- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 359 การรวมตัว
บทที่ 359 การรวมตัว
บทที่ 359 การรวมตัว
ในสนามฝึกอาจารย์เวินยังคงยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นเหมือนก่อนหน้า แต่เฉินชวนกลับรู้สึกได้ว่าสายตาของเขาดูหม่นลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
นี่น่าจะเป็นผลจากการส่งผ่านของคลื่นประสานเมื่อครู่
อาจารย์เวินยิ้มพลางพูดว่า
“เจตจำนงของเธอสามารถคงอยู่ได้นานถึงสามชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก นั่นทำให้ฉันแปลกใจมาก เดิมทีฉันคิดว่าเธอต้องหยุดพักหลายครั้งกว่าจะยืนไหว แต่จากบันทึกที่เธอให้มา เธอเพิ่งเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามได้ไม่ถึงห้าวันใช่ไหม?”
เฉินชวนพยักหน้า
อาจารย์เวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อยว่า
“ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินเธอผิดไปจริงๆ เธอมีพรสวรรค์ที่หาได้ยาก ถ้าเป็นแบบนี้ฉันคงไม่ต้องใช้เวลามากนักในการสอนสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้ให้ครบ อาจจะยังมีเวลาเหลือพอจะสอนอะไรเพิ่มให้อีกด้วยก็ได้” เขามองนาฬิกาข้อมือ “จะหกโมงแล้ว วันนี้เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”
เฉินชวนประสานมือโค้งให้กล่าว
“ขอบคุณครับ อาจารย์เวิน”
เขาไม่รู้ว่าอาจารย์เวินตอนสอนคนอื่นจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่การสอนแบบนี้ดูเหมือนจะใช้พลังของอาจารย์เวินไปไม่น้อย เขาจึงรู้สึกขอบคุณด้วยความจริงใจ
อาจารย์เวินยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“รอให้เธอย่อยสิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้เสร็จแล้วค่อยกลับมาหาฉันอีก”
เฉินชวนรับคำเห็นว่าอาจารย์เวินไม่ได้ขับรถมา ตั้งใจจะไปส่งแต่ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ เขาจึงไม่รบเร้าและขับรถจากชานเมืองกลับบ้าน
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จเขาก็เข้าห้องของตัวเอง แล้วเริ่มสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างตั้งใจ
วิธีการสอนผ่านคลื่นประสานเช่นนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก รู้สึกได้ว่าตนสามารถจดจำทุกสิ่งได้อย่างลึกซึ้งภายในร่างกาย ขอแค่เพียงเรียกใช้ความคิด องค์ประกอบเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ภายในร่างกายก็จะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติตามที่ได้สัมผัสในช่วงกลางวัน
อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงความจำชั่วคราว หากไม่รีบฝึกฝนให้เชี่ยวชาญเนื้อเยื่อกลายพันธุ์เหล่านี้ก็อาจลืมเลือนไปตามกาลเวลา
แต่ก่อนที่จะฝึกสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องกระตุ้นวิชาลมหายใจเตาไฟทุกครั้ง และนั่นก็จะสิ้นเปลืองพลังงานที่สะสมไว้ อีกทั้งยังใช้เจตจำนงอย่างมากในการขับเคลื่อน
ดังนั้นหากเขาต้องการฝึกซ้อมในแต่ละวันก็จำเป็นต้องรักษาสมดุลให้ดี พลังที่ใช้ไปในการฝึกไม่ควรเกินจากที่สะสมไว้ในแต่ละวัน
เขาจึงต้องรอย่อยสิ่งที่เรียนรู้ในปัจจุบันให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับไปเรียนกับอาจารย์เวินอีกครั้ง
ดังนั้นในช่วงสามวันถัดมาเขาไม่ได้ออกไปไหนเลย ใช้เวลาอยู่ที่บ้านฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ระหว่างนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเว่ยฉางอัน เนื่องจากช่วงนี้แต่ละคนต่างมีภารกิจติดตัวอยู่จะจัดเวลารวมตัวกันได้จึงไม่ง่ายนัก พอมีช่วงว่างในช่วงกลางเดือนจึงนัดรวมตัวกันในเวลานั้น
ก่อนถึงกลางเดือนเฉินชวนได้ไปเรียนกับอาจารย์เวินอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้ก็ได้ผลมากยิ่งกว่าเดิม
เขายังค้นพบอีกว่าการฝึกซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้มีผลดีต่อการควบคุมเจตจำนงของตนเองด้วย ถือเป็นประโยชน์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง
ในวันหยุดพักผ่อน เขาได้ขับรถไปบ้านของผู้อำนวยการเหลยตามที่นัดกับรุ่นพี่เฮ่อไว้ ไปเยี่ยมครอบครัวของผู้อำนวยการเหลยและก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆที่เจอหลังจากย้ายไปอยู่ที่ศูนย์กลางเมือง
ผู้อำนวยการเหลยฟังแล้วกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเธอจะปรับตัวได้ดีที่ศูนย์กลางเมือง ปีหน้าฉันเองก็น่าจะถูกย้ายไปที่นั่นเหมือนกัน”
เฉินชวนเคยได้ยินว่าผู้อำนวยการเหลยอาจจะได้เลื่อนตำแหน่งและย้ายไป แต่ไม่คิดว่าจะย้ายไปที่ศูนย์กลางเมือง นี่ถือเป็นข่าวดี จึงพูดว่า
“งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ผู้อำนวยการเหลย”
ผู้อำนวยการเหลยกล่าวว่า
“ความจริงเรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว เพียงแต่ฉันยังมีเรื่องต้องจัดการที่หยางจืออยู่มากเลยเลื่อนมาอีกหนึ่งปี เฉินชวน เจอกันอีกทีที่ศูนย์กลางเมืองนะ”
เฉินชวนพยักหน้า
“แล้วรุ่นพี่เฮ่อกับน้องอิงล่ะครับ?”
