- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 368 หอคอยเจิ้นซิง
บทที่ 368 หอคอยเจิ้นซิง
บทที่ 368 หอคอยเจิ้นซิง
หลังจากลงมาจากเนินเขา เฉินชวนไม่ได้ขับรถกลับไปยังสถาบันลี้ลับทันที แต่ขับตรงไปยังภูเขาโม่เถี่ย เนื่องจากเฉากุยซีเหมือนจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว บางทีเขาอาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากอีกฝ่าย
เพราะได้ใช้ “อุปกรณ์หยินหยาง” ติดต่อกันมาก่อนระหว่างทางพอมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฉาเขาก็มองเห็นลุงติงยืนรออยู่ด้านนอกแต่ไกล
นี่เป็นการต้อนรับที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก
หลังจอดรถเขาเดินตามลุงติงเข้าไปในคฤหาสน์ เมื่อเจอกับเฉากุยซีอีกฝ่ายก็พูดประโยคแรกขึ้นว่า
“เจ้าหน้าที่พิเศษได้บอกกับนายแล้วสินะ?”
เฉินชวนพยักหน้า
“ครับ”
เฉากุยซีกล่าวเพียงว่า
“ตามฉันมา”
จากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปทางด้านหลังสวน
เฉินชวนเดินตามออกมาจากลานสวนแล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้าสไตล์โบราณ ลุงติงขึ้นนั่งตำแหน่งสารถีควบม้าไปทางภูเขาหลังคฤหาสน์
เฉินชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนที่มาเยือนครั้งก่อนเขาเคยสังเกตเห็นว่าบนยอดสูงของภูเขาโม่เถี่ยเหมือนมีหอคอยตั้งอยู่ เพียงแต่ถูกต้นไม้หนาทึบบดบังจนมองไม่ชัด คราวนี้รถม้าวิ่งเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆเขาก็มองเห็นรูปทรงชัดเจนขึ้น
มันเป็นหอคอยทรงแปดเหลี่ยม มีสถาปัตยกรรมแบบศาสนาในยุคเก่า และจากสภาพเก่าแก่ดูทรุดโทรมก็น่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่มาตั้งแต่ยุคนั้นจริงๆ ไม่ใช่การสร้างเลียนแบบ
รถม้ามาหยุดอยู่ใต้หอ เฉินชวนกับเฉากุยซีลงจากรถเดินเข้าไปในตัวหอ ภายในกลับแตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ตกแต่งเป็นสไตล์ยุคใหม่ แถมไม่ได้เป็นโครงสร้างดั้งเดิมทั้งหมด แต่ผ่านการเสริมและปรับปรุงแล้ว
บันไดไม้เดิมถูกรื้อออกแทนที่ด้วยลิฟต์แก้วชมวิว
ลุงติงเดินขึ้นไปกดปุ่มเรียกลิฟต์ให้ทั้งคู่ เมื่อเฉินชวนกับเฉากุยซีเข้าไปเขาก็กดปุ่มแล้วไม่ได้ตามขึ้นมายืนอยู่แค่หน้าประตู
เฉากุยซีไม่ได้พูดอะไรระหว่างทางจนกระทั่งลิฟต์ขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของหอ ทั้งคู่เดินออกมา เฉากุยซีเดินไปที่ราวกั้นวางมือบนราวเบาๆ
เฉินชวนเดินตามไปมองออกไปด้านนอก ที่นี่คือจุดสูงสุดของภูเขาโม่เถี่ย สามารถมองเห็นคฤหาสน์และวิลลาที่กระจายอยู่ทั่วรวมทั้งเห็นภาพกว้างของศูนย์กลางเมือง
เฉากุยซีกล่าวขึ้นว่า
“ที่นี่มีชื่อว่าหอคอยเจิ้นซิง ในยุคเก่าที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์ลับของราชวงศ์จักรวรรดิ ใช้เพื่อต่อต้านและติดต่อกับ ‘อีกโลกหนึ่ง’”
เฉินชวนรู้สึกสะดุดใจ
“งั้นที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางเมืองของยุคเก่าหรือเปล่า?”
