เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 384 การฝ่าไม่หยุดยั้ง

บทที่ 384 การฝ่าไม่หยุดยั้ง

บทที่ 384 การฝ่าไม่หยุดยั้ง 


ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น เสี่ยวเซิ่งสะดุ้งเฮือกขึ้นมาแล้วก็เห็นร่างที่ถูกยิงจนล้มลงของเสี้ยนเฉวียนเฟิง เขาอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว

ตั้งแต่ที่พวกเขาบุกขึ้นไปบนเนินสูงจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเต็ม แต่ฝ่ายของพวกเขากลับล้มไปแล้วสามคน สูญเสียสมาชิกครึ่งทีมในพริบตา

เขามองไปข้างหน้าเห็นเฉินชวนถือดาบยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าถูกหน้ากากปกปิดจนมองไม่ชัดเจน มีเพียงรอยแผลแนวตั้งสีแดงเข้มบนหว่างคิ้วเท่านั้นที่เห็นเด่นชัด เสื้อคลุมด้านนอกเหมือนบางส่วนหลอมรวมเข้าไปกับหมอก ดาบที่สะท้อนแสงจนวาววับในมือชี้เฉียงลงด้านข้าง ภายใต้แสงไฟด้านบนยิ่งดูแผ่ความเย็นยะเยือกออกมา

ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะผุดความคิดขึ้นมา...ล้มเลิกภารกิจนี้เสียเถอะ

แต่ทว่าความจริงอันโหดร้ายคือมีเพียงหัวหน้าทีมเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจถอยทัพ

และความลังเลเพียงเสี้ยวเดียวของเขาก็ถูกเหล่าหานที่อยู่ไม่ไกลนักจับสังเกตได้ เสียงแหบพร่าเย็นเยียบพลันดังขึ้นว่า

“ไปต่อ”

เสี่ยวเซิ่งรีบสลัดความคิดเมื่อครู่ออกไปทันที เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเขากล้าถอยจริงเหล่าหานต้องฆ่าเขาทิ้งเป็นคนแรกแน่นอน

เขาสูดหายใจลึกหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า

“ให้ฉันนำหน้าละกัน”

รอบข้างไม่มีเสียงตอบรับ แสดงว่าเหล่าหานยอมรับโดยปริยายแล้ว

เขาหยิบกระบองสั้นสองท่อนที่ซ่อนไว้ตรงเอวด้านหลังออกมา พูดตามตรงอาวุธเช่นนี้เมื่อเผชิญหน้ากับดาบยาวของเฉินชวนย่อมเสียเปรียบอยู่แล้ว ไหนจะเขาเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญการต่อสู้จริงจังนัก เจอกับคนที่อยู่ต่ำกว่าขีดจำกัดยังง่าย แต่ถ้าเป็นคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันก็ดูจะไม่พอรับมือ ทว่าที่เขามั่นใจก็คือเหล่าหานจะต้องสร้างโอกาสให้เขาแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเอาตัวรอดเลย เมื่อสะบัดกระบองสั้นในมือพลางจ้องมองเฉินชวน เขาก็เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังเข้าหาอีกฝ่าย

เฉินชวนเห็นเขาเข้ามาจึงยกดาบขึ้นเตรียมจะเปิดท่าดาบ ทันใดนั้นเองเหล่าหานกลับสะบัดมือยาวออกมาพุ่งเข็มเหล็กสามเล่ม เล่มหนึ่งตรงมายังใบหน้า อีกสองเล่มปิดกั้นพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังของเขา

นี่ไม่เพียงเพื่อทำลายจังหวะของเขา แต่ยังเพื่อช่วยเสี่ยวเซิ่งตัดสินใจด้วยว่าตัวเขายืนอยู่ตรงจุดเดิมจริงหรือไม่ เพราะเมื่อครู่กับจู้ไห่วู่ก็ปรากฏเหตุการณ์แปลกประหลาดที่อีกฝ่ายประเมินตำแหน่งศัตรูผิดไปหลายครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลย

เฉินชวนสะบัดดาบตวัด ฟาดเข็มโลหะหลุดไปด้านข้าง ส่วนเสี่ยวเซิ่งไม่พลาดโอกาสที่เหล่าหานสร้างขึ้น ก้าวเท้าเร็วเข้ามาในพริบตา กระบองสั้นหนึ่งเล่มแทงไปที่หน้าอกและท้องของเฉินชวน อีกเล่มคอยบังไว้ตรงแขนที่ถือดาบ

