- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 346 ทำลายมายา
บทที่ 346 ทำลายมายา
บทที่ 346 ทำลายมายา
พูดคุยกันเล็กน้อยอาจารย์ไป๋ก็รอให้เฉินชวนสวมเสื้อคลุมเรียบร้อยแล้วเดินกลับพร้อมกัน พลางถามว่า
“นักศึกษาเฉิน เดี๋ยวจะไปดูการแข่งขันที่เวทีประลองต่อหรือเปล่า?”
เฉินชวนส่ายหน้า
“ไม่ค่อยมีอารมณ์แล้วครับ”
“ก็จริง เธอไม่จำเป็นต้องดูพวกนั้นแล้ว”
อาจารย์ไป๋หัวเราะเบาๆแล้วกล่าวว่า
“งั้นเธอกลับไปพักก่อนก็ได้ ถ้าวันหลังเธอสนใจ แวะมาเรียนในชั้นของฉันได้นะ ฟรีแน่นอน ฉันไม่กล้าบอกว่าจะสอนอะไรให้เธอได้มากมาย แต่บางทีอาจจะให้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างก็ได้นะ”
เฉินชวนตอบอย่างจริงใจว่า
“ขอบคุณมากครับ อาจารย์ไป๋”
นักสู้ขีดจำกัดที่สามต่างก็มีแนวทางของตัวเอง ซึ่งมีเพียงในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เขาจะสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขนาดนี้
สายตาอาจารย์ไป๋เต็มไปด้วยความชื่นชม ต้องบอกว่าเขาไม่ใช่สายสู้จริงๆ หากขึ้นเวทีต่อสู้กับเว่ยอู่เซิงก็คงแพ้แน่นอน อย่างเก่งก็คงแค่ยันไว้ไม่ให้แพ้ขาดเท่านั้น
แต่เฉินชวนต่างออกไป เขาใช้กำปั้นซัดเว่ยอู่เซิงตายจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นคืออายุยังไม่ถึงยี่สิบ แต่มีฝีมือขนาดนี้ ผลงานแบบนี้
ถึงอย่างนั้นเฉินชวนก็ยังถ่อมตัวและไม่โอ้อวด ซึ่งหาได้ยากมาก หากย้อนกลับไปตอนที่อาจารย์ไป๋อายุเท่านี้ มีความสามารถแบบนั้นเขาคงจะอวดไปทั่วแล้ว
แต่ตอนนี้ยิ่งรู้อะไรมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่กล้าอวดอะไรนัก
เขาถอนหายใจเบาๆ
“นักศึกษาเฉิน งั้นเจอกันคราวหน้า”
เฉินชวนพยักหน้ากล่าวลาูอาจารย์ไป๋ หลังจากอีกฝ่ายจากไปแล้วเขาก็เดินไปอีกทางหนึ่งก่อนจะหยิบค้อนของเว่ยอู่เซิงขึ้นมา สิ่งนี้ถือเป็นของรางวัลจากการต่อสู้ เขาควรจะเก็บกลับไปด้วย
แม้มันจะถือเป็นหลักฐานก็เถอะ แต่สิ่งที่เว่ยอู่เซิงทำไว้ไม่ได้ต้องอาศัยแค่ค้อนนี้มาเป็นพยาน
เจ้าหน้าที่ของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษเห็นเหตุการณ์นั้นแต่ไม่ได้พูดอะไร อีกทั้งเมื่อรู้ว่าเขาจะกลับก็ยังจัดรถมารับส่งให้เป็นพิเศษ
ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งกับผลงานครั้งนี้ของเฉินชวนและกำลังพิจารณาวิธีให้รางวัลแก่เขา
เพราะไม่ว่าอย่างไรเฉินชวนก็ถือเป็นเจ้าหน้าที่สำรองของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ การที่เขาออกหน้าจัดการกับเว่ยอู่เซิงและทำให้กระบวนการทั้งหมดปรากฏอย่างชัดเจนต่อสายตาของชาวเมืองศูนย์กลางถือว่าเป็นการพลิกภาพลักษณ์ที่ติดลบของสำนักงานได้โดยสมบูรณ์
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือเฉินชวนตอนนี้ได้กลายเป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สามแล้ว เขาไม่ใช่แค่นักศึกษาธรรมดาอีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉินชวนเป็นผลผลิตจากระบบการฝึกของรัฐ และสามารถเข้าสู่ขีดจำกัดนี้ได้ก่อนอายุยี่สิบ ใครเห็นก็รู้ว่าเขามีอนาคตไกลอย่างไร้ขอบเขต สามารถไปได้ทุกที่ที่ต้องการ