เฉากุยซีตอบ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง สิ่งที่เจ้าหน้าที่เหลียงบอกนายก็คือศูนย์กลางเมืองคือแนวหน้าในการต่อกรกับอีกโลก และเป็นจุดยึดระหว่างสองโลก อยู่ใกล้กับอีกฝั่งที่สุด”
เฉินชวนพยักหน้า
“เขาบอกผมแบบนั้นจริงๆ”
เฉากุยซีกล่าวต่อ
“แต่เดิมพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ มันกระจายตัวอยู่ทั่วไป เหมือนถ้าจะเปรียบโลกของเราเป็นแผ่นกระดาษสีขาว จุดที่สองโลกสัมผัสกันก็เหมือนจุดสีดำเล็กๆกระจายอยู่เต็มแผ่น
ในยุคเก่าบรรดาราชวงศ์ของแต่ละประเทศยังยึดติดกับความรู้จากบันทึกเก่า พวกเขาไม่ได้คิดจะต่อต้าน แต่กลับสร้างหอคอยเจิ้นซิงไว้บนรอยแยกที่ปั่นป่วนที่สุดแล้วหาทางดึงพลังและเทคโนโลยีที่ควรค่าแก่การวิจัยออกมา
ต่อมาพวกเขาค่อยๆตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นจึงเริ่มปิดผนึกรอยแยกอย่างเข้มงวด และพยายามรวบรวมมันให้กระจุกอยู่ด้วยกันเพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิ
แต่ตอนนั้นเทคโนโลยียังไม่พร้อม การส่งข้อมูลและการเฝ้าระวังยังไม่ทั่วถึง แม้จะมีมาตรการแก้ไขมากมาย แต่โลกก็ยังมีรูรั่วและช่องเปิดอยู่มาก สิ่งต่างๆจากอีกฝั่งก็เล็ดลอดเข้ามาได้มากมายพร้อมกันนั้นก็มอบโอกาสให้กับหลายคนด้วย”
เฉินชวนพูดขึ้นว่า
“ผมได้ยินเจ้าหน้าที่เหลียงบอกว่าเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นจึงทำให้จักรวรรดิพังทลาย”
เฉากุยซีส่ายหน้า
“ไม่ใช่ทั้งหมด ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่ก็จริงที่ว่าสิ่งที่จักรวรรดิยุคเก่าทำไม่สำเร็จกลับสำเร็จในยุคใหม่ หลังการก่อตั้ง ‘พันธมิตรใหญ่’ พวกเขากำจัดและรวบรวมช่องเปิดและจุดยึดส่วนใหญ่บนโลก แล้วสร้างศูนย์กลางเมืองขึ้นบนจุดเหล่านั้น พร้อมสร้าง ‘วงแหวนแห่งโลก’ ไว้ป้องกันและต่อกร ในแง่นี้พันธมิตรใหญ่มีคุณูปการต่อโลกอย่างมาก
และในยุคใหม่อย่างน้อยนักสู้ก็ยังมีโอกาสก้าวหน้า แต่ในยุคเก่าทุกอย่างถูกกำหนดด้วยชาติกำเนิดและสายเลือด เส้นทางไต่เต้าถูกปิดตาย จักรวรรดิไม่สามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ควรทำได้ สุดท้ายจึงถูกคัดออกไปตามกลไกของโลก
เพียงแต่พันธมิตรใหญ่อยู่ได้เพียงสามสิบปีก็ล่มสลาย เจ้าหน้าที่เหลียงพูดว่าศูนย์กลางเมืองคือแนวหน้าการต่อกรซึ่งไม่ผิด แต่รัฐบาลกับบรรดาบริษัทใหญ่ก็ได้ผลประโยชน์มากมายจากมัน ถ้าจะมองว่านี่คือทรัพยากร รัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ผูกขาดทรัพยากรแทบทั้งหมด
แม้จะบอกว่ามีเหตุผลจำเป็น แต่เมื่อทรัพยากรทั้งหมดไหลขึ้นสู่ชนชั้นบนและถูกจับจองโดยรัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป…”
เขาพูดถึงตรงนี้แล้วถอนหายใจยาว
“ในอดีตเหล่าราชวงศ์กับเจ้านายชั้นสูงก็อยากทำแบบนี้ พวกเขาหวังจะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์จากอีกฝั่ง และนั่งอยู่บนบัลลังก์ตลอดไป แต่ตอนนี้…เหลืออะไรอยู่กัน?”
