- หน้าแรก
- โต้วหลัว ตำนานดาบมังกรหยกสะท้านภพ
- บทที่ 16 เปิดร้านอย่างเป็นทางการ
บทที่ 16 เปิดร้านอย่างเป็นทางการ
บทที่ 16 เปิดร้านอย่างเป็นทางการ
ภายใต้การจับตามองของขั้วอำนาจต่างๆ ในที่สุด 'คลินิกแห่งโชคชะตา' ของหลินเฟิงก็ได้ฤกษ์เปิดทำการ ทว่าต่างจากภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ที่ผู้คนคาดหวัง คลินิกแห่งนี้ไม่ได้จ้างคณะแสดงมารื่นเริง ไม่มีการส่งเทียบเชิญขุนนางตระกูลไหน แค่เช้าวันหนึ่ง ประตูคลินิกก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ
ก่อนหน้านี้ ฮวาเจี่ยอวี่ถามหลินเฟิงว่าจะจ้างคณะงิ้วหรือคณะเชิดสิงโตมาตีฆ้องร้องป่าวฉลองเปิดร้านไหม หลินเฟิงปฏิเสธทันควัน "ทุกวันนี้มีคนของขั้วอำนาจต่างๆ มาคอยซุ่มดูคลินิกเราแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนอยากจะส่งยุงบินเข้าไปสืบข่าวสักตัว พวกเขาจับตาดูทุกฝีก้าวของเราอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างใครมาโฆษณาหรอกครับ ถึงบ้านเราจะรวย แต่ก็ไม่ต้องสุรุ่ยสุร่ายขนาดนั้น"
ดังนั้น คลินิกแห่งโชคชะตาจึงเปิดตัวอย่างเงียบสงบ
เป็นไปตามคาด วันแรกของการเปิดร้านเงียบเหงาวังเวง แม้ขั้วอำนาจต่างๆ จะจับตามองอัจฉริยะตระกูลหลินที่ซ่อนตัวมานาน แต่เจ้าตัวก็เป็นแค่เด็ก 9 ขวบ ไม่ใช่ราชทินนามพรหมยุทธ์ ความสนใจก็ส่วนความสนใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องแห่กันมาประจบสอพลอทันทีที่ปรากฏตัว อีกอย่างก่อนที่อัจฉริยะจะเติบโตเต็มที่ ทุกฝ่ายก็ทำแค่จับตามองอยู่ห่างๆ เท่านั้น หลินเฟิงเองก็แค่ปูทางโฆษณาคลินิกไว้ล่วงหน้าเฉยๆ
ไม่มีลูกค้าเข้าร้านก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน หลินเฟิงนั่งอ่านตำราแพทย์ของโลกนี้อย่างสบายใจเฉิบ เขาแตกฉานใน 'คัมภีร์ราชันย์โอสถ' ที่ฉินกวงหวังปรับปรุงให้เข้ากับโลกโต้วหลัวแล้ว การรักษาคนในโลกนี้จึงเป็นเรื่องกล้วยๆ แต่เขาก็อยากรู้ว่าหมอทั่วไปในโลกนี้ใช้ตำราอะไรกัน เลยขอให้พ่อช่วยหามาให้ศึกษาดู
หลินเฟิงนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่ 'หลินอัน' บ่าวรับใช้ที่ติดตามเขามาตั้งแต่เด็กกลับนั่งไม่ติดที่ คอยชะโงกหน้าออกไปดูนอกประตูแล้วหดกลับเข้ามา ทำเอาหลินเฟิงหลุดขำ "หลินอัน ถ้าชะโงกอีกนิด หัวนายจะหลุดออกไปกลิ้งข้างนอกแล้วนะ"
หลินอันวางผ้าเช็ดตู้ยาลงแล้ววิ่งมาที่โต๊ะทำงานหลินเฟิง "นายน้อยครับ นายน้อยใจเย็นอยู่ได้ไงเนี่ย? นี่มันครึ่งวันแล้วนะ ยังไม่มีลูกค้าโผล่มาสักคน คลินิกใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนไข้ เราจะเอาอะไรกินครับ?"
