- หน้าแรก
- โต้วหลัว ตำนานดาบมังกรหยกสะท้านภพ
- บทที่ 18 เก็บเด็กได้หนึ่งคน
บทที่ 18 เก็บเด็กได้หนึ่งคน
บทที่ 18 เก็บเด็กได้หนึ่งคน
ช่วงบ่าย หลินเฟิงยังคงนั่งอ่านตำราแพทย์อยู่ที่โต๊ะตรวจเหมือนเดิม คลินิกเงียบเหงาไร้ผู้คน หลินเฟิงไม่รีบร้อน เดิมทีเขาวางแผนจะจ้างหน้าม้าสักสองคนมาสร้างชื่อเสียง "หมอเทวดา" ให้ตัวเอง แต่เหตุการณ์พี่น้องจ้าวคังกับจ้าวไท่เมื่อวานดันมาช่วยประหยัดงบโฆษณาให้ซะงั้น ตอนนี้ก็แค่รอให้สองพี่น้องนั้นไปช่วยกระจายชื่อเสียงให้ พิษแมงมุมที่จ้าวคังโดนไม่ใช่พิษที่รักษายากอะไร แต่เพราะโดนพิษมานานเกินไปจนอาการหนัก คนที่จะรักษาเขาได้ในสภาพนั้นมีไม่มากนัก ดังนั้น ชื่อเสียง "หมอเทวดา" ของหลินเฟิงน่าจะเริ่มกระพือปีกเร็วๆ นี้
ราวๆ บ่ายสาม เด็กน้อยคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในคลินิก พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าหลินเฟิง แล้วโขกศีรษะกับพื้นดังโป๊กๆ "นายน้อยโปรดช่วยชีวิตข้าด้วย ข้ายอมตายถวายชีวิตเพื่อตอบแทนท่าน"
หลินเฟิงงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมถึงมาขอให้ช่วย? แล้วทำไมต้องมาขู่ว่าจะตายเพื่อเขาด้วย? นี่เพิ่งเปิดร้านวันที่สองเองนะ ไอ้หมอนี่โผล่มาจากไหน! แผนการที่วางไว้ดิบดี เจอนอกบทแบบนี้ไปไม่เป็นเหมือนกันแฮะ
หลินเฟิงสำรวจเด็กตรงหน้า ทุกอย่างดูปกติดี ยกเว้นแขนที่ยาวและหนาผิดมนุษย์ มือก็ใหญ่โตสมส่วนกับแขน—ดูไม่เหมือนคนทั่วไปเลย เหมือนชะนีในทีวีที่เขาเคยดูชาติที่แล้วมากกว่า หลินเฟิงนึกถึงมุกตลกในชาติก่อน: เล่าปี่มีลักษณะแขนยาวถึงเข่า ตอนที่จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊ามาคืนให้ เล่าปี่รับลูกด้วยสองมือแล้วตะโกนว่า "เพื่อเจ้าเด็กคนนี้ เกือบทำให้ข้าเสียขุนพลเอกไปแล้ว! จะมีเจ้าไว้ทำไม!" แล้วแกล้งทำท่าจะทุ่มลูกลงพื้นเพื่อซื้อใจจูล่ง แต่เพราะแขนยาวเกินไป เลยกลายเป็นวางอาเต๊าลงพื้นเบาๆ แทน... ฉากนั้นคงจะอึดอัดพิลึก เด็กคนนี้ก็ดูคล้ายๆ แบบนั้นแหละ
หลินเฟิงตบหน้าตัวเองในใจเบาๆ คิดอะไรบ้าๆ บูลลี่คนพิการแบบนี้มันแย่นะเรา
หลินเฟิง: "ลุกขึ้นก่อนเถอะ ที่บอกให้ช่วยชีวิตนี่หมายความว่าไง? เจ้าดูไม่เห็นจะป่วยตรงไหนเลย"
