- หน้าแรก
- กู้มาจ่ายก็หายกัน นี่แหละวิถีอัจฉริยะ
- บทที่ 29 คนหนุ่มสาวอย่าได้เลือดร้อนเกินไปนัก!
บทที่ 29 คนหนุ่มสาวอย่าได้เลือดร้อนเกินไปนัก!
บทที่ 29 คนหนุ่มสาวอย่าได้เลือดร้อนเกินไปนัก!
บทที่ 29 คนหนุ่มสาวอย่าได้เลือดร้อนเกินไปนัก!
"ข้ามีเรื่องจะกล่าว โปรดฟังอย่างสงบ!"
เสียงของเฉินลั่วที่ผนึกด้วยลมปราณดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ เข้าสู่โสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน
ศิษย์สายในที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับต่างชะงักฝีเท้า สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เฉินลั่วเป็นตาเดียว
แม้แต่เหยียนชื่อถง หลิวชิง สวีโหย่วหรง และคนอื่นๆ ต่างก็มองเฉินลั่วด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะพูดอะไร
จะกล่าวสุนทรพจน์ฉลองชัยชนะงั้นรึ?
ไม่จำเป็นต้องเอิกเกริกขนาดนั้นกระมัง?
แต่หลังจากได้ยินประโยคถัดมาของเฉินลั่ว พวกเขากลับรู้สึกว่าต่อให้เฉินลั่วจะกล่าวสุนทรพจน์ฉลองชัยชนะจริงๆ ก็ยังดูน่ารับฟังกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาเสียอีก
"ข้าขอประกาศศึกกับศิษย์สายในทุกคน! นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ศิษย์สายในคนใดที่สามารถรับมือข้าได้ครบหนึ่งร้อยกระบวนท่า จะได้รับรางวัลเป็นหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อน! และหากใครสามารถเอาชนะข้าได้ รับไปเลยหนึ่งแสนก้อน!"
สิ้นเสียงประกาศ!
ฝูงชนระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่น
ทุกคนต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงและงุนงง
พวกเขาไม่คาดคิดว่าเฉินลั่วจะอวดดีถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าประกาศศึกกับศิษย์สายในทุกคน
ต้องรู้ก่อนว่า โม่หยุนเจี้ยนเป็นเพียงอันดับสิบสองในทำเนียบชิงอวิ๋นเท่านั้น ยังมีคนในสำนักสายในที่แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่อีกอย่างน้อยสิบเอ็ดคน
แค่เอาชนะโม่หยุนเจี้ยนได้คนเดียว เขาคิดว่าตัวเองไร้เทียมทานในสำนักสายในแล้วหรือไร?
ทว่า...
สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ
เงื่อนไขที่เฉินลั่วเสนอมา ดูเหมือนจงใจล่อให้ศิษย์สายในเข้ามาท้าประลองกับเขาชัดๆ
ชนะไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมายนัก (สำหรับเฉินลั่ว)
แต่หากแพ้ นอกจากจะเสียอันดับในทำเนียบชิงอวิ๋นแล้ว ยังต้องเสียหินวิญญาณระดับกลางถึงหนึ่งพันก้อน
เขาต้องการอะไรกันแน่?!
ไม่มีใครเข้าใจความคิดของเขาเลย
แม้แต่เหยียนชื่อถง หลิวชิง และสวีโหย่วหรง ต่างก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเคร่งเครียด
"หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งพันก้อน? นั่นเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อนเชียวนะ! แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตปราณดาราทั่วไปก็ยังหาเงินขนาดนี้ไม่ได้ นี่มันลาภลอยชัดๆ!"
"ข้ารับคำท้านี้!"
ในฝูงชน ชายหนุ่มหน้ากลมผมหยิกก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม
"อวี๋ฉีอัน!"
เหยียนชื่อถงจ้องมองเขาเขม็ง "อันดับยี่สิบเอ็ดแห่งทำเนียบชิงอวิ๋น เจ้ายังกล้าเข้ามาร่วมวงด้วยรึ?"
"ศิษย์พี่เหยียน วาจาท่านช่างทำร้ายจิตใจนัก! ศิษย์พี่เฉินไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าคนที่มีอันดับต่ำกว่าห้ามท้าประลองมิใช่หรือ? อีกอย่าง ข้าสนใจหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อนนั่นมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะจ่ายไหวจริงหรือเปล่า?"
