เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 364 การสอน

บทที่ 364 การสอน

บทที่ 364 การสอน 


วันที่ 1 กันยายน เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนสำหรับนักศึกษาใหม่ที่สถาบันใหญ่แห่งอู่ยี่ในเมืองศูนย์กลาง

ตามปกติแล้วนักศึกษาที่สอบเข้ามาได้ส่วนใหญ่จะเข้ามาในช่วงเวลานี้ แม้ว่าสถาบันจะไม่ได้มีข้อกำหนดพิเศษอะไร แต่การที่เฉินชวนเข้ามาก่อนคนอื่นครึ่งภาคเรียนก็ยังถือว่าเป็นกรณีพิเศษอยู่ดี

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเพียงแค่ครึ่งภาคเรียนผ่านไป เขากลับสามารถก้าวผ่านเส้นทางที่นักศึกษาทั่วไปต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปีหรือยิ่งกว่านั้นในการเดินทางให้สำเร็จ

แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เฉินชวนยังจำคำที่เหอเสี้ยวสิงเคยพูดกับเขาได้ดีว่า

“คำว่า ‘ขีดจำกัด’นี้ มีที่มาจากแนวคิดที่ว่ามนุษย์ในแต่ละช่วงพัฒนาจะมีเพดานสูงสุดที่ร่างกายสามารถบรรลุได้”

ขีดจำกัดนั้นตามทฤษฎีแล้วมีเพียงร่างกายที่สมบูรณ์แบบในทุกด้านเท่านั้นถึงจะไปถึงได้ แม้จะดูเหมือนไกลเกินเอื้อมแต่เขาเชื่อว่าเขาอาจจะสามารถไปถึงได้เช่นกัน

การหลอมรวมตัวตนที่สองครั้งแรกได้เติมเต็มข้อบกพร่องต่างๆในร่างกายของเขาเสริมสร้างรากฐานในทุกด้านอย่างมั่นคง หากมีโอกาสได้หลอมรวมอีกครั้ง ก็อาจไปถึงความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงหรือกระทั่งก้าวข้ามระดับนั้นไป

ตามที่เหอเสี้ยวสิงเคยบอกขีดจำกัดแรกถึงขีดจำกัดที่สามเป็นกระบวนการต่อเนื่องกัน บางจุดที่ยากจะพัฒนาในช่วงขีดจำกัดแรกหรือที่สองสามารถแก้ไขหรือชดเชยได้ในช่วงขีดจำกัดที่สามนี้

ดังนั้นเป้าหมายของเขาต่อไปก็คือการพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านเพื่อพยายามสัมผัสเพดานทางทฤษฎีให้ได้

แต่นั่นหมายถึงต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกมากกว่านักสู้ระดับเดียวกันอีกหลายเท่ารวมถึงต้องทุ่มแรงกายแรงใจมากกว่าเดิมอีกมาก

แม้เส้นทางข้างหน้าจะลำบาก แต่เพียงแค่คิดว่าจะสามารถก้าวเดินบนหนทางนี้ และทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้หัวใจเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวังและแรงผลักดัน

เขาเปิดแพลตฟอร์มของอู่ยี่ผ่านอุปกรณ์หยินหยางตรวจดูตารางเรียนของภาคการศึกษานี้

เมื่อถึงระดับขีดจำกัดที่สามคะแนนประเมินของนักศึกษาจะถูกดันขึ้นสู่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประเมินใดๆอีกต่อไป ข้อมูลภายในของสถาบันก็จะเปิดให้เขาเข้าถึงได้ทั้งหมดเช่นกัน

แต่สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดคือวิธีการฝึกในขั้นต่อไปควรเป็นเช่นไร เพียงแต่เมื่อเขาลองค้นหาข้อมูลดูแพลตฟอร์มกลับแจ้งว่าความรู้การฝึกระดับขีดจำกัดที่สาม รวมถึงการซื้อยาและบริการต่างๆทั้งหมด จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอจากนักศึกษาก่อน

จากนั้นต้องผ่านการอนุมัติของผู้บริหารระดับสูงของสถาบันและต้องลงนามในข้อตกลงฉบับหนึ่งก่อนถึงจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะมาคอยแนะนำ

เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินชวนจึงดำเนินการยื่นคำร้องผ่านอุปกรณ์หยินหยางทันที และกดส่งคำร้องไป จากนั้นมีข้อความแสดงขึ้นมาว่าการสมัครได้ถูกส่งเรียบร้อยแล้ว ทางสถาบันจะให้คำตอบภายใน 3 ถึง 5 วัน

เมื่อเห็นว่าใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้คำตอบ เขาจึงไม่รีบร้อนและถือโอกาสค้นหาข้อมูลด้านอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะเทคนิคที่นักสู้ขีดจำกัดที่สามควรเรียนรู้

ในส่วนนี้ทางสถาบันไม่มีข้อจำกัดอะไรมากนัก เพราะไม่สามารถห้ามนักสู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ ความรู้แบบนี้ไม่ต้องใช้ทรัพยากรภายนอกมากนัก และมีคนจำนวนมากยินดีจะสอน

สิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจคือเทคนิคการใช้งานสนามชีวภาพ เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งนี้มีประโยชน์มาก เนื่องจากสามารถรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาประสาทสัมผัส อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านและรับข้อมูลบางอย่างได้โดยไม่ต้องใช้วิธีเรียนรู้แบบเดิม

ถือเป็นทักษะที่มีประโยชน์มาก

แต่เมื่อเขาลองค้นหาดูพบว่าคอร์สเรียนของอาจารย์ส่วนใหญ่ในแพลตฟอร์มล้วนเปิดสำหรับนักศึกษาระดับขีดจำกัดที่ต่ำกว่า และไม่มีใครระบุว่าจะสอนทักษะพวกนี้โดยตรง

ดังนั้นทางเลือกของเขาก็คือต้องลองไปสอบถามจากอาจารย์คนใดคนหนึ่งในสถาบันโดยตรง ซึ่งพวกเขาน่าจะเข้าใจระบบภายในได้ดีกว่าและช่วยชี้แนะแนวทางให้เขาได้มากกว่าการหาด้วยตัวเองแบบไร้ทิศทาง

ขณะนั้นเขาก็นึกถึงอาจารย์ไป๋ผู้ที่เคยพานักศึกษาไปสนามประลองในวันนั้น และเคยบอกเขาว่า หากมีเรื่องอะไรสามารถมาที่ชั้นเรียนของเขาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เขาเคยดูประวัติของอาจารย์คนนี้มาแล้ว พบว่าเป็นผู้สอนหลักสูตรด้านทฤษฎี ดังนั้นน่าจะให้คำแนะนำในเรื่องนี้ได้บ้าง

เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาจึงเปิดรายชื่อผู้สอนและลองติดต่อคุณอาจารย์ไป๋ดู

แค่เพียงสองสามวินาทีเท่านั้น ฝั่งนั้นก็รับสายทันที อาจารย์ไป๋พูดด้วยน้ำเสียงล้อเล่นว่า

“นักศึกษาเฉิน เปิดเทอมวันแรกก็ติดต่อมาหาอาจารย์ แบบนี้จะเข้าชั้นเรียนอาจารย์แล้วใช่ไหม?”

เฉินชวนตอบว่า

“จริงๆผมมีเรื่องอยากจะขอคำปรึกษาจากอาจารย์นิดหน่อยครับ”

อาจารย์ไป๋หัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า

“อืม ตอนนี้ว่างพอดี ถ้ามีอะไรอยากถามก็ถามมาได้เลยนะ”

ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้นฝานเฉิงและขงเหยาซึ่งเฉินชวนเคยเจอในลิฟต์เมื่อวันก่อนก็กำลังยืนรออยู่หน้าห้องเรียนของอาจารย์ไป๋

เพื่อไม่ให้ถูกลดสถานะเป็นนักศึกษาภายนอกทั้งสองจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเอง

สองวันนี้พวกเขาค้นหาข้อมูลของอาจารย์แต่ละคนผ่านแพลตฟอร์มของสถาบัน แต่ดูแล้วก็งงไปหมด รู้สึกเหมือนว่าทุกวิชาก็สำคัญหมดไม่รู้ว่าควรเรียนอะไรก่อนหลัง

ที่แย่ไปกว่านั้นคือคำโฆษณาของอาจารย์แต่ละคนต่างก็ทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่เรียนวิชานั้นจะไม่มีทางผ่านการประเมินได้ หรือไม่ก็จะพัฒนาตัวเองได้ยาก ทำให้ยิ่งดูยิ่งเครียด

พวกเขาพบว่าด้วยตัวเองนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้เลยว่าควรเลือกเรียนกับอาจารย์คนไหน เพราะหากเลือกผิดไม่ใช่แค่เสียเงินเปล่า ซึ่งยังพอถอนออกได้ แต่เวลาที่เสียไปต่างหากที่สำคัญ เพราะอาจทำให้ตามเพื่อนไม่ทัน

ต่อมาจึงมีรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำอาจารย์ไป๋ให้รู้จัก แม้ว่าจะสอนวิชาทฤษฎีเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้เป็นหลัก แต่กลับรู้จักอาจารย์ทุกคนในสถาบันอย่างลึกซึ้ง และสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับลักษณะและจุดเด่นของนักศึกษาแต่ละคนได้

สิ่งนี้ถือว่าหาได้ยากมากเพราะเท่ากับว่าเขาสามารถชี้แนะแนวทางที่ชัดเจนให้กับนักศึกษาได้

ดังนั้นพวกเขาจึงรีบตามมาหา แต่ในช่วงเปิดภาคเรียนแบบนี้คนที่อยากเจออาจารย์ไป๋ก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาทำให้ต้องรออยู่นาน อีกทั้งยังต้องซื้อคอร์สเสริมเพิ่มด้วยกว่าจะได้เข้าพบในที่สุด

ฝานเฉิงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

“อาจารย์ไป๋กำลังคุยกับใครอยู่น่ะ? ทำไมคุยนานขนาดนี้?”

“ดูจากสีหน้าของอาจารย์ไป๋ตอนเดินเข้าห้องเมื่อครู่นี้ เขาน่าจะกำลังคุยกับอาจารย์คนไหนสักคนล่ะมั้ง...” ขงเหยาพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

“ยังไงก็ตามตอนนี้ถึงคิวเราแล้ว รอไปก่อนเถอะ”

“เฮ้อ...” ฝานเฉิงขยี้หัวตัวเองแรงๆจนหลุดติดมือมาสองสามเส้น โชคดีที่เส้นผมของนักสู้ขึ้นเร็วและหนาแน่นเขายังไม่ต้องกังวลเรื่องหัวล้านในตอนนี้

อีกด้านหนึ่งเฉินชวนพูดกับอุปกรณ์หยินหยางว่า

“อาจารย์ไป๋ครับ ผมอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคด้านสนามชีวภาพ ไม่ทราบว่าอาจารย์พอจะชี้แนะอะไรให้ผมได้บ้างไหมครับ?”

อาจารย์ไป๋หัวเราะเบาๆแล้วพูดว่า

“เรื่องนี้อาจารย์พอจะให้คำแนะนำได้อยู่บ้าง แต่ถ้าจะให้สอนโดยตรงฉันคงไม่กล้ารับปากหรอกนะ แต่ฉันสามารถแนะนำอาจารย์อีกคนหนึ่งให้ได้คือ อาจารย์เจียงเถียน

อาจารย์เจียงเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก แม้อายุยังไม่มากแต่มีพื้นฐานด้านทฤษฎีสนามชีวภาพที่ไม่ด้อยไปกว่าฉันเลย และยังมีเทคนิคที่ยอดเยี่ยมด้วย ที่สำคัญคือพูดคุยกันได้ง่าย ไม่เคร่งเครียด เชื่อว่าน่าจะเหมาะกับเธอ”

“อาจารย์เจียง?” เฉินชวนทวนอีกครั้ง

“ทำไมล่ะ รู้จักเหรอ?” อาจารย์ไป๋ถาม

เฉินชวนตอบว่า

“ก่อนหน้านี้ผมสอบผ่านบททดสอบเทคนิคกับอาจารย์เจียงมาครับ”

อาจารย์ไป๋เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วหัวเราะขึ้น

“ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์เจียงเคยเจอเรื่องเกือบแย่ตอนสอบให้นักศึกษาคนหนึ่งเพราะประเมินต่ำเกินไป สรุปว่าคนนั้นคือเธอใช่ไหมเนี่ย? แบบนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วล่ะ ดีเลยจะได้ไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติมอีก เดี๋ยวฉันจะฝากข้อความถึงอาจารย์เจียงให้อีกที”

เฉินชวนว่า

“ขอบคุณมากครับ อาจารย์ไป๋”

อาจารย์ไป๋ว่า

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ไหนๆก็มาหาฉันแล้ว ถ้าไม่รังเกียจที่ฉันจะพูดมากไปหน่อย ฉันอยากจะเสริมอีกนิด”

เฉินชวนว่า

“เชิญเลยครับ อาจารย์”

อาจารย์ไป๋ว่า

“เธอก็รู้นี่ว่าฉันเน้นทางด้านทฤษฎี  ไม่ใช่นักสู้แนวปฏิบัติ แต่ทฤษฎีก็มีไว้เพื่อให้เธอเข้าใจศัตรู รู้จักตนเอง และมองเห็นว่าเรายืนอยู่ที่จุดใดและควรมุ่งหน้าไปทางไหน”

เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อย่าดูถูกเรื่องนี้เด็ดขาด เพราะเมื่อเธอเข้าใจสิ่งเหล่านี้ชัดเจนแล้ว จิตใจของเธอจะไม่หลงทาง ความคิดก็จะกระจ่าง และนั่นจะช่วยรวมรวมให้เกิดเจตจำนงที่แน่วแน่และไม่ย่อท้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนทางจิตใจ

แม้กระทั่งในการต่อสู้จริงมันยังสามารถช่วยให้เธอวิเคราะห์และมองหาจุดอ่อนของศัตรูได้ ในหมู่ของนักสู้ขีดจำกัดที่สามที่แข็งแกร่งทั้งหลายไม่มีใครที่บกพร่องในด้านนี้เลย พวกเขาทุกคนต่างมีแนวคิดในการเข้าใจตัวเองและวิเคราะห์ศัตรูที่เป็นระบบ”

เฉินชวนพยักหน้าและตอบด้วยความตั้งใจว่า

“ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับคำเตือน”

อาจารย์ไป๋ยิ้มน้อยๆ เขาฟังจากน้ำเสียงของเฉินชวนก็รู้แล้วว่านักศึกษาคนนี้รับฟังอย่างจริงใจทำให้เขารู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่สอน

“ถ้าภายหน้ามีอะไรสงสัยอีกก็สามารถมาหาฉันได้ตลอดเลยนะ”

หลังจากจบบทสนทนาอาจารย์ไป๋ก็เดินออกจากห้องเรียนทันที ฝานเฉิงกับขงเหยาที่ยืนรออยู่นานก็รีบตรงเข้ามาหา

สีหน้าของอาจารย์ไป๋ดูเคร่งขรึมเล็กน้อย เขาพูดว่า

“ขอโทษที่ให้รอนานนะ นักศึกษาทั้งสอง อาจารย์เพิ่งจัดการเรื่องสำคัญบางอย่างเสร็จ”

ฝานเฉิงรีบพูดว่า

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องของอาจารย์สำคัญกว่า เรารอได้ครับ”

“อืม งั้นตอนนี้เราเริ่มกันเลย พวกเธอสองคนตามอาจารย์เข้ามา อาจารย์จะขอตรวจดูพื้นฐานก่อน”

“ครับๆ”

ฝานเฉิงกับขงเหยารีบเดินตามอาจารย์เข้าไปในห้องเรียน

...

ที่หอพักชั้น 49 หลังจากพูดคุยกับอาจารย์ไป๋จบ เฉินชวนก็ลองติดต่ออาจารย์เจียงทันที ไม่นานนักฝ่ายนั้นก็รับสาย และเสียงตอบกลับก็ดังขึ้น

“นักศึกษาเฉินใช่ไหม?”

เฉินชวนพูดว่า

“ครับ ผมเองเฉินชวน”

อาจารย์เจียงหัวเราะเบาๆแล้วว่า

“เมื่อกี้อาจารย์ไป๋เพิ่งส่งข้อความมาหาฉันพอดี ตอนเช้าฉันว่างอยู่ เธอมาที่ห้องฝึกหมายเลขห้า ชั้น 82 ได้เลย”

เฉินชวนตอบว่า

“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”

เขาจัดของเรียบร้อย หยิบดาบเสวี่ยจวินติดตัวแล้วออกจากห้อง ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 82 และเดินตามทางเดินไปจนถึงห้องฝึกหมายเลขห้า

เมื่อเข้าไปในห้อง อาจารย์เจียงอยู่ในชุดฝึกที่หลวม ผมยาวเหมือนศิลปิน ยืนอยู่บนพื้นไม้ที่อบอุ่น ภายในห้องมีหน้าต่างบานใหญ่เรียงรายแสงแดดภายนอกสาดเข้ามาอย่างสว่างไสว

เมื่อเฉินชวนก้าวเข้ามาเสียงของอาจารย์เจียงก็ดังขึ้นทันที

“สนามชีวภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัว มันคือการรวมตัวของข้อมูลชีวิตทั้งหมดของคนๆหนึ่ง ทว่าในคนธรรมดาสนามนี้อ่อนมากและหดตัวอยู่ภายใน จึงแทบจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยจากภายนอก

แต่นักสู้ที่มีเนื้อเยื่อกลายพันธุ์อยู่ภายในร่างกายสนามชีวภาพของพวกเขาจะเปล่งออกมาอย่างชัดเจนและมีพลัง สามารถแผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่หนึ่งได้

แต่การปล่อยสนามชีวภาพออกไปโดยไร้เป้าหมายก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยข้อมูลของตัวเองให้ผู้อื่นรับรู้ ดังนั้นการเก็บกลั้นไว้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้ของเธอ

แต่...เมื่อเจอศัตรู มันก็อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่สุดอีกต่อไปแล้ว”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 364 การสอน

คัดลอกลิงก์แล้ว