หลินเฟิง: "จะรีบไปทำไม? เราเปิดคลินิกนะ ไม่ใช่ร้านขายของชำ ไม่เคยได้ยินโบราณว่าเหรอ 'ขอให้โลกนี้ไร้โรคภัย ต่อให้ยาบนชั้นวางจับฝุ่นเกรอะกรังก็ยอม' ไม่มีคนมาก็ดีแล้ว แสดงว่าไม่มีคนป่วยไง"
หลินอันคิดว่านายน้อยคงเพี้ยนไปแล้ว "นายน้อยครับ เมืองเทียนโต้วใหญ่ขนาดนี้ จะไม่มีคนป่วยเลยเหรอครับ? ไหนจะสนามประลองวิญญาณฝั่งตรงข้ามนั่นอีก คนเจ็บหามกันออกมาทุกวัน แต่ไม่มีใครเลี้ยวเข้ามาร้านเราสักคน"
หลินเฟิงมองบ่าวคนสนิทแล้วอดขำไม่ได้ ไม่นึกว่าหมอนี่จะร้อนใจแทนเจ้านายวัย 9 ขวบขนาดนี้ "เอาเถอะน่าหลินอัน ไปนั่งพักตรงเก้าอี้โน่นไป อย่าลนลาน ตระกูลเราไม่ได้หวังพึ่งรายได้จากคลินิกนายน้อยมาจุนเจือครอบครัวซะหน่อย อีกอย่าง นายน้อยไม่ได้เปิดคลินิกเพื่อหาเงิน มองการณ์ไกลหน่อยสิ"
หลินอัน: "นายน้อยครับ หลินอันไม่เข้าใจครับ"
หลินเฟิง: "ไม่เป็นไร ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แค่ทำตามที่นายน้อยสั่งก็พอ เอ้า เลิกเดินวนไปวนมาได้แล้ว ไปเตรียมมื้อเที่ยงหลังร้านไป ได้เวลาหิวแล้ว"
หลินอันนึกว่าวันนี้คงผ่านไปแบบเงียบๆ แต่ผิดคาด บ่ายวันนั้นมีคนโผล่มาจริงๆ
ราวๆ สี่โมงเย็น หลินเฟิงกำลังจะปิดร้านกลับบ้านไปกินข้าว จู่ๆ ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบก็แบกชายหนุ่มอีกคนที่ดูแก่กว่าเล็กน้อยและหมดสติอยู่ วิ่งตะโกนเข้ามาในคลินิก "หมออยู่ไหน! หมออยู่ไหน! ช่วยด้วย!"
หลินเฟิงเดินออกมาจากหลังโต๊ะตรวจ "ข้าคือหมอ"
ชายหนุ่มชะงักกึกเมื่อเห็นหลินเฟิง เขารีบพูดรัวเร็ว "น้องชาย รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า มีคนโดนพิษ ถ้าไม่รีบรักษาจะไม่ทันการแล้ว"
หลินเฟิง: "ข้าคือหมอ และข้าเป็นหมอคนเดียวในคลินิกนี้"
ชายหนุ่มดูไม่เชื่อถือหลินเฟิงเลยสักนิด แต่คนที่สลบเหมือดอยู่นั้นอาการร่อแร่เต็มที เขาเองก็ร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก
หลินเฟิงพูดต่อ "ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร หันหลังกลับแล้วแบกเขาออกไปซะ พิษของเขาน่าจะยื้อได้อีกครึ่งชั่วโมง เจ้ายังมีเวลาไปหาคลินิกอื่น"
เห็นท่าทีนิ่งสงบของหลินเฟิง ความเชื่อมั่นของชายหนุ่มก็เพิ่มขึ้นมาหน่อย เขาและพี่ชายหากินด้วยการลงประลองในสนามประลองวิญญาณ วันนี้พี่ชายสู้กับวิญญาณจารย์แมงมุมแล้วพลาดท่าโดนพิษ วิญญาณจารย์แมงมุมมีแต่พิษ ไม่มียาแก้ ซวยซ้ำซ้อนตรงที่วันนี้วิญญาณจารย์สายรักษาในสนามประลองดันไม่อยู่สักคน อาการบาดเจ็บภายนอกหายแล้ว แต่พิษแมงมุมแทรกซึมเข้าอวัยวะภายใน ขืนปล่อยไว้คงไม่รอด เขาเห็นป้าย "ถอนพิษ" ที่หน้าคลินิกเลยแบกพี่ชายวิ่งเข้ามา แต่ดันมาเจอหมอเด็กซะนี่ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าไม่รีบรักษาคงสายเกินแก้
ชายหนุ่มโค้งคำนับหลินเฟิง "งั้นขอร้องล่ะท่านหมอน้อย ช่วยชีวิตพี่ชายข้าด้วย"
หลินเฟิง: "แบกพี่ชายเจ้าเข้ามา วางบนเตียงนี้" คลินิกตกแต่งไว้ครบครัน มีทั้งโซนตรวจรักษา โซนจ่ายยา และหลังร้านสำหรับต้มยา
ชายหนุ่มวางคนเจ็บลงบนเตียง ริมฝีปากของคนเจ็บเขียวคล้ำ หลินเฟิงจับชีพจรแล้วถ่างตาดู แม้แต่ตาขาวก็มีสีม่วงเจือปน เขาหันไปถามชายหนุ่ม "พิษแมงมุมเจ็ดสี ใช่ไหม?" แม้จะเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงกลับมั่นใจ
ชายหนุ่มตกตะลึง ไม่นึกว่าเด็กคนนี้จะดูแค่วูบเดียวก็รู้ชนิดพิษ "ใช่ครับ วิญญาณจารย์แมงมุมเจ็ดสี รักษาได้ไหมครับ?"
หลินเฟิง: "รักษาได้ แต่ดูจากการแต่งตัวของพวกเจ้า เกรงว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายค่ายาน่ะสิ"
ชายหนุ่มพูดไม่ออก พวกเขาจนกรอบจริงๆ "ขอถามท่านหมอ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะรักษาพี่ชายข้าได้?"
หลินเฟิง: "ถ้าแค่เอาชีวิตรอด ถอนพิษให้หมดไป ราคาไม่แพง 100 เหรียญวิญญาณทองคำ แต่พิษแทรกซึมเข้าปอดและอวัยวะภายใน ทำลายรากฐานไปแล้ว ต่อให้รอดชีวิตก็กลายเป็นคนพิการ ถ้าจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นคนปกติ ต้องใช้ 1,000 เหรียญวิญญาณทองคำ แต่ถ้าอยากฟื้นฟูให้กลับมาฝึกวิชาต่อได้ ต้องใช้ 5,000 เหรียญวิญญาณทองคำ"
ชายหนุ่มหน้าซีดเผือด ครอบครัวเขาหาเงินขนาดนั้นไม่ได้แน่ เขาและพี่ชายเป็นวิญญาณจารย์ ตามหลักควรได้เงินสนับสนุนเดือนละ 200 เหรียญวิญญาณทองคำ ไม่น่าจะลำบากขนาดนี้ แต่พ่อแม่ป่วยหนักติดเตียงทั้งคู่ ต้องใช้ยาแพงยื้อชีวิตทุกเดือน ทำให้แม้จะเป็นวิญญาณจารย์แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างยากจนข้นแค้น ส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนอย่างหนัก ตอนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลช่วยชีวิตพี่ชาย พวกเขาไม่มีปัญญาจ่ายจริงๆ
เห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่าย หลินเฟิงก็เข้าใจสถานการณ์ จึงพูดว่า "เห็นแก่ที่พวกเจ้าเป็นคนไข้รายแรกของคลินิก ข้าจะช่วยชีวิตเขาให้ก่อน 100 เหรียญวิญญาณทองคำนี้ให้ติดไว้ก่อน แต่ต้องเอา 'สมุดประจำตัววิญญาณจารย์' ของพวกเจ้าทั้งสองคนวางค้ำประกันไว้ หลังจากนี้เจ้าพาเขากลับไปรักษาที่อื่นต่อได้เลย ข้าโกหกหรือไม่ ภายในหนึ่งเดือนถ้ารักษาต่อเนื่องอาการเขาจะหายขาด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าข้าโกหก ข้าไม่คิดเงินสักแดงแถมจะจ่ายค่าชดเชยให้ 5,000 เหรียญด้วย แต่ถ้าข้าพูดจริง ไม่ว่าเจ้าจะรักษาต่อหรือไม่ ภายในหนึ่งเดือนต้องเอาเงิน 100 เหรียญมาไถ่สมุดคืน ตกลงไหม?"
ชายหนุ่มรีบหยิบสมุดประจำตัววิญญาณจารย์ออกมาวางข้างเตียง "รบกวนท่านหมอช่วยชีวิตพี่ชายข้าก่อนเถอะครับ"
หลินเฟิงหยิบเข็มเงินออกมาฝังเข็มขับพิษให้คนเจ็บ แล้วป้อนยาเม็ดรักษาฐานรากให้หนึ่งเม็ด เพื่อประคองอาการไม่ให้ทรุดหนักภายในหนึ่งเดือน จากนั้นเขียนใบสั่งยาให้หลินอันไปต้มยา หลังจากจัดการเสร็จสรรพ เขาบอกชายหนุ่มว่า "อีกสักชั่วโมงเขาจะฟื้น หลินอันต้มยาเสร็จในหนึ่งชั่วโมงพอดี ป้อนยาแล้วก็พากลับบ้านได้เลย" ชายหนุ่มขอบคุณหลินเฟิงยกใหญ่แล้วนั่งเฝ้าพี่ชายไม่ห่าง
หลินเฟิงหยิบสมุดประจำตัววิญญาณจารย์ของสองพี่น้องมาเปิดดู พี่ชายชื่อ 'จ้าวคัง' อายุ 26 ปี น้องชายชื่อ 'จ้าวไท่' อายุ 22 ปี ทั้งคู่มีวิญญาณยุทธ์ 'มีดปังตอ' ระดับปัจจุบันคือวิญญาณจารย์ วิญญาณยุทธ์มีดปังตอคุณภาพธรรมดา แสดงว่าพลังวิญญาณกำเนิดคงไม่สูงนัก ยิ่งดูจากสภาพความเป็นอยู่ พี่น้องคู่นี้ฝึกมาถึงระดับวิญญาณจารย์ในวัยยี่สิบกว่าได้ ถือว่าต้องใช้ความพยายามอย่างสาหัสสากรรจ์ ข้อมูลในสมุดไม่ได้บอกอะไรมาก แต่ดูจากชื่อแล้ว ความหวังของพ่อแม่ที่มีต่อพวกเขาก็เรียบง่ายแค่ขอให้ "สุขภาพแข็งแรง" และ "สงบสุข" ดูท่าทางพ่อแม่คงรักพวกเขามาก
หลังจากส่งสองพี่น้องกลับไป หลินเฟิงก็ปิดร้านแล้วพาหลินอันกลับบ้าน