อวี๋ฉีอันจ้องมองเฉินลั่ว
เช่นเดียวกับโม่หยุนเจี้ยน ตอนที่เฉินลั่วปรากฏชื่อบนทำเนียบชิงอวิ๋นครั้งแรก เขาได้ส่งคนไปสืบข่าวที่สำนักสายนอกมาแล้ว
เขารู้ว่าเฉินลั่วมาจากตระกูลเฉินแห่งเมืองซานหยาง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีทรัพย์สินพอตัว แม้จะสามารถหาหินวิญญาณระดับต่ำจำนวนนั้นมาได้ แต่คงไม่ร่ำรวยถึงขนาดเอามาให้คนในตระกูลผลาญเล่นง่ายๆ ถึงหนึ่งแสนก้อนหรอก
"ขอเพียงเจ้าเอาชนะข้าได้ หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อนย่อมเป็นของเจ้า ใช่หรือไม่... ศิษย์น้องหลิว?"
เฉินลั่วยิ้มจางๆ พลางหันไปมองหลิวชิง
หลิวชิงที่เดิมทียืนดูเรื่องสนุกอยู่ดีๆ เมื่อถูกเฉินลั่วขานชื่อกะทันหัน ก็เผลอพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
แต่หลังจากตั้งสติได้
ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำทันที
เพราะเขานึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับเฉินลั่วก่อนหน้านี้
ขอเพียงเฉินลั่วฝึกฝนเพลงกระบี่วายุจนสำเร็จภายในหนึ่งเดือน เขาจะมอบหินวิญญาณระดับต่ำให้หนึ่งแสนก้อน!
เมื่อครู่เฉินลั่วเพิ่งใช้เพลงกระบี่วายุขั้นเชี่ยวชาญเอาชนะโม่หยุนเจี้ยน หลิวชิงมัวแต่ตกตะลึงจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ตอนนี้เมื่อถูกเฉินลั่วทวงถาม เขาจึงจำได้ขึ้นมา
บ้าเอ๊ย!
ข้าแคมายืนดูเรื่องสนุกเฉยๆ นะ!
ไหงกลายเป็นคนจ่ายเงินไปได้
แม้หลิวชิงจะไม่เดือดร้อนเรื่องเงินหนึ่งแสนก้อน แต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบอยู่ดี
เมื่อเห็นหลิวชิงพยักหน้า อวี๋ฉีอันก็แปลกใจว่าทำไมหลิวชิงถึงสนับสนุนเฉินลั่ว แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้
เขาเพียงต้องการความมั่นใจว่าเฉินลั่วมีปัญญาจ่ายเงินหนึ่งแสนก้อนจริงหรือไม่
มิฉะนั้น หากเขาเอาชนะเฉินลั่วได้จริง แต่อีกฝ่ายไม่มีเงินจ่าย จะให้เขาตีเฉินลั่วจนตายก็คงไม่ได้เงินคืนมา
ตอนนี้มีชื่อของหลิวชิงมารับประกัน ความกังวลนี้จึงหมดไป
เพราะถึงอย่างไร
ใครในสำนักสายในบ้างจะไม่รู้กิตติศัพท์ความร่ำรวยของหลิวชิง?
หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อนอาจเป็นเงินมหาศาลสำหรับศิษย์สายในส่วนใหญ่ แต่สำหรับหลิวชิง มันก็แค่เงินค่าขนมเดือนสองเดือนเท่านั้น
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วันพรุ่งนี้ แซ่อวี๋จะมาขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่เฉินอย่างแน่นอน!"
...
"เฉินลั่ว เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? ถึงได้ประกาศศึกกับศิษย์สายในทุกคนแบบนี้?!"
ภายในเรือนพักโม่หยุน หลังจากหลิวชิงแยกตัวไปเตรียมหินวิญญาณ เหยียนชื่อถงมองเฉินลั่วด้วยความไม่เข้าใจ
เขายังคงไม่เข้าใจเจตนาของเฉินลั่ว ต่อให้ต้องการทดสอบวิถีกระบี่กับศิษย์สายใน ก็แค่ท้าประลองไล่ตามลำดับทำเนียบชิงอวิ๋นไปทีละคนก็ได้ ทำไมต้องเอาตัวเองไปเป็นศัตรูกับศิษย์สายในทั้งหมดด้วย?
เฉินลั่วกำลังจะอ้าปากตอบ
"ศิษย์พี่เฉิน ศิษย์พี่เหยียน เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ!"
สวีโหย่วหรงยกชาหอมกรุ่นสองถ้วยมาเสิร์ฟ จากนั้นก็ถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างราวกับสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์
ถูกต้องแล้ว
ในที่สุดเฉินลั่วก็รับสวีโหย่วหรงไว้
การที่เฉินลั่วท้าประลองกับโม่หยุนเจี้ยน ต้นเหตุก็มาจากนาง โม่หยุนเจี้ยนทำอะไรเฉินลั่วไม่ได้ แต่อาจจะมาลงกับสวีโหย่วหรงที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่ๆ ได้ง่ายดาย
เฉินลั่วผู้มีจิตใจเมตตาโดยกำเนิด ย่อมทนเห็นสาวงามตกระกำลำบากไม่ได้ จึงจำใจรับนางไว้ข้างกาย ให้คอยปรนนิบัติรับใช้
"ศิษย์พี่เหยียน ข้าต้องการเดินบนเส้นทางแห่งผู้ไร้เทียมทาน เอาชนะอัจฉริยะร่วมสมัยทุกคน หล่อหลอมหัวใจแห่งผู้ไร้พ่าย และใช้สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันในการทะลวงสู่ขอบเขตปราณดารา และขอบเขตทะเลวิญญาณ!"
เฉินลั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ความจริงแล้ว นั่นเป็นเพียงคำพูดสวยหรูไร้สาระ
เหตุผลหลักคือเขาต้องการใช้อัจฉริยะในทำเนียบชิงอวิ๋นมาช่วยใช้หนี้ต่างหาก
หากต้องไปเคาะประตูท้าสู้ทีละคน มันทั้งเสียเวลาและไร้ประสิทธิภาพ สู้รอให้พวกเขาดาหน้าเข้ามาหาเองจะดีกว่า
ส่วนเรื่องที่จะไปล่วงเกินศิษย์สายในหรือไม่นั้น... ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน ขอเพียงผลประโยชน์มากกว่าผลเสีย ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง
"แม้จะฟังดูมีเหตุผล แต่เจ้าก็ไม่ควรวู่วามขนาดนั้น!"
เหยียนชื่อถงไม่สงสัยในคำพูดของเฉินลั่ว คนหนุ่มสาวที่ไหนบ้างไม่มีหัวใจที่อยากจะเป็นที่หนึ่ง?
หรือจะพูดอีกอย่าง หากไม่อยากพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จะยังเรียกว่าคนหนุ่มสาวได้อยู่อีกหรือ?!
"อย่างไรก็ตาม ด้วยเพลงกระบี่วายุขั้นเชี่ยวชาญของเจ้า บวกกับเจตจำนงแห่งกระบี่อีกสองส่วน ศิษย์ในทำเนียบชิงอวิ๋น นอกจากสามอันดับแรกแล้ว ไม่มีใครเป็นคู่มือของเจ้าได้!"
เมื่อเหยียนชื่อถงพูดถึงตรงนี้ เขามองเฉินลั่วด้วยแววตาซับซ้อนเล็กน้อย
เขาไม่เคยคิดเลยว่า
ศิษย์สายนอกที่เขาเคยชื่นชม จะเติบโตขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้ในเวลาไม่ถึงเดือน จนเขาต้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง
แม้จะรู้ว่าเฉินลั่วมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ถึงระดับนี้ แต่นี่มันเร็วเกินไปแล้ว!
พรสวรรค์และความสามารถระดับนี้ ทิ้งห่างอัจฉริยะในทำเนียบชิงอวิ๋นไปไกลลิบ แม้แต่ฉู่เทียนหนาน หากวัดกันแค่พรสวรรค์ ก็ยังด้อยกว่าเขาอยู่บ้าง
"ในจำนวนนั้นคงต้องนับรวมศิษย์พี่เหยียนด้วยกระมัง"
คำพูดของเฉินลั่วไม่ใช่การประจบสอพลอ
ห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบชิงอวิ๋นมีการเปลี่ยนแปลงทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นคนหน้าใหม่ที่เข้ามาหรือคนหน้าเก่าที่หลุดไป
ยกเว้นสามอันดับแรกที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีอีกหนึ่งคน นั่นคือ... เหยียนชื่อถง
อันดับที่สิบที่เขาครองอยู่ ไม่เคยขยับเขยื้อนมานานกว่าครึ่งปีแล้ว
เห็นได้ชัดว่า
หมอนี่คือเซียนแห่งการคุมคะแนน!
การที่เขาอยู่อันดับสิบ แปลว่าเขา 'ต้องการ' อยู่อันดับสิบ ไม่ได้แปลว่าเขามีฝีมือแค่อันดับสิบ
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขา เกรงว่าคงไม่ด้อยไปกว่าสามอันดับแรกของทำเนียบชิงอวิ๋น!
เหยียนชื่อถงยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
จากนั้นรอยยิ้มของเขาก็เลือนหายไป และกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง:
"ในบรรดาสามอันดับแรกของทำเนียบชิงอวิ๋น เจ้าต้องระวัง 'ฉู่เทียนกวง' เป็นพิเศษ!"
"เจตจำนงแห่งดาบของเขาบรรลุถึงสองส่วนตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว ได้ยินมาว่าช่วงนี้เขากำลังพยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณดารา ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือล้ำกว่าที่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นเก้าจะต่อกรด้วยได้!"
"ยิ่งไปกว่านั้น โม่หยุนเจี้ยนเป็นลูกไล่ของเขามาตลอด และเขาก็มีความสัมพันธ์อันดีกับโม่หยุนเจี้ยน หากเขาออกหน้าแทนโม่หยุนเจี้ยน เจ้ามั่นใจว่าจะรับมือไหวหรือ?"