้ม "ดูจากเสียงอันดังกังวานของคุณยายแล้ว สุขภาพน่าจะแข็งแรงดีอยู่นะคะ เอาแรงที่มาเถียงฉอดๆ อยู่นี่ไปลงแรงในนาดีกว่ามั้งคะ อายุขนาดนี้กำลังเหมาะแก่การสร้างเนื้อสร้างตัวเลยเชียว"
นางหันไปพูดกับถังกวางจง "ย่าเธอบอกว่ารักเธอที่สุด แต่กลับไม่ยอมไปทำงานแลกแต้ม ถ้าให้ฉันพูดนะ ความรักหลานนี่มันก็แค่ลมปากชัดๆ"
นางจงใจยุแยงตะแคงรั่วให้สองย่าหลานแตกคอกัน
ถังกวางจงตาโต ฟังแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาหันขวับไปทุบตีเฉินฟางเซียน "ย่า! ทำไมย่าไม่ไปทำงานหาแต้ม! ไหนบอกว่ารักข้าที่สุดไง?"
"กวางจง อย่าไปฟังมันพล่าม ย่าแก่แล้ว ทำงานไม่ไหว..."
"แต่ตอนด่าคนอื่นนี่แรงดีเชียวนะคะ" ซูเสี่ยวหว่านพูดแทรกเสียงใส "ถ้าฉันมีหลานชายหัวแก้วหัวแหวนแบบนี้ ฉันจะยอมตรากตรำทำงานในนาตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะไม่ยอมให้หลานต้องมาอดอยากปากแห้งอยากกินเนื้อแบบนี้หรอก"
นางแสร้งถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ถังกวางจง ไม่ใช่ว่าน้าไม่อยากให้นะ แต่เจ้าไม่ใช่หลานน้า ถ้าเจ้าเป็นคนในครอบครัวน้า น้าจะทำเนื้อให้กินทุกวันเลย"
ยิ่งคิดถังกวางจงก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เขากอดเอวเฉินฟางเซียนแน่นไม่ยอมปล่อย "ย่า! ข้าจะกินเนื้อ! ย่าไปทำงานเดี๋ยวนี้!"
เด็กชายตัวโตแรงเยอะ กะน้ำหนักมือไม่ถูก ทุบตีย่าตัวเองตุบตับ
เฉินฟางเซียนเจ็บจนต้องรีบร้องขอชีวิต "โอ๊ย! อย่าตี! อย่าตี! พรุ่งนี้ย่าจะไปลงนาแล้ว พอใจหรือยัง?"
นางคาดไม่ถึงเลยว่าคำพูดไม่กี่ประโยคของซูเสี่ยวหว่านจะทำให้หลานรักหันมาเล่นงานนางได้ขนาดนี้
นังผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจจริงๆ!
มิน่าถึงจับลู่ฮั่นโจวอยู่หมัด
อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมืออยากให้ถังเหวินซีแต่งกับลู่ฮั่นโจว แต่นังหลานตัวดีก็ไม่ยอมท่าเดียว อ้างว่ารังเกียจที่เขาสุขภาพไม่ดี
ดูสิ พอนังผู้หญิงคนนี้เข้ามาในบ้าน พวกนางจะขอเนื้อกินสักคำจากบ้านสกุลลู่ยังยากเลย!
ซูเสี่ยวหว่านถือมีดทำครัวยืนดูสองย่าหลานทะเลาะกันด้วยความบันเทิงใจ
ดูละครฉากนี้แล้วสะใจชะมัด
"เสี่ยวหว่าน ขอบใจนะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างตัว
เป็นหลี่กุ้ยจือนั่นเอง นางมองซูเสี่ยวหว่านด้วยความซาบซึ้ง "คราวก่อนเธอก็ช่วยฉันไว้ คราวนี้ยังช่วยพูดแทนฉันอีก ฉันไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี"
นางยังดูซูบซีดอ่อนแอเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็เป็นคนรู้ความ
ซูเสี่ยวหว่านยิ้ม "ไม่ต้องขอบใจหรอกค่ะ แต่การพึ่งพาคนอื่นตลอดไปมันไม่ใช่ทางออก พี่ต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ยิ่งพี่ยอมอ่อนข้อ พวกเขาก็ยิ่งได้ใจ ขี่คอพี่ไม่จบไม่สิ้น"
หลี่กุ้ยจือพยักหน้า แต่ซูเสี่ยวหว่านก็ไม่รู้ว่านางจะเปลี่ยนตัวเองได้จริงหรือเปล่า
ผู้หญิงจำนวนมากถูกกรอบประเพณีพันธนาการไว้หลังแต่งงาน ต้องทนทุกข์ทรมานแต่ก็ไม่กล้าก้าวออกมา
ต่อให้คนนอกยื่นมือเข้าช่วยมากแค่ไหน สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะคิดได้หรือเปล่า
ไม่ไกลนัก ลู่ฮั่นโจวบังเอิญได้ยินบทสนทนานี้พอดี นัยน์ตาของเขาเข้มขึ้น แฝงแววประหลาดใจวูบหนึ่ง
การที่ซูเสี่ยวหว่านพูดจาแบบนี้ได้ ทำให้ลู่ฮั่นโจวแปลกใจจริงๆ
ความคิดอ่านระดับนี้ แม้แต่สาวๆ ในเมืองหลวงยังหาตัวจับยาก
เขามองแผ่นหลังของนาง ร่างที่ดูบอบบางนั้นยืดตรงอย่างสง่าผ่าเผย
ไร้ซึ่งร่องรอยของความเกียจคร้านในอดีต
ซูเสี่ยวหว่านคนก่อนไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องหาที่พิงทำตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนไร้เรี่ยวแรง
ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
อย่างไรก็ตาม สายตาของเขามาหยุดอยู่ที่มือของนาง มือเรียวบางคู่นั้นกำลังกำมีดทำครัวแน่น
แสงแดดกระทบคมมีด สะท้อนแสงวาววับบาดตา
ทันทีที่เฉินฟางเซียนเห็นลู่ฮั่นโจวกลับมา นางก็รีบปรี่เข้าไปฟ้องทันที "ฮั่นโจว หลานต้องจัดการเมียหลานหน่อยแล้วนะ เป็นสาวเป็นนางแต่รังแกเด็ก! บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปหรือไง!"
