- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 917 รัตติกาลสิ้นสุดรับอรุณ
บทที่ 917 รัตติกาลสิ้นสุดรับอรุณ
บทที่ 917 รัตติกาลสิ้นสุดรับอรุณ
ปฏิบัติการกวาดล้างและตรวจสอบอย่างละเอียดในคืนนั้นดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าเจ็ดชั่วโมง จนกระทั่งแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าจึงถือว่าสิ้นสุดลง
สมาชิกสภาเทศบาลเมืองมีทั้งหมดสองร้อยสามคน ในจำนวนนี้ถูกจับกุมตัวได้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองคน
สมาชิกสภาที่เหลือหากไม่เป็นพวกปลายแถว ก็เป็นพวกฝ่ายที่ฝักใฝ่รัฐบาลเพียงส่วนน้อย และยังมีบางส่วนที่อยู่นอกเมืองศูนย์กลางเนื่องจากไปเจรจาหรือเยี่ยมเยือนต่างประเทศในยามเกิดเหตุ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่บุคคลสำคัญ และผู้ที่อยู่ต่างประเทศเมื่อทราบข่าวก็ไม่กล้าเดินทางกลับมาโดยง่าย จึงไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคอีกต่อไป
นอกจากบรรดาสมาชิกสภาแล้ว ทำเนียบรัฐกิจยังกวาดล้างและจับกุมขุมกำลังติดอาวุธและกลุ่มผลประโยชน์หลักที่มีส่วนพัวพัน พร้อมทั้งตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่ใช้อาวุธขัดขืนการจับกุมและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติอย่างชัดเจน จะถูกวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุทันที
ระหว่างทางเฉินชวนได้แวะไปดูที่ห้องควบคุมตัวของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ บรรดาสมาชิกสภาที่เคยเย่อหยิ่งพองขนในยามปกติ ยามนี้ต่างตกอยู่ในสภาพลนลาน หวาดวิตก และหมดสภาพ ทว่ายังมีบางคนที่ไม่ยอมแพ้ ตะโกนก่นด่าว่าจะยื่นฟ้องต่อสภาบริหารส่วนกลาง จะไปประท้วงในที่ประชุมระดับสากล และจะทำให้ทำเนียบรัฐกิจรวมถึงรัฐมนตรีฉีต้องชดใช้อย่างสาสม
หากเป็นเมื่อก่อน บางทีอาจทำได้เพียงปล่อยให้คนพวกนี้ก่นด่าไป ทว่าในยามนี้ไม่มีใครยอมตามใจอีกต่อไป เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้าไปฉีดยาสงบจิตให้เข็มหนึ่ง พวกเขาก็เงียบเสียงลงและอยู่นิ่งๆ ทันที
เฉินชวนตรวจสอบสมาชิกสภาและผู้เกี่ยวข้องคนสำคัญที่ถูกจับกุมทีละคน ผลสรุปที่ได้ตรงกับของเหยาจืออี้ คือในบรรดาคนเหล่านี้ไม่พบร่องรอยของ "สิ่งนั้น" เลย
และเขามั่นใจได้ว่า ในกลุ่มคนที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่มีร่องรอยของการเคยถูกเข้าสิงสถิตมาก่อน เพราะในฐานะสมาชิกสายบริสุทธิ์และผู้สืบทอดวิชาลับของสำนัก ใครที่มีปัญหาเขาเพียงปรายตามองแวบเดียวก็ย่อมดูออก
จากประสบการณ์ในอดีต ตัวตนประเภทนี้หากไม่เจอสถานการณ์พิเศษจริงๆ โดยทั่วไปจะไม่ยอมออกไปจากเมืองศูนย์กลาง หากมันจากไปแล้วจริงๆ เรื่องราวก็คงจะง่ายขึ้น
ทว่าหากยังอยู่ มันย่อมต้องมีแผนการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
หากเป็นกรณีหลัง ถ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนของสภา แล้วมันจะอยู่ที่ไหนกันแน่?
เขาพลันนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา
ในระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิด อุปกรณ์สื่อสารข้างหูก็ส่งเสียงสัญญาณแจ้งเตือน เนื่องจากอาคารสภาเทศบาลเมืองถูกทำเนียบรัฐกิจเข้าควบคุมโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ระบบสื่อสารข้อมูลสนามพลังทั้งหมดจึงกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และบนหน้าจอขนาดใหญ่ของอาคารรอบจัตุรัสกลาง เงาร่างของรัฐมนตรีฉีเว่ยเจ้าก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับประกาศแจ้งเรื่องปฏิบัติการในครั้งนี้ต่อเมืองศูนย์กลางอย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นจึงประกาศว่าปฏิบัติการครั้งนี้ทำไปเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต้าซุ่น ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้แล้ว และรับประกันในนามของทำเนียบรัฐกิจว่า ต่อจากนี้จะมุ่งมั่นรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ถูกต้องตามกฎหมายของเมืองศูนย์กลาง จะไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจหรือกิจกรรมทางสังคมใดๆ ได้รับผลกระทบ
รอบจัตุรัสมีผู้คนเริ่มมารวมตัวกัน มองไปยังหน้าจอ และจำนวนคนก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เฉินชวนเหลือบมองท้องฟ้า พบว่าฝนหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อากาศยามนี้สดชื่นเป็นพิเศษ
เขากวาดสายตาไปเห็นรถขายอาหารเคลื่อนที่ของหน่วยลาดตระเวนเมืองจอดอยู่ที่จัตุรัส และมีรถลาดตระเวนคันหนึ่งจอดอยู่ตรงนั้น มีเจ้าหน้าที่สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษสองคนกำลังซื้อโรตีเนื้อสับ (โรตีเจี๋ยหมัว) จากที่นั่น
เขาเดินตรงเข้าไป "ขอให้ผมอันหนึ่งครับ"
พนักงานในรถขายอาหารเมื่อเห็นเขา ก็รีบกล่าวทันที "ครับ ท่านหัวหน้า!" เพียงครู่เดียว ก็นำโรตีเนื้อสับที่ร้อนกรุ่นและหอมฉุยส่งถึงมือเขา
เจ้าหน้าที่สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษสองคนนั้นคือคู่หูซุนเหราและเว่ยอวี้จี ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้สังเกต เพราะคืนนี้เหล่าผู้บริหารของสำนักต่างออกปฏิบัติการในแนวหน้ากันถ้วนหน้า ในฐานะเจ้าหน้าที่ตรวจตรา คืนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าเจอผู้ใหญ่ไปกี่คนแล้ว ทว่าเมื่อมองเห็นใบหน้าเขาชัดเจน
ซุนเหราก็พลันตกใจจนสะดุ้ง "หะ...หัวหน้าเฉิน?!"
เฉินชวนพยักหน้าให้เขา "รุ่นพี่ซุน"
ซุนเหราตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก สุดท้ายเมื่อได้สติจึงรีบทำความเคารพ "สวัสดีครับหัวหน้า!"
เว่ยอวี้จีที่อยู่ข้างๆ วางโรตีเนื้อสับในมือลงและทำความเคารพพลางเอ่ยว่า "สวัสดีครับรุ่นพี่!"
เฉินชวนพยักหน้าให้ซุนเหรา ก่อนจะหันมามองเว่ยอวี้จีแล้วเอ่ย "ผมเคยดูแฟ้มประวัติของคุณ เว่ยรุ่นน้อง สวัสดีครับ"
ปกติเว่ยอวี้จีจะเป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ทว่าเมื่อเฉินชวนเรียกเขาว่ารุ่นน้อง แววตาของเขากลับฉายประกายความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด ร่างกายเหยียดตรงยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่ใช่เพราะฐานะหัวหน้าของเฉินชวน ทว่าเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือปรมาจารย์นักสู้ ในฐานะนักสู้ของมหาวิทยาลัยอู๋อี้ ความสำเร็จและระดับความสูงเช่นนี้ถือเป็นยอดเขาที่น่าเลื่อมใสและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง
เฉินชวนเอ่ย "คืนนี้พวกคุณรับผิดชอบตรวจตราที่นี่หรือครับ?"
ซุนเหรารีบบอก "ครับ พวกเราเป็นกะสุดท้ายแล้ว เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ มีเพียงไม่กี่คนที่ละเลยหน้าที่ ซึ่งพวกเราได้บันทึกและเขียนรายงานบทลงโทษไว้แล้วครับ อีกสักครู่เพื่อนร่วมงานชุดใหม่จะมาเปลี่ยนกะครับ"
เฉินชวนถามไถ่อีกสองสามคำ ซุนเหราดูจะเกร็งๆ ไปบ้าง ถามคำตอบคำ
ส่วนเว่ยอวี้จีกลับมีประกายความมุ่งมั่นของคนหนุ่ม ในช่วงท้ายเขาจึงเอ่ยถามประโยคหนึ่ง "หัวหน้าครับ ผมเห็นว่าวันนี้คนที่ถูกจับไปล้วนเป็นคนของสภาใช่ไหมครับ? ต่อไปสภาคงจะจบสิ้นแล้วใช่ไหมครับ?"
เฉินชวนตอบ "สภายังคงมีอยู่ครับ"
เว่ยอวี้จีเข้าใจได้ทันที นั่นหมายความว่าเหลือเพียงสภาในนามเท่านั้นสิ? เขาเอ่ยต่อ "รุ่นพี่ครับ เช่นนั้นพวกเราจะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นบ้างไหมครับ?"
ซุนเหราที่อยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้ง เรื่องแบบนี้กล้าถามออกมาได้ยังไง?
เฉินชวนยิ้มบางๆ แล้วถาม "ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ?"
เว่ยอวี้จีเอ่ยอย่างกล้าหาญ "เมื่อไม่มีแรงสนับสนุนจากสภา เช่นนั้นพื้นที่เขตไป๋เหนี่ยวผมคิดว่าทำเนียบรัฐกิจย่อมต้องดึงกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมแน่นอน มิเช่นนั้นหากมีสภาเกิดขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร? ทางเขตไป๋เหนี่ยวก็คงต้องตั้งสาขาขึ้นมาใหม่ ซึ่งย่อมต้องคัดเลือกจากคนที่มีความสามารถ ส่งคนไปชุดหนึ่ง และต้องเลื่อนตำแหน่งคนขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ผมกับรุ่นพี่ซุนต่างก็ถือเป็นคนมีความสามารถ ต่อให้พวกเราไม่ได้ไปที่นั่น อย่างน้อยก็น่าจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นครับ"
ซุนเหราฟังแล้วเริ่มใจคอไม่ดี ไม่ใช่นะรุ่นน้อง นายจะทำอะไรก็อย่าลากฉันไปเกี่ยวด้วยสิ
เฉินชวนมองดูเว่ยอวี้จี รุ่นน้องคนนี้มองการณ์ไกลได้ทะลุปรุโปร่งทีเดียว ความเกี่ยวพันของเขตไป๋เหนี่ยวกับสภาเทศบาลเมืองในอดีต รวมถึงการสัญจรเข้าออกทั้งภายในและภายนอก คือจุดที่จัดการยากที่สุด
หากเพียงแค่จัดการคนของสภาโดยไม่ดำเนินมาตรการกับเขตไป๋เหนี่ยว ไม่นานนักสภาก็ย่อมจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก ดังนั้นการเข้าควบคุมเขตไป๋เหนี่ยวและจัดการจากต้นทางจึงเป็นวิธีที่มั่นคงที่สุด
และการที่รุ่นน้องคนนี้มองเห็นจุดนี้ และคิดไปถึงเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง แสดงว่าเขาไม่ได้มีเพียงสมองที่ว่องไว แต่ยังมีปณิธานความมุ่งมั่นในการก้าวหน้าอย่างแรงกล้า
เขาไม่ได้ให้คำตอบที่แน่นอน เพียงแต่บอกว่า "รอไปก่อนเถอะ ทานกันให้อร่อยนะ" พูดจบเขาก็ชูโรตีเนื้อสับในมือให้ทั้งสองคนก่อนจะเดินจากไป
ทั้งสองคนรีบทำความเคารพและมองส่งเขาจนลับสายตา
เมื่อเขาเดินไปไกลแล้ว ซุนเหราก็คว้าตัวเว่ยอวี้จีมาแล้วกระซิบว่า "รุ่นน้อง เมื่อกี้แกพูดจาเหลวไหลอะไรต่อหน้าหัวหน้าฮะ?"
เว่ยอวี้จีสะบัดมือออกอย่างรำคาญพลางจัดแจเสื้อผ้า "รุ่นพี่ คอยดูเถอะ พอผมได้เลื่อนตำแหน่งไป รุ่นพี่ก็ยังต้องเดินตรวจตราอยู่ในท้องถิ่นแบบนี้แหละ ขนาดตำแหน่งพนักงานตรวจตราตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะผม รุ่นพี่จะได้เลื่อนขึ้นมาเหรอ?" เขาเอ่ยต่อ "วางใจเถอะ ถึงตอนนั้นผมจะนึกถึงรุ่นพี่เอง แม้รุ่นพี่จะดูไม่มีอะไรดีเลย แต่ข้อดีที่ใหญ่ที่สุดคือเชื่อฟัง"
ซุนเหราถึงกับหน้ามืด พูดอะไรไม่ออก
เว่ยอวี้จีเอ่ย "เอาละ เพื่อนร่วมงานที่จะมาเปลี่ยนกะใกล้จะมาแล้ว ไปเปลี่ยนชุดเถอะ" พูดจบเขาก็เดินตรงไปยังรถลาดตระเวนทันที
ซุนเหราอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ เขารีบวิ่งตามไปแล้วพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า "ไอ้เด็กนี่ แกยังไม่ได้เป็นเจ้านายฉันนะ! ฉันนี่แหละหัวหน้ากลุ่ม!"
เฉินชวนเดินจากทั้งสองคนมา พลันสัมผัสได้ถึงไออุ่น เขามองไปทางทิศตะวันออก พื้นที่เปิดกว้างของจัตุรัสช่วยให้มองเห็นถนนสายหลักทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
ดวงตะวันกำลังค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้าของทุกคน อาคารบ้านเรือนและผู้คนในที่นั้นต่างดูเหมือนถูกฉาบไว้ด้วยสีทอง
รุ่งอรุณมาถึงแล้ว
เขายืนนิ่งหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดหมวกปีกกว้างลงเล็กน้อย แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารทำเนียบรัฐกิจ ท่ามกลางการทำความเคารพของทหารยามทั้งสองฝั่ง เขาเดินเข้าสู่โถงอาคารและขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นทำงานของรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร
รัฐมนตรีฉีเว่ยเจ้ายืนรอรับเขาด้วยตนเอง เมื่อเฉินชวนเดินเข้ามา เขาก็เดินเข้าไปจับมือและกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "หัวหน้าเฉิน ลำบากคุณแล้วครับ ผมได้รายงานสถานการณ์ที่นี่ไปยังส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว และทางส่วนกลางก็ให้การยอมรับในการปฏิบัติการของพวกเรา" เขาเน้นเสียงเข้ม "หัวหน้าเฉินครับ ครั้งนี้ที่สามารถจัดการเรื่องของสภาได้รวดเร็วขนาดนี้ ต้องขอบคุณการตัดสินใจที่ว่องไวและเหมาะสมของคุณจริงๆ"
เฉินชวนเอ่ย "ทุกคนในคณะกรรมการตัดสินใจต่างทุ่มเทกำลังกันถ้วนหน้า ผมเพียงแค่ทำในส่วนที่ควรทำเท่านั้นครับ"
รัฐมนตรีฉีเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ในปฏิบัติการครั้งนี้ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ทว่าความรับผิดชอบของเฉินชวนนั้นหนักอึ้งที่สุดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะกล่าวเกินจริงไปบ้าง การกระทำของเฉินชวนคือตัวตัดสินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของปฏิบัติการทั้งหมด