ผู้อำนวยการเหลยจับมือเฮ่อหนานไว้แล้วลูบศีรษะของน้องอิงเบาๆก่อนพูดว่า “ทั้งสองคนก็จะตามไปด้วย ฉันจะไปตั้งหลักที่นั่นก่อน พวกเขาจะตามไปทีหลัง”
รุ่นพี่เฮ่อกล่าวในตอนนี้ว่า
“สถานการณ์ที่ศูนย์กลางเมืองค่อนข้างซับซ้อน ถ้าฉันไปถึงที่นั่นอาจต้องรบกวนเธอช่วยดูแลบ้าง”
เฉินชวนตอบกลับว่า
“รุ่นพี่พูดเกินไปแล้วครับ ผู้อำนวยการเหลยเคยช่วยผมไว้หลายครั้ง ตอนนี้ผมพอจะมีความสามารถอยู่บ้าง ถ้ามีอะไรต้องการให้ช่วยโปรดบอกได้เลยครับ”
หลังจากร่วมทานอาหารกับครอบครัวผู้อำนวยการเหลยแล้ว เขาก็ได้พูดคุยขอคำแนะนำเกี่ยวกับพิธีกรรมของลัทธิสองหน้าเล็กน้อยก่อนจะออกมาในช่วงบ่าย
ผ่านไปอีกไม่กี่วันเมื่อถึงเวลาที่นัดกับเว่ยฉางอันไว้ เขาก็เปลี่ยนเป็นชุดลำลอง แล้วเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายที่เดิมคือโรงแรมตู้อี๋
เมื่อเขามาถึงก็พบว่าเหล่าพรรคพวกทั้งหลาย ได้แก่ ศิษย์พี่เหริน หลินเสี่ยวตี้ หลัวไคหยวน เฟิงเสี่ยวฉี เว่ยตง อู๋ฮั่น รวมถึงทีมของเว่ยฉางอันต่างก็มาถึงกันครบแล้ว หลังจากพบหน้ากันก็ต่างทักทายสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันอย่างสนุกสนาน
พอทุกคนนั่งลงในห้องจัดเลี้ยงและสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว เว่ยฉางอันก็กล่าวว่า “ตอนนี้สถานการณ์ความปลอดภัยในเมืองเริ่มดีขึ้น ภารกิจที่เราได้รับส่วนใหญ่จึงเป็นภารกิจนอกเมืองและในอำเภอรอบข้าง สำหรับในเมืองก็มีบ้างแต่เป็นงานคุ้มกันปกติทั่วไปเท่านั้น”
ไช่ซื่อเสริมว่า
“ได้ยินว่าทางเหนือยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อย แต่ตรงนั้นบริษัทหยวนอั้นดูแลอยู่ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่ก็ได้ยินว่า...” เขาหันไปมองอู๋ฮั่น
“ภารกิจจัดการโจรต่างถิ่นที่หลุดเข้ามาในเมืองตอนนี้เป็นของอู๋ฮั่นกับเว่ยตงหมดแล้วใช่ไหม?”