ถังกวางจงก็รับลูกทันควัน แกล้งทำตัวน่าสงสารแหกปากร้องลั่น "พี่ลู่ เมียพี่น่ากลัวมาก! เมื่อกี้จะเอามีดมาเฉือนเนื้อข้า!"
สองย่าหลานเข้าขากันดีจริงๆ สามัคคีกันเรื่องชั่วๆ ดีนักแล
ซูเสี่ยวหว่านรีบซ่อนมีดไว้ข้างหลัง แล้วหันไปเกาะแขนลู่ฮั่นโจว ทำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร "ฮั่นโจว พวกเขาเห็นว่าที่บ้านมีแค่แม่กับฉัน ผู้หญิงสองคน ก็เลยจงใจมาหาเรื่อง ดูสิคะ ประตูบ้านเราโดนพวกเขาถีบจนพังยับเยินหมดแล้ว"
จริงๆ ประตูไม้ก็แข็งแรงดี ไม่ได้พังง่ายขนาดนั้นหรอก
แต่รอยรองเท้าที่ประทับหราอยู่บนบานประตูนั้นชัดเจน
เฉินฟางเซียนเริ่มใจคอไม่ดี ฝั่งนางเป็นคนเริ่มก่อนจริงๆ
แต่ประตูพังซ่อมได้ หลานชายสุดที่รักของนางโดนซูเสี่ยวหว่านเอามีดขู่จนขวัญเสียนะ!
"เมียแกเอามีดไล่ฟันหลานฉัน!"
"ไล่ฟันที่ไหนกันคะ? นั่นมันป้องกันตัวชัดๆ" เห็นนางกัดไม่ปล่อย ซูเสี่ยวหว่านก็เริ่มหมดความอดทน "ยังไม่จบใช่ไหม? ได้ ฉันจะไปตามหัวหน้ากองมาตัดสินเดี๋ยวนี้ ดูซิว่าใครผิดใครถูก อย่าว่าแต่เอามีดขู่เลย ถ้าบุกรุกเข้ามาจริงๆ ต่อให้ฉันฟันโดนเลือดสาด ก็ถือว่าป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายย่ะ!"
"แก... แกกะจะทำร้ายหลานฉันจริงๆ สินะ!"
"พอได้แล้ว" จู่ๆ ลู่ฮั่นโจวก็เอ่ยขึ้น สายตาคมกริบกวาดมองซูเสี่ยวหว่าน
นางรู้กฎหมาย แถมยังรู้เรื่องการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย? ดูท่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ
สิ้นเสียงลู่ฮั่นโจว บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบทันที
ซูเสี่ยวหว่านมองเขา สีหน้าชายหนุ่มเคร่งขรึมเย็นชา ดวงตาสีดำลึกล้ำแฝงความเฉียบขาด
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ลู่ฮั่นโจวก็พูดกับเฉินฟางเซียนว่า "ย่าเฉินครับ ต่อไปอย่ามาบ้านผมอีก"
ประโยคเดียวจบ ตัดปัญหาทุกอย่าง
เฉินฟางเซียนอึ้งไป รีบพูดละล่ำละลัก "นี่หลานจะตัดญาติขาดมิตรกันเลยเหรอ? ย่ากับปู่ย่าของหลานคบหากันมานานนะ!"
"แต่ย่ารังแกแม่และเมียผม" ลู่ฮั่นโจวพูดพลางคว้าข้อมือซูเสี่ยวหว่าน จูงนางเดินเข้าบ้าน พร้อมกำชับนางระหว่างเดินว่า "ถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก ให้ไปแจ้งหัวหน้ากองจัดการได้เลย"
เขาไม่ปรายตามองเฉินฟางเซียนและคนอื่นอีกเลย ราวกับว่าการเสียเวลาเสวนาด้วยอีกแค่วินาทีเดียวก็ไร้ค่า
เฉินฟางเซียนจ้องมองประตูบ้านสกุลลู่ที่ปิดลงอย่างกระแทกกระทั้นด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น
ดีล่ะ! เห็นแก่นังผู้หญิงชั่วคนนั้น ถึงกับยอมตัดขาดกับพวกเรา!
คอยดูเถอะ นางจะทำลายชื่อเสียงบ้านสกุลลู่ให้ป่นปี้ไปทั้งหมู่บ้านเลย!
เฉินฟางเซียนลากถังกวางจงกลับบ้าน บังเอิญสวนทางกับลู่เยี่ยนซีที่กำลังกลับมาพอดี
นางรู้ดีว่าลู่เยี่ยนซีสนิทกับถังเหวินซี และเมื่อวานลู่เยี่ยนซีก็เป็นคนแบ่งเนื้อให้หลานนางกิน