เด็กน้อยไม่ยอมลุก แต่คุกเข่าตัวตรง "ข้าชื่อ 'โก่วหวา'มาจากหมู่บ้านเฉาเมี่ยว ชายแดนจักรวรรดิเทียนโต้ว ตอนเกิดข้าร่างกายอ่อนแอ ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าตั้งชื่อให้ต่ำต้อยเข้าไว้จะได้เลี้ยงง่าย เลยได้ชื่อเล่นนี้มา พ่อแม่กะว่าจะตั้งชื่อจริงให้ตอนหกขวบตอนปลุกวิญญาณยุทธ์ แต่ตอนข้าสามขวบ พ่อแม่ไปตัดฟืนบนเขาแล้วโดนสัตว์วิญญาณคาบไปกิน ข้าเลยกำพร้า ยายไช่ในหมู่บ้านที่ไม่มีลูกหลานเลยรับข้าไปเลี้ยง พอสี่ขวบ ข้าไปเจอผลไม้แปลกๆ บนเขาเลยเก็บมากิน หลังจากนั้นแขนข้าก็เริ่มยาวขึ้น ใหญ่ขึ้น คนในหมู่บ้านหาว่าข้าเป็นตัวประหลาด แล้วไล่ข้าออกมา ยายไช่อยากให้อยู่ แต่ชาวบ้านไม่ยอม ยายแก่แล้วห้ามไม่ไหว ข้าเลยต้องระหกระเหินหากินในป่าตามยถากรรม ปีที่แล้วเจ้าหน้าที่สำนักวิญญาณยุทธ์มาปลุกวิญญาณให้เด็กในหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านบอกว่าข้าเป็นสัตว์ประหลาด ไม่ให้ข้าเข้าไป ข้าเลยไม่ได้ปลุกวิญญาณ หลังจากนั้นข้าโดนจับตัวมาขายที่เมืองเทียนโต้ว ถูกบังคับให้สู้กับสัตว์วิญญาณระดับต่ำในสนามประลองใต้ดินเพื่อความบันเทิง เมื่อกี้มีสัตว์วิญญาณตัวหนึ่งคลั่ง พลังระเบิดออกมา สนามประลองคุมไม่อยู่ เกิดความวุ่นวาย ข้าเลยฉวยโอกาสหนีออกมาครับ"
หลินเฟิง: "แล้วทำไมถึงมาที่นี่? และอะไรทำให้เจ้าคิดว่ามาที่นี่แล้วข้าจะช่วยเจ้า?"
โก่วหวา: "ตอนอยู่ในสนามประลอง ข้าแอบได้ยินพวกขุนนางในเมืองคุยกัน เขาบอกว่าท่านเอิร์ลหลินเป็นคนหยิ่งยโส ไม่เห็นหัวขุนนางอื่น ไม่คบค้าสมาคมกับใคร ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือดีคงโดนเก็บไปนานแล้ว ข้ายังได้ยินอีกว่าท่านเอิร์ลเป็นขุนนางไม่กี่คนที่ไม่รังแกชาวบ้าน ข้าเลยคิดว่าในเมืองเทียนโต้วนี้ มีแค่คฤหาสน์ตระกูลหลินเท่านั้นที่เป็นความหวังเดียวของข้า เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้ยินในสนามประลองว่านายน้อยตระกูลหลินเปิดคลินิกอยู่ตรงข้ามสนามประลองวิญญาณ ข้าเลยหนีมาที่นี่ครับ"
"คนของสนามประลองกำลังไล่ล่าทาสที่หนีออกมาอย่างบ้าคลั่ง ข้าคงหนีไม่พ้นแน่ ถ้าโดนจับได้ก็ตายสถานเดียว—ไม่โดนซ้อมจนตายก็โดนสัตว์วิญญาณกิน ยังไงก็ตาย ข้าแค่อยากดิ้นรนเฮือกสุดท้าย เผื่อจะมีโอกาสรอด"
หลินเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วสั่ง "เงยหน้ามองข้า" ทันทีที่โก่วหวาเงยหน้า หลินเฟิงใช้วิชา 'สะกดจิตย้ายวิญญาณ' ทันที แววตาของโก่วหวาเหม่อลอย เข้าสู่ภวังค์
หลินเฟิง: "ที่พูดมาเมื่อกี้ มีคำโกหกไหม?"