พูดเกินจริงก็คือมีคนมากมายแย่งตัวเขาแน่ๆ ดังนั้นจำเป็นต้องมอบรางวัลและสิทธิประโยชน์ให้มากพอเพื่อแสดงว่าเขาเป็นคนที่สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษส่งไปกำจัดเว่ยอู่เซิง
หลังจากเฉินชวนนั่งรถกลับมหาวิทยาลัย เขาพบว่าในอุปกรณ์หยินหยางมีข้อความเสียงเข้ามาจำนวนมาก เขาเปิดข้อความหนึ่งขึ้นมาก็ได้ยินเสียงของอู๋เป่ยที่ตื่นเต้นสุดขีด
“สุดยอดมาก! รู้ไหม ตอนนั้นผมแทบอยากเอาค้อนทุบหัวตัวเองหลายทีเลย…”
นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋เป่ยได้เห็นการต่อสู้ของนักสู้ขีดจำกัดที่สามแบบสดๆครบทั้งกระบวน โดยใช้การปรับความถี่ของสนามเพื่อถ่ายทอดมุมมองจากสายตานักสู้แบบเต็มๆ บอกเลยว่าตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ
เฉินชวนฟังจบแล้วเปิดอีกข้อความ เป็นของพานเสี่ยวเต๋อ
“ถ้าฉันไปถึงขีดจำกัดที่สามเมื่อไหร่ ต้องกลับมาประลองกับนายอีกแน่นอน”
ต่อจากนั้นก็มีอีกหลายคนที่เคยติดต่อกันไว้ส่งข้อความเข้ามา แม้แต่โฉวหานตันก็ส่งมาว่า ทางสำนักอสรพิษลึกลับมีบริการเฉพาะสำหรับนักสู้ขีดจำกัดที่สามและยินดีให้เขาใช้ฟรีหลายครั้ง
ในตอนนั้นเองเฉินชวนก็พบว่ามีเงินก้อนใหญ่โอนเข้าบัญชีของเขา
พร้อมกับมีข้อความจากถานจื้อว่า
“เงินรางวัลนี้เป็นของนาย เพราะนายเป็นคนที่ฆ่าเว่ยอู่เซิง ทีมที่ตั้งค่าหัวเห็นพ้องต้องกันว่าให้นายได้รับมันทั้งหมด แล้ว...ครั้งก่อนที่เจอเว่ยอู่เซิง นายเป็นคนช่วยพวกเราไว้ใช่ไหม?”
เฉินชวนตอบกลับไปว่า
“ตอนนั้นฉันแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ”
ไม่นานถานจื้อก็ส่งข้อความกลับมาอีกว่า
ยังไงก็ต้องขอบคุณนายจริงๆ”
ระหว่างที่เฉินชวนเดินทางกลับ ผลจากการที่เขาใช้กำปั้นฆ่าเว่ยอู่เซิงไม่ได้หยุดแค่การฉายที่เวทีประลอง มันถูกบันทึกไว้และถูกแพร่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่องทางช่องทางต่างๆจนผลกระทบขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ในจุดสังเกตการณ์แห่งหนึ่ง อันเฉิงเฝ้ามองภาพทั้งหมดจบลงอย่างนิ่งงัน เขาอธิบายความรู้สึกในใจตัวเองไม่ได้ เฉินชวนกลายเป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สาม ซึ่งหมายความว่าเขาหลุดจากตำแหน่งผู้เข้าชิงตำแหน่งเดียวกันกับเขาไปแล้ว ไม่ต้องแข่งขันกันอีก แต่เขากลับรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ประลองกันด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเสียงเรียกเข้าจากอุปกรณ์หยินหยางดังขึ้น เขามองดูแล้วกดรับ
“ซุนเหรา?”
เสียงของซุนเหราดังขึ้น
“นายก็เห็นแล้วใช่ไหม?”
“เห็นแล้ว” อันเฉิงตอบ
ซุนเหราพูดว่า
“อย่าคิดมากเลย บางคนเกิดมาก็แตกต่างอยู่แล้ว”
อันเฉิงรู้สึกแปลกใจ
“นี่นายปลอบใจฉันเหรอ?”
“เปล่า ฉันแค่บอกให้นายยอมรับความจริงเท่านั้น”
อันเฉิงยิ้มแหยๆ แต่นั่นกลับทำให้เขารู้สึกว่า…แบบนี้แหละปกติที่สุด
ซุนเหราพูดต่อว่า
“รู้ความจริงเร็วหน่อยไม่ใช่เรื่องแย่ สำนักงานคงจะจัดตำแหน่งถาวรให้เฉินชวนเร็วๆนี้ แล้วก็คงเลือกนักศึกษาใหม่มาแทนตำแหน่งเขา นายอย่าปล่อยให้หน้าใหม่แซงไปอีกล่ะ”
อันเฉิงหัวเราะเย็นชา
“ฉันจะถูกเด็กใหม่แซงเหรอ?”
แต่หลังวางสายไปเขากลับรู้สึกใจไม่ค่อยมั่น
เพราะความสามารถน่ะ มันไม่มีเหตุผลแน่ชัดหรอก ถึงแม้เขาจะวางท่าแข็งแกร่งต่อหน้าซุนเหรา แต่ถ้าโผล่มาอีกคนแบบเฉินชวน เขาก็เริ่มจะไม่แน่ใจกับตัวเองแล้วจริงๆ
…
ใจกลางเมือง เขตใต้ดินบางแห่ง
ในอาคารสองชั้นที่สร้างขึ้นด้วยเศษเหล็กเก่าและแผ่นไม้เกรดต่ำ ลู่เคอกำลังเช็ดอุปกรณ์ออกกำลังกายภายใต้แสงไฟเก่าคร่ำคร่า
จู่ๆหน้าจอฉายภาพที่ไม่เป็นระเบียบบริเวณหน้าต่างก็สว่างขึ้น
เขาไม่อาจห้ามความสนใจรีบถือของเดินไปที่หน้าต่าง แล้วเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย
ในฐานะผู้อยู่อาศัยเขตล่าง ต่อให้มีอุปกรณ์หยินหยางก็ไม่สามารถรับข้อมูลจากใจกลางเมืองผ่านช่องทางปกติได้ เพราะศูนย์กลางเมืองปิดกั้นสนามชีวภาพในตำแหน่งใต้ดินทั้งหมด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขตล่างจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง บางข้อมูลสำคัญก็ยังถูกผู้แทรกซึมชีวภาพบางคนใช้เทคนิคพิเศษถ่ายทอดเข้ามาได้
ผู้แทรกซึมชีวภาพเหล่านี้หลายคนทำงานให้แก๊งหรือกลุ่มในเขตล่าง แต่ก็มีบางคนที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน คอยแชร์ข้อมูลที่ตนได้รับให้กับชาวเขตล่าง
คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “ผู้จุดตะเกียง” ซึ่งน่าขันตรงที่ไม่มีใครจากศูนย์กลางเมืองมาห้ามการกระทำของพวกเขา แต่พวกเขากลับต้องหนีการไล่ล่าจากผู้แทรกซึมชีวภาพของกลุ่มอิทธิพลในเขตล่างเสียเอง
เหมือนกับกรณีที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในตอนนี้
ลู่เคอแรกเริ่มแค่รู้สึกสงสัย เพราะเขาไม่ได้สนใจเรื่องในศูนย์กลางเมืองเท่าไร แต่เมื่อเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และเห็นคนในภาพเขาก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา
“อาจารย์! เป็นเฉินชวน! เป็นเฉินชวนจริงๆ!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ห้องถูกเปิดออกโดยอวี๋กัง เขาเดินเข้ามาพร้อมไม้เท้า ขาข้างหนึ่งของเขาถูกแทนที่ด้วยร่างแฝงชีวภาพ อีกข้างหนึ่งยังว่างเปล่า มือก็มีเพียงแขนเดียว อีกข้างยังเป็นแขนเสื้อเปล่า
เขาเดินมาถึงหน้าต่างมองดูภาพเหตุการณ์บนหน้าจอแล้วกล่าวอย่างสะเทือนใจว่า
“ใช่ เขานั่นแหละ”
ลู่เคอพูดด้วยความตื่นเต้น
“พี่สาวไม่เคยเชื่อว่าเฉินน้องชวนเก่งอย่างที่ผมพูด ทีนี้คงจะเลิกหาว่าผมโม้เสียที”
เขาจ้องภาพที่เฉินชวนปัดรถยนต์ที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดาย และฉากต่อสู้ที่รวดเร็วและรุนแรงราวกับภาพในนิยาย
“อาจารย์ พลังทำลายแบบนี้...เขาเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามแล้วใช่ไหม?”
อวี๋กังตอบเสียงหนักแน่น
“เข้าสู่ขีดจำกัดที่สามแล้วแน่นอน”
เขาเงยหน้ามองภาพในจอ พลางคิดในใจว่า...บางที อาจจะไม่ใช่แค่ขีดจำกัดที่สามธรรมดา
ลู่เคอแตะอุปกรณ์หยินหยาง
“ต้องส่งให้พี่สาวดูแล้ว”
พูดจบก็วางของในมือแล้วรีบวิ่งตึงตังลงไปข้างล่างทันที
...
หลังจากรถจากสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษส่งเฉินชวนกลับถึงมหาวิทยาลัย เขาก็กลับห้องพักไปอาบน้ำล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตัดสินใจจะไปที่ภูเขาโม่เถี่ย
เพราะแม้จะก้าวเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามแล้ว แต่ในใจเขายังมีคำถามบางอย่างที่ต้องการคำตอบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเขาออกจากห้องอีกครั้ง ขับรถของบริษัทเจียเต๋อมุ่งหน้าไปยังสวนตระกูลเฉา
ครั้งนี้ลุงติงมีท่าทีแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง หากครั้งก่อนเขามองเฉินชวนเป็นแค่แขกธรรมดาคนหนึ่ง พูดจาอย่างมีมารยาทแต่ก็มีระยะห่างเล็กน้อย ครั้งนี้เขากลับให้การต้อนรับอย่างเคารพและท่าทีอบอุ่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อไปถึงภายในเฉินชวนได้พบกับเฉากุยซีซึ่งเชิญเขานั่งลง จากนั้นก็ให้ลุงติงไปชงชา แล้วพูดว่า “ฉันเพิ่งดูการต่อสู้ของนาย จังหวะที่เข้าสู่ขีดจำกัดที่สามได้แล้วแสดงพลังออกมาแบบนั้น แสดงว่าพรสวรรค์ของนายสูงกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
เฉินชวนกล่าวว่า
“รุ่นพี่ ถึงแม้ผมจะเข้าสู่ขีดจำกัดนี้ได้แล้ว แต่กลับมีคำถามในใจมากขึ้นกว่าเดิม ผมอยากปรึกษาว่าควรเดินต่อไปทางไหนดี”
เฉากุยซียิ้ม
“ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้มีเวลาค่อยๆคุยกัน นายทะลวงเข้าสู่ขีดจำกัดที่สามด้วยวิธีแบบโบราณ งั้นนายพอจะรู้แนวคิดเก่าๆที่ใช้ในการฝึกต่อสู้บ้างหรือเปล่า?”
เฉินชวนพยักหน้า
“อาจารย์คนหนึ่งของผมเคยอธิบายไว้ว่า ถ้าใช้คำเรียกแบบยุคเก่า ระดับแรกจะเรียกว่า ‘การบ่มเพาะแก่นแท้’ ระดับที่สองคือ ‘รักษาพลังชีวิต’”
เฉากุยซีพยักหน้า
“พูดได้ดี แสดงว่าอาจารย์คนนั้นเข้าใจวิธีการในยุคเก่า และเมื่อถึงระดับที่สาม ในคำศัพท์โบราณจะเรียกมันว่า ‘ทำลายมายา’”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“นักสู้ที่ไปถึงระดับนี้ หากมีพรสวรรค์มากพอจะสามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ได้ยินสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน สัมผัสสิ่งที่คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้
สิ่งที่พวกเขาเห็นมักจะพลิกโฉมความเข้าใจเดิมๆ จนในอดีตคนเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นผู้สื่อสารกับเทพเจ้า นั่นคือเหตุผลที่นักสู้ในอดีตบางคนถึงได้เข้าไปเกี่ยวพันกับลัทธิลับและกลุ่มลัทธิอันตรายอยู่บ่อยๆ”
เฉินชวนได้ยินดังนั้นใจพลันสะท้าน เขานึกถึงภาพแปลกประหลาดที่ตนเคยเห็นก่อนหน้านี้ ชัดเจนว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่รุ่นพี่พูดถึงนี่เอง
(จบบท)