เขาตบลงบนราวตรงหน้า
“ที่เหลือก็เพียงซากปรักหักพังเหล่านี้เท่านั้น ในยุคนั้นสองโลกยังไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนตอนนี้ ดังนั้นโลกทั้งใบยังพอรับความผิดพลาดได้ แต่คราวนี้เราไม่มีทางทนต่อความผิดพลาดได้อีกแล้ว
อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงในมุมของพวกเรา สำหรับตัวโลกเองอาจไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก จากบันทึกที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย เหตุการณ์อย่าง ‘มหาการปะทะครั้งใหญ่’ อาจเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ เพียงแต่เป็นช่วงก่อนการกำเนิดอารยธรรมจนถูกกลบหายไปในกาลเวลาที่เราไม่มีวันรู้ได้…”
เขาหันมามองด้วยท่าทีจริงจัง
“เฉินชวน ในยุคสมัยใหม่ที่กำลังมาถึงนี้ สำหรับตัวนายเองต้องหาทางคว้าโอกาสนี้ไว้แล้วฉวยกระแสให้พุ่งขึ้นไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีวันกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้”
เฉินชวนพยักหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“เจ้าหน้าที่เหลียงเคยบอกผมว่าทรัพยากรบางอย่างของขีดจำกัดที่สามจะมอบให้เฉพาะคนที่มีผลงานและความชอบในการรับการเกณฑ์เท่านั้น”
เฉากุยซีตอบอย่างตั้งใจ “เขาพูดไม่ผิด เพราะจากขีดจำกัดแรกจนถึงขีดจำกัดที่สาม นั่นคือขอบเขตสูงสุดที่ร่างกายมนุษย์จะไปถึงได้ ตราบใดที่นายยังเป็นมนุษย์ต่อให้ฝึกฝนอย่างไรก็ไม่มีทางทะลุไปได้
แต่เพราะการผสานของอีกโลกกับโลกเราทำให้สสารและสิ่งแวดล้อมในโลกเรามีการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แข็งแกร่งตึงแน่นเหมือนเดิม สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ก็กลายเป็นไปได้
อีกโลกนั้นแม้นำพาอันตรายมา แต่ก็พาโอกาสมาด้วยเช่นกัน ทรัพยากรสำคัญของแต่ละประเทศรวมถึงเทคโนโลยีบางอย่าง มีไม่น้อยที่ได้มาจากอีกโลกหรือจากการปะทะระหว่างสองโลก และทรัพยากรเหล่านี้ล้วนอยู่ในมือรัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น”
เขามองเฉินชวนแล้วกล่าวต่อ
“ในตอนที่นายยังอ่อนแอ ทางที่ดีคือควรเข้าไปอยู่ในระบบของพวกเขาก่อน ค่อยๆเอาสิ่งที่ต้องการออกมาทีละน้อย ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองและพยายามอย่างเต็มที่ให้ถึงขีดจำกัดถัดไปก่อนมหาการปะทะครั้งใหญ่ ตอนนั้นนายถึงจะมีสิทธิ์ต่อรองกับพวกเขา”
เฉินชวนเข้าใจความหมายและก็รู้ว่านี่น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะที่สุดในตอนนี้ เพียงแต่ยังมีปัญหาที่เป็นจริงอยู่ตรงหน้าคือแค่เพียงเท่านี้ก็ไม่พอที่จะตอบสนองความต้องการในการฝึกฝนของเขา
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามขึ้นว่า
“พี่เฉา นอกจากการเข้าร่วมรัฐบาลหรือบริษัทแล้วยังมีทางอื่นให้เลือกอีกไหม?”