เฉินชวนไม่มีเวลาเก็บดาบกลับ แต่เขาเองก็ไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น แขนอีกข้างที่ว่างพุ่งขึ้นมาปะทะดังสนั่นปัดกระบองออกไปตรงหน้าเสี่ยวเซิ่งจนเขาตกตะลึง แล้วฝ่ามืออีกข้างก็กระชากตรงไปยังใบหน้า

ทว่าเพียงครึ่งทาง เขากลับพลิกมือคว้าได้ก้อนหินที่พุ่งตรงมาใกล้หูเปาะหนึ่งเสียงก็ติดอยู่ในมือ แต่ดาบที่อยู่ด้านล่างก็ฟันออกไปแล้ว

ทว่าทันใดนั้นใบมีดกลับถูกก้อนหินอีกก้อนที่พุ่งมาด้วยแรงเต็มกำลังปะทะเข้า ทำให้คมดาบเบี่ยงไปเล็กน้อย เสี่ยวเซิ่งจึงทันตั้งกระบองขึ้นมาป้องกันรอดหวุดหวิด

เฉินชวนบีบหินในมือจนแตกละเอียดกำลังจะไล่ตามซ้ำ แต่เท้าเพิ่งจะยกขึ้นร่างก็เอนไปเล็กน้อย หลบพ้นจากมีดโค้งที่พุ่งมาเฉียดกาย มีดนั้นหมุนกลับไปหนึ่งรอบแล้วหวนคืนสู่มือของเหล่าหานอีกครั้ง

เสี่ยวเซิ่งรีบถอยไปสองสามก้าว หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด พลางคิดในใจว่า

“ร่างแกร่ง…ถึงว่า…”

เฉินชวนปรายตามองเหล่าหาน คนผู้นี้ในข้อมูลมีรายละเอียดขาดหายไป แต่จากการวิเคราะห์ท่าร่างและแนวกล้ามเนื้อเขาสรุปได้ว่าคนนี้ถนัดการโจมตีระยะไกลอย่างยิ่ง ตอนนี้ดูเหมือนก็จริงตามนั้น

อีกฝ่ายรักษาระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกลกับเขาตลอด เพื่อสร้างแรงกดดันและคุมเขาไม่ให้ทำตามใจ อีกทั้งยังสะดวกสำหรับการถอยหนี หากต่อไปไม่มีโอกาสหรือเสี่ยวเซิ่งถูกฆ่าเหล่าหานก็จะหนีทันทีโดยไม่ลังเล

ครั้งนี้เฉินชวนตัดสินใจจะกวาดล้างทีมศัตรูนี้ให้หมดในครั้งเดียวเพื่อไม่ให้มีภัยหลงเหลือไว้ แต่เดิมเขาเตรียมแผ่นหินรูปแมวป่าไว้สำหรับสวีเสียนเหวิน แต่ตอนนี้คิดว่าลองใช้กับคนนี้ก่อนก็ไม่เสียหาย

ตราบใดที่จัดการสองคนนี้ได้ต่อไปก็เหลือเพียงสวีเสียนเหวินคนเดียวความยากก็จะลดลงมาก คิดได้ดังนั้นเขาก็สะบัดแผ่นหินรูปแมวป่าออกมาแล้วไม่สนใจเหล่าหานอีก แต่กลับพุ่งเข้าใส่เสี่ยวเซิ่งแทน

เหล่าหานที่กำลังคีบมีดเอาไว้เห็นอีกฝ่ายเปิดการโจมตีอีกครั้งก็ตั้งใจจะขว้างซ้ำ แต่ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดฉีกกระชากในช่องอกและท้องเหมือนมีบางสิ่งเกิดขึ้นในร่างคอยกัดกินอวัยวะภายในของเขา

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาตกใจอย่างยิ่งและพลันนึกขึ้นได้บางอย่าง

องค์กรอสรพิษแตกออกมาจากสำนักอสรพิษลึกลับ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่ใช้พิธีกรรมทางศาสนา แต่ก็เคยได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้มาก่อน เมื่อนำมาโยงกับความประหลาดที่เกิดขึ้นกับเฉินชวนก่อนหน้า เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีรีบหันหลังถอยหนีออกไป

ด้านเสี่ยวเซิ่งยังคงทุ่มสมาธิรับมือเฉินชวนอยู่ ไม่รู้เลยว่าเหล่าหานเกิดเรื่อง เขารีบใช้กระบองคู่ปัดป้องเมื่อเห็นคมดาบส่องแสงวูบมา แต่แรงแฝงที่แทรกอยู่ในดาบกลับทะลุทะลวงมาถึง แขนทั้งสองสั่นสะท้าน กระบองในมือหลุดออกไปด้านข้างพร้อมทั้งแขนก็อ่อนแรงลง