อู๋ฮั่นยืดอกพรางตบไหล่เว่ยตงที่กำลังดื่มน้ำอยู่
“แน่นอน ฉันกับเว่ยตงเข้าขากันดีมาก เฟิงเสี่ยวฉี หลัวไคหยวนสองคนก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน”
เฟิงเสี่ยวฉีในตอนนั้นถามด้วยความอยากรู้ว่า
“เฉินชวน ศูนย์กลางเป็นยังไงบ้าง?” พอได้ยินคำถามนี้ ทุกคนก็มองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
เฉินชวนไม่มีอะไรต้องปิดบังกับพวกเขาจึงเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศูนย์กลางเมืองให้ฟัง ทั้งเรื่องดีและไม่ดี
ทุกคนต่างก็เคยได้ยินเรื่องราวของศูนย์กลางเมืองมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ล้วนเป็นเพียงคำบอกเล่าหรือข่าวลือที่เชื่อถือได้บ้างไม่ได้บ้าง พอได้ฟังเฉินชวนที่เคยไปอยู่ที่นั่นจริงๆมาเล่าให้ฟังจึงรู้สึกเหมือนได้เปิดโลก เห็นได้ชัดว่าศูนย์กลางเมืองกับพื้นที่อื่นๆภายนอกนั้นราวกับเป็นโลกคนละใบ
เว่ยฉางอันถอนหายใจพลางพูดว่า
“พี่เว่ยของพวกเธอในเมืองหยางจือถือว่าทำได้ไม่เลวแล้วนะ แต่ถ้าเทียบกับเฉินชวนก็ยังห่างชั้นอยู่มากเลยจริงๆ”
คำพูดนี้เรียกเสียงเห็นพ้องจากทุกคน
เพราะทรัพยากรของเมืองหยางจือกับศูนย์กลางเมืองต่างกันราวฟ้ากับเหว เปรียบเทียบแล้วเมืองหยางจือก็เหมือนแอ่งน้ำเล็กๆที่ไม่มีทางก่อคลื่นได้มากนัก ไปได้ไกลสุดก็แค่นั้น ครอบครัวผู้มีอำนาจที่เคยดูยิ่งใหญ่ในเมืองหยางจือ เมื่อเทียบกับศูนย์กลางเมืองแล้วกลับแทบไม่มีตัวตนเลย
ติงเหลียวในตอนนี้ทุบโต๊ะดังปัง
“ให้ตายเถอะ ตอนก่อนก็ว่าศูนย์กลางเมืองดีอยู่แล้ว ตอนนี้ได้ยินแบบนี้ยิ่งรู้สึกอยากไปเข้าไปใหญ่ พวกนายอย่าโทษฉันที่คิดลบเลยนะ ฉันแค่รู้สึกว่าอยู่เมืองหยางจือต่อให้พยายามแค่ไหนก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี เฮ้ย! พี่เว่ย ถ้ามีโอกาส พวกเราต้องไปศูนย์กลางเมืองกันให้ได้!”
สมาชิกในทีมคนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว เว่ยฉางอันหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบ
“พวกเราพูดกันขนาดนี้แล้ว ฉันจะไม่พยายามให้ถึงที่สุดได้ยังไงล่ะ”
เฉินชวนกล่าวขึ้นว่า
“เรื่องนี้ ผมอาจจะพอหาวิธีช่วยได้นะครับ”
การเป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สามนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของสถานะหรือยศศักดิ์ แต่ยังมีสิทธิ์ในการค้ำประกันให้ผู้อื่นสามารถมีใบอนุญาตพำนักถาวรในศูนย์กลางเมืองได้อีกด้วย
แม้จะยังไม่ได้ถึงขั้นมีสิทธิ์ให้สถานะประชากรอย่างเป็นทางการ เพราะโควตาสำหรับการขอสถานะพลเมืองอย่างเป็นทางการนั้นจำกัดมาก หากไม่ใช่เพราะเขาทุ่มเทสุดตัวมาก่อนก็คงไม่มีโอกาสสอบเข้าไปได้เลย
เฟิงเสี่ยวฉีหันไปมองหลัวไคหยวน แล้วพูดว่า
“เฉินชวน ปีหน้าเราเรียนอีกแค่ปีเดียวก็จะจบแล้ว ฉันกับหลัวไคหยวน แล้วก็เว่ยตงเมื่อเดือนก่อนก็ลงชื่อสอบใบอนุญาตป้องกันตัวระดับซีไปแล้ว อีกไม่กี่วันจะต้องไปสอบ ถ้าสอบผ่านได้รับการแนะนำ อาจจะมีโอกาสได้ไปที่ศูนย์กลางเมืองเหมือนกัน”
หลัวไคหยวนกล่าวต่อ
“แต่ไม่ง่ายหรอก คนสมัครสอบระดับซีก็ไม่ใช่มีแค่เราสามคน ได้ยินมาว่า โควตาแนะนำมีแค่คนเดียวเอง พวกเราก็แค่ลองเสี่ยงดู ใครได้ก็เอา”
ความจริงแล้วนักศึกษาห้องตรงข้ามอย่างจวงจื้อ จวงจ้งซาน และเฟิงเซิ่ง ก็ฝีมือไม่ธรรมดา ถ้าไม่ติดว่าพวกเขาเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาก่อนคงจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่เพราะตอนนี้การมีประวัติเกี่ยวข้องกับสมาคมนี้กลายเป็นจุดลบจึงถูกตัดสิทธิ์จากการสอบทำให้พวกเขาสามารถเลี่ยงคู่แข่งเหล่านี้ไปได้
เฉินชวนยกแก้วขึ้นกล่าว
“ขอให้ทุกคนสอบผ่านสมใจนะครับ”
คนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันยกแก้วขึ้นพร้อมกันกล่าวอวยพรให้พวกเขาประสบความสำเร็จ
ในตอนนั้นอาหารที่สั่งก็ทยอยมาเสิร์ฟทุกคนจึงกินไปคุยไป มื้อนี้ลากยาวไปจนถึงบ่ายโมง
หลังออกจากโรงแรมเฉินชวนเปลี่ยนเบอร์ติดต่อกับทุกคน แล้วกล่าวลาทั้งหมด ก่อนจะเดินไปทางที่จอดรถ
ไช่ซื่อมองแผ่นหลังตั้งตรงของเฉินชวนก่อนจะพูดเบาๆว่า
“พี่เว่ย รู้สึกไหมว่าเฉินชวนดูไม่เหมือนเดิม”
เว่ยฉางอันลูบคางแล้วตอบว่า
“ก็ดูเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันนึกว่าตัวเองเป็นรุ่นน้องเขาซะอีก อาจจะเพราะเขามีตำแหน่งแล้วล่ะมั้ง?”
“ไม่ใช่หรอก” ไช่ซื่อส่ายหน้า
“ไม่ใช่แบบนั้น”
หลินเสี่ยวตี้ที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่เป่าฟองออกมาหนึ่งฟองก่อนพูดว่า
“เขาเป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สาม มันก็ไม่แปลกนี่นา”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนที่กำลังล่ำลากันถึงกับหยุดกึกหันกลับมามองทางเธอพร้อมกัน
หลินเสี่ยวตี้เป่าฟองอีกครั้ง พอมองเห็นสายตาหลายคู่จ้องมาจึงถามด้วยความสงสัย
“เขาไม่ได้บอกพวกพี่เหรอ?”
เธอกะพริบตาหนึ่งที
“ฉันได้ยินจากอาจารย์ของฉันว่าพี่เฉินได้เป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สามแล้ว ก็เลยรู้สึกแบบนั้นแหละ อาจารย์บอกว่าพวกนักสู้มีสัญชาตญาณในการรับรู้ถึงภัยอันตรายสูง เวลาเจอคนที่เป็นอันตรายต่อพวกเขาร่างกายจะส่งสัญญาณให้หลีกหนีโดยอัตโนมัติ”
เมื่อทุกคนได้ยินข่าวนี้ความรู้สึกตกตะลึงที่พวกเขามีเมื่อครู่ยังไม่เท่ากับที่เกิดขึ้นในตอนนี้
เพราะในฐานะนักสู้ ขีดจำกัดที่สามนั้นเป็นระดับที่อยู่ในจินตนาการของพวกเขามาโดยตลอด เป็นเป้าหมายที่เฝ้าฝัน แต่กลับมีใครคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา บรรลุถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ ความรู้สึกสับสนและตื่นตะลึงที่ถาโถมเข้ามานั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ทุกคนยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันกลับโดยยังรู้สึกตะลึงงันไม่หาย
ระหว่างที่เดินกลับ ไช่ซื่อพึมพำว่า
“มิน่าล่ะ ตอนเฉินชวนมองมาทางฉัน ฉันถึงได้รู้สึกไม่กล้าสบตาเลย ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง…”
เว่ยฉางอันตบไหล่เขาแล้วยิ้ม
“ดีจะตายไป! เฉินชวนน่ะเป็นเด็กในสังกัดของสถานีเราเอง เมื่อกี้เขาบอกว่าเขาสามารถจัดการให้ได้ใบอนุญาตพำนักระยะยาวในศูนย์กลางเมืองก็ไม่ได้พูดเกินจริงเลย”
ไช่ซื่อเงยหน้าขึ้น
“พี่เว่ย หมายความว่า...?”
“ตั้งใจให้มาก อย่าให้เฉินชวนดูถูกเอา ที่ศูนย์กลางเมืองนั่นแหละคือที่ที่พวกเราควรไปให้ถึงในอนาคต”
(จบบท)