โก่วหวาตอบช้าๆ แต่มั่นคง "ไม่ มี ทุกอย่าง คือ ความจริง"
หลินเฟิง: "เจ้าวางแผนจะทำอะไรเมื่อมาถึงตระกูลหลิน?"
โก่วหวา: "ข้าอยากอาศัยบารมีท่านเอิร์ลช่วยชีวิต แล้วค่อยหาโอกาสแก้แค้นพวกค้ามนุษย์กับสนามประลองทีหลัง"
หลินเฟิง: "จะแก้แค้นยังไง?"
โก่วหวา: "ข้าอยากขอความเมตตาจากท่านเอิร์ลช่วยปลุกวิญญาณยุทธ์ให้ ถ้าปลุกได้วิญญาณยุทธ์ที่มีประโยชน์ ข้าจะตั้งใจฝึกฝนแล้วกลับไปล้างแค้น แต่ถ้าฝึกไม่ได้ ข้าจะทำงานรับใช้ท่านเอิร์ลอย่างถวายหัว รอวันสร้างความดีความชอบ แล้วค่อยขอให้ท่านเอิร์ลส่งคนไปช่วยล้างแค้น"
หลินเฟิง: "เจ้าคิดว่าท่านเอิร์ลมีปัญญาทำลายสนามประลองงั้นเหรอ? รู้ไหมว่าเบื้องหลังสนามประลองไม่ใช่สิ่งที่เอิร์ลคนเดียวจะรับมือไหว"
โก่วหวา: "พวกขุนนางบอกว่า ท่านเอิร์ลกับฮูหยินเป็นอัจฉริยะ มีโอกาสทะลวงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ในอนาคต นายน้อยหลินก็เป็นอัจฉริยะ อนาคตตระกูลหลินอาจมีราชทินนามพรหมยุทธ์ถึงสามคน ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ แม้แต่ราชวงศ์ยังต้องเกรงใจ"
หลินเฟิงคิดในใจ 'ราชวงศ์ต้องเกรงใจงั้นเหรอ? ราชวงศ์เทียนโต้วมีใครบ้างที่ไม่ต้องเกรงใจเขา? ทั้งจักรวรรดิมีราชทินนามพรหมยุทธ์แค่คนเดียว แถมเป็นแค่ผู้อาวุโสรับเชิญ ไม่รู้ครองบัลลังก์มาได้ยังไง'
หลินเฟิง: "ถ้าเจ้าต้องการการคุ้มครองจากตระกูลหลิน หรือแม้กระทั่งการแก้แค้น เจ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยน?"
โก่วหวา: "ข้ามีแค่ชีวิตเดียว ถ้าท่านช่วยข้า ชีวิตนี้เป็นของตระกูลหลิน ให้เป็นวัวเป็นม้า เป็นหมูเป็นหมา ข้าก็ยอม ถ้าตระกูลหลินต้องการ ข้ายินดีสาบานเลือด ลูกหลานของข้าจะรับใช้ตระกูลหลินสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน"
หลินเฟิงไม่นึกว่าเด็กคนนี้จะมีความแค้นฝังลึกขนาดนี้ จินตนาการไม่ออกเลยว่าต้องเจออะไรมาบ้างในสนามประลอง เขาลังเลว่าจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ดีไหม เขามีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับเด็กคนนี้ และการเก็บไว้ก็ไม่ใช่ปัญหา ด้วยระดับมหาปราชญ์วิญญาณของพ่อแม่บวกทักษะผสานวิญญาณยุทธ์ สนามประลองคงไม่กล้าหักกับตระกูลหลินเพราะเด็กคนเดียว แต่เขายังไม่ได้ตัดสินใจเส้นทางในอนาคตแน่ชัด ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องมีลูกน้องไหม
ด้วยพลังจิตของหลินเฟิง ภายใต้วิชาสะกดจิต เด็กคนนี้โกหกไม่ได้แน่ สุดท้ายหลินเฟิงตัดสินใจเก็บไว้ก่อน เรื่องอนาคตค่อยว่ากัน บางอย่างเตรียมไว้ก่อนก็ดี เผื่อฉุกเฉิน ถ้าอนาคตไม่ได้ใช้ก็ไม่เสียหายอะไร
ก่อนจะคลายวิชาสะกดจิต หลินเฟิงฝังคำสั่งลงในจิตใต้สำนึก "หลังจากตื่น เจ้าจะจำได้ว่าเจ้าเล่าความจริงทั้งหมดให้นายน้อยฟัง นายน้อยรับปากจะช่วยชีวิตและรับเข้าตระกูลหลิน นับจากวันนี้ไป เจ้าจะเป็นผู้ติดตามของนายน้อยหลิน เชื่อฟังทุกคำสั่ง และห้ามมีความคิดทรยศเด็ดขาด" ด้วยคำสั่งฝังใจนี้ ตราบใดที่พลังจิตของโก่วหวาไม่สูงกว่าหลินเฟิงเกินสองเท่า เขาจะไม่มีวันทรยศ
เมื่อคลายวิชา โก่วหวาก็โขกศีรษะให้หลินเฟิงอีกครั้ง "โก่วหวาขอบคุณนายน้อยที่ช่วยชีวิต จากนี้ไปนายน้อยคือเจ้านายของโก่วหวา โก่วหวาจะภักดีต่อนายน้อยตลอดไป"
หลินเฟิง: "เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ ต่อไปนี้เจ้าติดตามข้า เรียกข้าว่านายน้อยเหมือนหลินอัน อย่าเรียกตัวเองว่าโก่วหวาอีกเลย เจ้ารู้แซ่ตัวเองไหม? ตั้งชื่อให้ตัวเองซะสิ"
โก่วหวา: "ตอนพ่อแม่ตาย ข้ายังเด็กเกินกว่าจะจำชื่อแซ่ได้ ข้าไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าอะไร ตอนนี้ข้าเป็นคนของนายน้อยแล้ว โปรดตั้งชื่อให้ข้าเถอะครับ"
หลินเฟิง: "'เป็นคนของข้า' อะไรกัน ฟังดูทะแม่งๆ งั้นใช้แซ่เดียวกับข้าแล้วกัน ต่อไปนี้เจ้าชื่อ 'หลินเจี้ยน' จงเป็นกระบี่ที่แหลมคมในมือข้า" หลินเฟิงแอบขำตัวเองในใจ 'โอ้โห พูดบทพระเอกลิเกตอนช่วยลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ได้เป๊ะเวอร์ อืม... การแสดงใช้ได้แฮะเรา'
หลินเจี้ยน: "ขอบคุณนายน้อยที่ประทานชื่อให้ครับ"
ระหว่างที่คุยกัน ทหารยามกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาในคลินิก หัวหน้าชุดโค้งคำนับหลินเฟิงแล้วกล่าว "คารวะนายน้อยหลิน ข้าเป็นยามจากสนามประลองครับ"
หลินเฟิง: "มีธุระอะไรหรือ? ใครป่วยเหรอ?"
หัวหน้ายาม: "นายน้อยล้อเล่นแล้ว พวกข้าไม่มีใครป่วยหรอกครับ พอดีมีทาสหนีออกมาจากสนามประลอง มีคนเห็นมันวิ่งเข้ามาหาท่าน พวกข้าเลยมาตามตัวทาสคนนั้นกลับไปครับ มันคือคนที่อยู่ข้างหลังท่านนั่นแหละ"