ถึงแม้ความเร็วเขาจะยังพอตามได้บ้าง แต่ในด้านพลังนั้นกลับต่างกันเกินไป เมื่อช่องว่างมากพอ เทคนิคก็ไม่อาจอุดรอยนั้นได้เลย

ในจังหวะสำคัญนี้ปกติเหล่าหานควรช่วยดึงจังหวะให้เขา แต่ครั้งนี้กลับไร้การสนับสนุน เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติรีบเอนกายถอยแทบจะทิ้งร่างหลบออกมา ทิ้งเงาหลงไว้ตรงที่เดิม

แต่เฉินชวนก็ตามติดราวกับเงา ร่างพุ่งประชิดในชั่วพริบตา เงาตามร่างเคลื่อนไปติดๆก่อนที่ดาบจะเสียบทะลุหัวใจของเสี่ยวเซิ่ง เขายังไม่ทันกรีดร้องก็โดนฝ่ามือฟาดใส่ลำคอหนึ่งครั้งก่อนที่แรงจะหดหายไป

คอเสี่ยวเซิ่งส่งเสียงกั๊กหนึ่งที ก่อนที่ศีรษะจะห้อยตกลงมาด้านหน้าและร่างทั้งร่างก็ไร้เรี่ยวแรงแขวนอยู่บนคมดาบนั้น

เฉินชวนสะบัดดาบยาวเบาๆ ร่างของเสี่ยวเซิ่งก็ปลิวกระแทกไปไกลกว่าสิบเมตร กลิ้งไปสองสามรอบบนพื้นก่อนจะเงียบสงัดไร้ลมหายใจ

เขาเอ่ยขึ้นว่า

“คนที่สี่ แล้วก็…”

สายตาเหลือบไปเห็นเหล่าหานที่กำลังโซเซวิ่งลงเขาไปจึงขยับเท้าตามติดไปทันที

เหล่าหานขณะวิ่งหนีสุดชีวิตก็กระตุ้นศักยภาพในร่างอย่างบ้าคลั่ง บีบเค้นเลือดเนื้อหวังให้เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ที่ถูกกัดกินพร้อมอวัยวะภายในฟื้นฟูกลับมา

แต่ไร้ผล ไม่ว่ามันงอกออกมาเท่าไรก็ถูกกัดกินหมดสิ้น แม้เขาจะฉีดยากระตุ้นศักยภาพเข้าไปก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งนั้นราวกับสัตว์ที่หิวโหยกำลังดิ้นรนฉีกทึ้งภายในอย่างเอาเป็นเอาตาย

เขารู้ดีว่าหนีไปได้ไม่ไกลนักรีบคว้าต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ แล้วหยิบหลอดฉีดยาออกมาหมายจะฉีดเข้าที่คอ แต่เพิ่งยกขึ้นมา เปาะ! หลอดยาก็ถูกก้อนหินที่ลอยมาชนจนแตกละเอียด

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้พยายามวิ่งโซเซไปข้างหน้า มือคว้าของเหลวที่เหลืออยู่หมายจะกรอกเข้าปาก แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนจะเห็นรูโหว่ขนาดใหญ่ปรากฏที่หน้าอกตัวเอง ก้าวไปอีกสองสามก้าวก็ทรุดเข่าลงโดยไม่อาจควบคุม

เขาได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากนั้นมือข้างหนึ่งก็วางลงบนศีรษะของเขา และยังเหมือนจะจัดตำแหน่งให้อย่างมั่นคง ความจริงบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในใจ ดวงตาที่เบิกกว้างพลันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เฉินชวนกำมือแน่นลงมา กะโหลกศีรษะแตกดังกรอบแกรบ หมอกไอร้อนระเหยขึ้นมาจากซอกนิ้ว

“คนที่ห้า…”

เพียงครู่เดียวเขาก็สังหารทั้งห้าคนจนสิ้น

ที่นี่เขาใช้ทั้งเรื่องสิ่งลี้ลับ พิธีกรรมลัทธิลับและพลังการต่อสู้ของตนเอง รวบรวมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ทำลายกลุ่มที่ร้ายกาจและแทบจะไม่ใช่สิ่งที่คนๆเดียวจะรับมือได้ให้พังทลายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ตอนนี้นอกจากคนพวกนั้นแล้วก็เหลือเพียงหัวหน้าทีม...สวีเสียนเหวินเพียงคนเดียว

ขณะเดียวกันภายในสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ

ก่อนหน้าที่องค์กรอสรพิษจะลงมือโจมตี บริษัทม่อเทียนหลุนก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นทันที อีกทั้งนักสู้ต่างชาติที่ถูกจับตาเฝ้าดูก็หายไปจากการสอดส่องช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษต้องรีบแบ่งกำลังไปรับมือ เพราะไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นจะก่อเรื่องขึ้นมา

หัวหน้ากวนมองจอแสงที่นั่นซึ่งควรจะแสดงตำแหน่งบางส่วนของภูเขาโม่เถี่ยยังคงพร่ามัวอยู่ เขาเดินไปสองก้าวแล้วถามสมาชิกผู้แทรกซึมชีวภาพว่า

“ยังไม่เสร็จอีกเหรอ?”

จริงๆเขาแค่ถามตามปกติ เพราะเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปสามสี่นาทีเท่านั้น ตามประสบการณ์ยังเร็วเกินไปที่จะกู้สัญญาณกลับมาได้

แต่สมาชิกคนนั้นกลับรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า

“เกือบแล้วครับ! อีกไม่นานเราก็ติดต่อได้แล้ว!”

หัวหน้ากวนพลันสดชื่นขึ้น แต่ก็อดสงสัยไม่ได้

“ทำไมครั้งนี้ถึงได้เร็วขนาดนี้?”

“เป็นเพราะผู้แทรกซึมชีวภาพที่เจ้าหน้าที่เฉินแนะนำ เขาให้ทีมผู้แทรกซึมชีวภาพในตัวคฤหาสน์เตรียมสิ่งมีชีวิตเสริมกำลังสนามชีวภาพไว้ ถึงแม้จะเจาะทะลุการปิดกั้นทั้งหมดไม่ได้ แต่ไม่เกินสามนาทีเราก็ติดต่อได้เป็นการเฉพาะแล้วครับ”

“ดีมาก” หัวหน้ากวนโล่งใจ

“อย่างนี้เราก็ส่งสัญญาณตรงถึงระบบรักษาความปลอดภัยของภูเขาโม่เถี่ยได้แล้ว”

ทีมรักษาความปลอดภัยของภูเขาโม่เถี่ยนั้น เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเจ้าของคฤหาสน์ พวกเขามักทำงานแบบเคร่งครัดเกินไป เพราะตามหลักแล้ว เมื่อเข้าไปในเขตคฤหาสน์ถือเป็นอาณาเขตส่วนตัวของเจ้าของ

หากไม่ได้รับแจ้งหรือสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยตรง ต่อให้ข้างในมีเสียงอึกทึกแค่ไหน ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อยู่อาศัยรายอื่น พวกเขาก็จะไม่ก้าวเข้าไปเด็ดขาด

ยิ่งตอนนี้ไม่เพียงแต่สนามชีวภาพถูกปิดกั้น แม้แต่สัญญาณวิทยุสื่อสารก็ถูกรบกวนด้วย ดังนั้นยิ่งไม่มีทางขยับ ถึงถูกนำขึ้นศาลก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมายใดๆ

ในเวลานี้ตีนเขาของคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง รถคุ้มกันติดอาวุธยังคงจอดอยู่ พร้อมทั้งกองกำลังถืออาวุธหนึ่งหน่วยรออยู่ พวกเขามีหน้าที่ติดต่อประสานงานและคอยรับมือช่วยเหลือกลุ่มที่บุกโจมตี

ทันใดนั้นมีคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาที่รถแล้วบอกกับชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างในว่า

“หัวหน้า ดูเหมือนข้างในจะมีสัญญาณเสริมกำลังสนามชีวภาพ ถ้าเป็นอย่างนั้นระบบรักษาความปลอดภัยด้านนอกอาจจะรู้เรื่องนี้ในไม่ช้า แต่ทางเหล่าหานยังไม่มีสัญญาณกลับมา เราจะเอายังไงดีครับ?”

ชายวัยกลางคนนั้นเหลือบมองหมอกที่ยิ่งหนาทึบขึ้น และเสียงปืนที่ยังดังไม่หยุด แล้วพูดว่า

“ไม่ต้องรีบ รออีกหน่อย ฉันเชื่อมือเหล่าหาน”

ทว่าในตอนนั้นเองที่หน้ารถของกองคุ้มกันกลับเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังเดินโผล่ออกมาจากหมอกตรงหน้า ทุกคนชะงักไป...หรือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว?

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 384 การฝ่าไม่หยุดยั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว