- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 351 กลับบ้าน
บทที่ 351 กลับบ้าน
บทที่ 351 กลับบ้าน
หลังจากออกจากอาคารลี้ลับแล้ว เฉินชวนก็ตรงขึ้นสะพานยกระดับขับรถไปกว่าชั่วโมงก็มาถึงจุดตรวจที่ทางออกเมือง
อุปกรณ์หยินหยางสว่างวูบหนึ่งตรงจุดตรวจ แต่เขาผ่านได้โดยไม่ต้องจอด ตรวจสอบเสร็จสิ้นและมุ่งหน้าสู่นอกเมือง แสงไฟที่สว่างไสวของศูนย์กลางเมืองก็ค่อยๆจางหายไปข้างหลัง
ด้านหน้ามืดมิดมีเพียงไฟถนนที่ส่องให้ทางข้างหน้าสว่างขึ้น เขาเลือกออกเดินทางในเวลาตีหนึ่งเพื่อให้เช้าวันรุ่งขึ้นสามารถถึงหยางจือได้ทันที
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา อุปกรณ์หยินหยางมีเสียงซ่าเล็กน้อยแล้วก็เงียบไปโดยไม่มีเสียงใดอีก เขาจึงถอดมันออกและใส่ลงกล่องที่เตรียมไว้ข้างตัวก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดช่องวิทยุ
ช่วงเวลานี้มีแต่ช่องรายการเที่ยงคืนของศูนย์กลางเมืองหรือไม่ก็ช่องของทีมติดอาวุธในเขตป่า ส่วนใหญ่เป็นเพลงแนวเมทัลหนักๆบางครั้งก็แทรกด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน
เขาฟังแล้วรู้สึกหนวกหูจึงหมุนเปลี่ยนช่องทันที แต่ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรวิทยุช่วงนั้นมีแต่เสียงซ่าอย่างเดียว หมุนช่องยังไงก็ไม่มีเสียงอื่นออกมา
และในตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกเหมือนมีใครสักคนอยู่บนเบาะหลัง
ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งไม่แม้แต่จะมองกระจกหลังยังคงหมุนช่องต่อไป ไม่นานนักก็มีเสียงเพลงจังหวะเร็วที่ฟังดูปกติดังขึ้นมาเป็นช่องของด่านตรวจถนนหลวงแห่งชาติ ซึ่งทั้งทางมีแต่เพลงประเภทนี้และการแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัย
เมื่อเสียงเพลงนี้ดังขึ้น ความรู้สึกแปลกๆก็หายไปพร้อมกัน เขาเงยหน้าขึ้นมองกระจกอีกครั้งที่เบาะหลังก็ยังคงว่างเปล่า
ตอนออกจากบ้านเขามาคนเดียว แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ดังนั้นที่รู้สึกได้เมื่อครู่น่าจะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังเข้าสู่ขีดจำกัดที่สาม
ตามการศึกษาวิจัยพิเศษปรากฏการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ มักจะโผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัว และซึมซาบเข้ามาในชีวิตของนักต่อสู้ จึงไม่แปลกที่บางคนจะโดนเล่นงานจนสภาพจิตใจผิดปกติ
กลุ่มคนพวกนี้โดยพื้นฐานก็ไวต่อสิ่งเร้าและระแวดระวังอยู่แล้ว พอเจออะไรแบบนี้เป็นระยะๆก็ย่อมมีโอกาสเสียศูนย์ได้ง่าย
ในตำราได้บอกไว้ว่า
“ยิ่งใส่ใจสิ่งเหล่านี้ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรรักษาจิตมั่น ไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้น ไม่นานความประหลาดจะพ่ายแพ้ไปเอง”
ในมุมมองของเขาตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นหลังประสบความสำเร็จ จิตและพลังยังไม่เต็มเปี่ยม แต่กลับสามารถสัมผัสได้มากกว่าคนทั่วไปจึงถือว่าเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด หากค่อยๆฝึกฝนจิตให้แข็งแกร่งจนเต็มเปี่ยม เมื่อถึงตอนนั้นทุกสิ่งย่อมไม่สามารถสั่นคลอนได้อีก
แต่อย่างไรก็ตามนักต่อสู้ที่เน้นเพียงร่างกายไม่น่าจะมีปัญหานี้ มีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นหรือฝึกฝนจิตใจเท่านั้นที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้เป็นประจำ
แต่ถ้าอยากจะก้าวขึ้นไปยังไงก็ต้องเดินผ่านเส้นทางสายนี้ให้ได้
การค่อยๆสร้างพลังเลือดเนื้อก่อนแล้วค่อยก้าวต่อก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน
ขณะนี้เขาหันไปมองเบาะข้างคนขับเห็นว่าเจ้าเชาหมิงที่เดิมทีนอนคว่ำอย่างร่าเริงอยู่บนเบาะ กลับเงียบสนิทและหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขายิ้มเล็กน้อยแล้วปรับเสียงเพลงให้เบาลง ฟังทำนองที่นุ่มนวลแล้วค่อยๆขับรถต่อไปตามถนน
ห้าชั่วโมงต่อมาเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเช้า แสงอาทิตย์สีแดงส้มโผล่พ้นขอบฟ้าด้านหนึ่ง แสงสว่างจ้าส่องกระทบตัวรถ บนถนนใหญ่ที่กว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด มีเพียงรถของเขาที่วิ่งอยู่ ดูราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวในภาพนิ่ง
เจ้าเชาหมิงส่งเสียงแหลมพร้อมลืมตาตื่น มันร้องรับแสงอาทิตย์แล้วก็ปีนขึ้นมานั่งบนเบาะข้างคนขับอย่างตื่นเต้นมองไปรอบๆอย่างสนอกสน
ไม่นานรถของบริษัทเจียเต๋อก็มาถึงจุดตรวจสุดท้ายและค่อยๆชะลอหยุดเลยจุดนี้ไปก็จะเข้าสู่พื้นที่ของเมืองหยางจือ
หากจะเข้าเมืองจากหยางจือมายังศูนย์กลางเมืองอาจต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด แต่เส้นทางจากศูนย์กลางเมืองมาที่นี่กลับไม่มีความยุ่งยากมากนัก
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคนหนึ่งเดินเข้ามา เขายื่นบัตรประจำตัวให้ อีกฝ่ายเห็นว่าเขาสวมเครื่องแบบของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ พอรับบัตรไปตรวจสอบแล้วก็ยืนตรงทำความเคารพส่งบัตรคืนมาและพูดว่า
“เจ้าหน้าที่เฉิน ด้านหน้าคือเมืองหยางจือ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ”
เฉินชวนรับบัตรพยักหน้าเบาๆแล้วพูดว่า
“ขอบคุณครับ”
เขาสตาร์ทรถอีกครั้งออกจากจุดตรวจและขับต่อไปตามถนน ราวเจ็ดโมงเช้าเศษในที่สุดเขาก็เข้าสู่พื้นที่ของเมืองหยางจือ
มองดูต้นไม้และอาคารที่คุ้นตารอบตัว ผู้คนที่เริ่มทยอยออกมาในยามเช้า แม้ที่นี่จะไม่รุ่งเรืองสูงส่งเท่าศูนย์กลางเมือง แต่กลับให้ความรู้สึกใกล้ชิดที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้
เมื่อกลับมาถึงที่นี่ เขาก็เกิดความรู้สึกอยากจะไปเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าๆที่เคยไปเยือน มองดูผู้คนและสิ่งของที่ไม่ได้พบกันเนิ่นนาน
เขาเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อยหลังจากขับต่ออีกครึ่งชั่วโมง รถก็เข้ามาถึงย่านที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ในเขตสถานีตำรวจและหยุดอยู่หน้าด่านตรวจด้านนอก
ก่อนจะมาเขาโทรมาล่วงหน้าแล้ว อีกทั้งวันนี้เป็นวันหยุดพักงานทุกคนน่าจะอยู่บ้านกัน
เขาเปิดประตูรถลงมาจัดเครื่องแบบให้เรียบร้อย มองดูตรอกซอยและอาคารที่คุ้นตาเบื้องหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เดินไปที่ด้านหลังรถหยิบกระเป๋าเดินทางออกมาแล้วเรียกเจ้าเชาหมิง เจ้าตัวส่งเสียงแหลมทีหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นมาบนไหล่ของเขา หันซ้ายหันขวาอย่างตื่นเต้น
พอดีกับที่ทีมรักษาความปลอดภัยของสถานีตำรวจเดินผ่าน คนหนึ่งเห็นเขาเข้า ก็พูดขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่า
“เฉิน...น้องเฉิน?”
เฉินชวนมองไปเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยลาดตระเวนย่านนี้เป็นประจำจึงพยักหน้าตอบบ
“พี่หวัง ใช่ครับ ผมเอง”
“เป็นน้องเฉินจริงๆด้วย!” พี่หวังแสดงท่าทีดีใจ
“ดูเครื่องแบบชุดนี้สิ โอ้โห เกือบจำไม่ได้เลยนะนี่...กลับมาจากศูนย์กลางเมืองเหรอ?”
เฉินชวนตอบว่า
“ใช่ครับ สถาบันปิดเทอมเลยกลับมาเยี่ยมคุณน้ากับคุณน้าเขยหน่อย”
พี่หวังว่า
“กลับมาเยี่ยมบ้านตระกูลเหนียนสินะ ดีๆ...”
เฉินชวนลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปด้านใน เสียงพูดคุยของเหล่าเจ้าหน้าที่ที่เพิ่งพบเขายังคงดังตามหลังมา
“ฉันบอกพวกแกแล้ว นั่นแหละน้องเฉิน ที่ปีที่แล้วสอบเข้าศูนย์กลางเมือง สถาบันหลักของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ได้ เป็นหลานของหัวหน้าหน่วยเหนียนนั่นแหละ”
“นั่นน่ะเหรอ โอ้โห ดูดีมากเลยนะ ตอนเดินผ่านมาฉันยังรู้สึกแทบหายใจไม่ออกเลย ออร่าที่ปล่อยออกมายังกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเลย ขนาดหัวหน้าสถานีตรวจการณ์ยังไม่ดูดีขนาดนี้”
“นักต่อสู้ที่สอบเข้าศูนย์กลางเมืองได้จะเป็นคนธรรมดาได้ยังไง? ปีที่แล้วน้องเฉินคนนี้เล่นเอาหัวหน้าสถานีตรวจการของเราเป็นปลื้มใหญ่ ดูชุดที่ใส่นี่สิ แปดเก้าส่วนว่าต้องมีตำแหน่งในสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษที่ศูนย์กลางเมืองแน่นอน”
“เขาไม่ได้ไปเรียนเหรอ?”
“โง่หรือเปล่า? อาจารย์ของสถาบันอู่ยี่ยังมีตำแหน่งที่สำนักจัดการได้เลย แล้วทำไมนักศึกษาสถาบันหลักจะไม่มีได้ล่ะ?”
“ตำแหน่งงานในศูนย์กลางเมืองสินะ……”
เจ้าหน้าที่หลายคนต่างอิจฉากันยกใหญ่ ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยไปศูนย์กลางเมือง แต่ก็ใฝ่ฝันอยากไปกันทั้งนั้น ทว่าทุกคนก็รู้ดีว่าหากไม่มีสถานะอย่างเป็นทางการ การไปที่นั่นก็ไม่ต่างกับไปลำบาก
ขณะเดียวกันตอนที่เฉินชวนเดินผ่านตรอกคนแถวบ้านก็สังเกตเห็นเขา
“เสี่ยวชวน? ใช่เสี่ยวชวนใช่มั้ย?”
เฉินชวนยิ้มตอบกลับ
มีคนพูดขึ้นว่า
“อย่าเรียกเสี่ยวชวนเลย ดูเครื่องแบบ ดูบุคลิกตอนนี้ เขามีตำแหน่งแล้วในศูนย์กลางเมือง ต่อไปต้องเรียกว่าเจ้าหน้าที่เฉินสิ”
“ถึงจะเป็นเจ้าหน้าที่ ก็ยังเป็นเด็กที่พวกเราดูแลมากับตาจะให้เรียกยังไงก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ……”
เด็กฉลาดคนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งจากพ่อแม่ รีบวิ่งไปที่หน้าบ้านของเหนียนฟู่ลี่ แล้วพูดว่า
“ลุงเหนียน! พี่ชวนกลับมาจากศูนย์กลางเมืองแล้ว!”
แกร๊ก ประตูเปิดออกทันที จากนั้นเหนียนฟู่ลี่และอวี้หว่านจูงมือเหนียนโม่กับเหนียนลู่เดินออกมาจากข้างใน ดูท่าว่าครอบครัวนี้คงรออยู่ก่อนแล้ว พอได้ยินข่าวก็รีบออกมา
เฉินชวนมองไปเห็นว่าไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน เหนียนฟู่ลี่ดูอ้วนขึ้นเล็กน้อย ส่วนคุณน้าก็ยังเหมือนเดิม เด็กสองคนกลับดูโตขึ้นชัดเจน ทั้งสี่คนแต่งตัวใหม่เอี่ยมกันทั้งบ้าน
เขาปล่อยมือจากกระเป๋าเดินทาง เดินเข้าไปตรงหน้าพูดกับเหนียนฟู่ลี่และอวี้หว่านว่า
“ผมกลับมาแล้วครับ”
อวี้หว่านรีบกุมมือเขาไว้ มองดูเขาอย่างละเอียดแล้วช่วยปัดรอยยับบนชุดให้ด้วย แววตาเริ่มแดงเรื่อเล็กน้อย
เฉินชวนยกมือวางบนไหล่ของอวี้หว่านพูดอีกครั้ง
“คุณน้า ผมกลับมาแล้วครับ”
อวี้หว่านใช้หลังมือเช็ดหางตา พยักหน้ารัวๆ
เหนียนฟู่ลี่พูดว่า
“เมื่อวานพอรู้ว่าแกกำลังจะกลับมา น้าของแกพลิกตัวไปพลิกตัวมาทั้งคืน นอนไม่หลับเลย บ่นตลอดว่าเมื่อไหร่จะมาถึง ฉันก็บอกว่าใจเย็นๆ”
อวี้หว่านพูดว่า
“ฉันไม่ได้เร่ง ฉันแค่คิดถึงเท่านั้นเอง”
เธอมองเขาแล้วพูดว่า
“ดูสิ สูงขึ้นอีกแล้ว ผอมลงนิดหน่อย แต่ดูมีพลังดีขึ้นกว่าเดิมนะ”
“พี่ชาย กลับมาแล้ว!”
เหนียนโม่กับเหนียนลู่วิ่งเข้ามาทัก แต่ความสนใจส่วนใหญ่ของทั้งคู่กลับไปอยู่ที่เชาหมิงดวงตาเป็นประกายทันที เจ้าเชาหมิงเองก็ไม่กลัวเลย ร้องเสียงใสใส่พวกเขา เด็กทั้งสองก็ร้อง
“ว้าววว!” ออกมาพร้อมกัน
เหนียนลู่เงยหน้าถามว่า
“พี่ชาย หนูจับมันได้ไหม?”
เฉินชวนยิ้มแล้วพูดกับเชาหมิงว่า
“ไปเล่นกับพวกเขาเถอะ”
เจ้าเช้าหมิงฉลาดมากเข้าใจทันที กระโดดลงจากบ่าเขาไปหาสองเด็กน้อย เด็กทั้งคู่ร้อง
“ว้าว!” รับมันไว้ด้วยความดีใจ
เหนียนฟู่ลี่มองแล้วถามอย่างแปลกใจว่า
“เสี่ยวชวน ตัวที่แกพากลับมานี่คืออะไร?”
เฉินชวนตอบว่า
“นี่คือนกกิ้งก่า เป็นสัตว์ที่เพาะพันธุ์ขึ้นในศูนย์กลางเมือง ฉลาดมาก เฝ้าบ้านได้ แต่ตอนนี้ยังตัวเล็กอยู่”
เหนียนฟู่ลี่พยักหน้าบอกว่า
“เฝ้าบ้านได้ก็ดี แกอยู่คนเดียวในศูนย์กลางเมืองต้องระวังไว้บ้าง ถึงจะเก่งแค่ไหนก็อย่าไว้วางใจเกินไปนัก”
เฉินชวนพยักหน้ารับเห็นด้วย
“น้าเขยพูดถูกครับ”
อวี้หว่านรีบผลักสองคนเบาๆ
“ข้างนอกแดดแรง ไปคุยกันข้างในเถอะ”
เฉินชวนตอบตกลงแล้วเดินเคียงข้างครอบครัวคุณน้าเข้าไปในบ้าน ขณะที่น้องชายกับน้องสาวต่างวิ่งเล่นกระโดดไปพร้อมกับเช้าหมิง พร้อมตะโกนอย่างร่าเริง
“พี่ชายกลับมาแล้ว! พี่ชายกลับมาแล้ว!”
(จบบท)