เฉากุยซีไม่ได้ตอบทันที ผ่านไปครู่หนึ่งถึงพูดออกมาอย่างช้าๆ
“นอกศูนย์กลางเมืองยังมีรอยแยกที่กระจัดกระจายและยังไม่ถูกเก็บกวาดอยู่บ้าง บางส่วนก็เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวจากการปะทะของสองโลก รอยแยกเหล่านี้อยู่ในมือของพวกกลุ่มอำนาจชายขอบหรือองค์กรบางแห่ง
พวกเขาใช้สิ่งนี้ในการดึงดูดคนและหาผลประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่รอยแยกเหล่านี้ไม่คงที่และไม่มีใครบอกได้ว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาจากในนั้น หากไม่มีกำลังพอก็อาจถูกกวาดล้างไปในพริบตา
แถมรัฐบาลกับบริษัทต่างก็คอยจับตาอยู่ตลอด หากพบเจอก็จะรีบกำจัดและเก็บกวาดทันที นอกจากนั้น…ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว”
เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
“ขอบคุณพี่เฉาที่บอกผม”
เฉากุยซียิ้มบาง
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวนายก็จะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้เอง แต่ถ้าตัดสินใจแล้วก็ต้องระวังให้ดี” เขาเตือนต่อ
“สิ่งที่เล็ดลอดมาจาก‘วงแหวนแห่งโลก’นั้นรับมือไม่ง่ายและข้อมูลที่มันส่งมาให้อย่าได้เชื่อโดยง่าย”
เฉินชวนพยักหน้า
“ผมจะจำไว้ ขอบคุณพี่เฉาที่เตือน”
เฉากุยซีมองออกไปด้านนอก เสื้อคลุมของเขาพลิ้วไหวไปตามแรงลม
“การบรรจบกันของสองโลกส่งผลกระทบต่อเราอย่างลึกซึ้ง กระทบต่อทุกคนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฉันไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าผ่านไปได้ บางทีเราอาจได้พบอนาคตใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”
เฉินชวนยืนอยู่ที่นั่นอีกครู่หนึ่งก่อนขอตัวกลับออกไป หลังลุงติงส่งเฉินชวนกลับแล้วก็เดินขึ้นมาที่หอคอย ก้มตัวกล่าว
“คุณชาย คุณเฉินกลับไปแล้ว”
เฉากุยซีเพียงรับคำสั้นๆ แต่ยังคงยืนมองลงไปยังเชิงภูเขาโม่เถี่ยอย่างครุ่นคิด
ลุงติงลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“คุณชาย ด้วยระดับฝีมือของคุณเฉินตอนนี้ เขาน่าจะรู้เรื่องนั้นแล้ว คุณชายไม่คิดจะบอกเขาหรือ…”
เฉากุยซีหันหลังให้
“ลุงติง ฉันบอกแล้วว่าที่ช่วยเขาเพราะถูกชะตา และเพราะนิสัยกับน้ำใจของเขาสมควรแก่การสนับสนุน แต่ไม่จำเป็นต้องให้เขาแบกรับสิ่งที่ฉันเคยผ่านมา”
ลุงติงเอ่ย
“แต่ว่าคุณชาย เรื่องนั้นก็เป็นโอกาสสำหรับคุณเฉินเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ถ้าคุณชายเห็นอนาคตของเขาก็น่าจะ…”
เฉากุยซีสะบัดแขนเสื้อ
“ไม่ต้องพูดแล้ว เส้นทางที่เคยเดินพลาดไปแล้วจะไม่เดินซ้ำอีก”
ลุงติงก้มศีรษะลงลึก
“ครับ…”
(จบบท)