เดิมทีเขาคิดว่าการจะจัดการกายจิตสำนึกที่ตื่นตัวที่อันตรายถึงสองร่าง โดยมีเวลาเพียงหนึ่งคืนเต็มๆ นั้นถือว่าสั้นเกินไป ในใจลึกๆ จึงยังมีความกังวลอยู่บ้าง ทว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เฉินชวนกลับจัดการกายจิตสำนึกทั้งสองลงได้อย่างง่ายดาย
ความจริงนี่นับรวมเวลาเดินทางไปมาด้วยแล้ว เวลาที่ใช้ลงมือจริงๆ อาจไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้เขามีความรับรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อพลังของเฉินชวน สิ่งที่เขาเคยคิดว่าประเมินไว้สูงที่สุดแล้ว ความจริงกลับยังเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป
ต้องรู้ว่าเรื่องนี้จัดการได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมสถานการณ์ต่อเนื่องมากเท่านั้น และตัวแปรที่อาจเกิดขึ้นได้มากมายย่อมถูกตัดตอนไปสิ้น
เขาเอ่ยชมจากใจจริง "เขตจี้เป่ยมีหัวหน้าเฉิน ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน!"
หลังจากเอ่ยชม เขาก็หันไปหยิบเอกสารบางอย่างจากโต๊ะทำงานส่งให้เฉินชวน "หัวหน้าสวีฉันจับตัวประธานสภาเฉวียนมาได้แล้ว คนผู้นี้ให้ความร่วมมือดีมาก ยอมบอกข้อมูลบางอย่าง ซึ่งมีบางเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ลอบโจมตีหัวหน้าเฉินก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางส่วนที่ส่งมาจากแผนกลับ ทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว หัวหน้าเฉินลองพิจารณาดูครับ"
เฉินชวนรับมาอ่านดู
ข้อมูลจากแผนกลับระบุถึงประวัติและพฤติกรรมผิดปกติในช่วงหลังของฉือเซียนเซิง เมื่อนำมาประกอบกับคำให้การของประธานสภาเฉวียน ทั้งสองสิ่งนี้บ่งชี้ว่า เหตุการณ์ลอบโจมตีทั้งหมดนี้ แม้บริษัทหวนอั้นจะไม่ใช่ผู้ผลักดันหลักโดยตรง ทว่าก็มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง
ความจริงหลังจากเรื่องในจี้เป่ยคลี่คลาย เขาก็ตั้งใจจะเริ่มสืบหาความจริงเกี่ยวกับพ่อแม่ของร่างเดิม ทว่าบริษัทหวนอั้นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก มีรากฐานและขุมกำลังที่แข็งแกร่งมหาศาล ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต่อกรด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ไกลถึงสหพันธรัฐลินากซ์ เรื่องนี้ต้องพิจารณาวิธีการอย่างรอบคอบ
รัฐมนตรีฉีเอ่ยเตือนอย่างจริงจังอีกครั้ง "แม้ปฏิบัติการจะจบลงอย่างราบรื่น ทว่าหลังจากนี้อาจมีหลายเรื่องตามมา หัวหน้าเฉิน พวกเราต้องเตรียมใจไว้นะครับ"
เฉินชวนพยักหน้า "ผมจะระวังครับ"
(จบตอน)