เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 342 ชัยชนะจากการต่อสู้ ไยต้องพึ่งอาวุธ

บทที่ 342 ชัยชนะจากการต่อสู้ ไยต้องพึ่งอาวุธ

บทที่ 342 ชัยชนะจากการต่อสู้ ไยต้องพึ่งอาวุธ 


ภายในรถโดยสารอาจารย์ไป๋มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาสังเกตเห็นว่าเว่ยอู่เซิงเหมือนตั้งใจจะเคลื่อนเข้ามาทางนี้จึงยกมือขึ้นคลายปกเสื้อเล็กน้อย

แม้การจับกุมเว่ยอู่เซิงจะไม่ใช่หน้าที่ของเขา และเขาเองก็ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่ง แต่การที่เว่ยอู่เซิงเดินมาทางนี้...นั่นมันดูหมิ่นกันเกินไปหรือเปล่า?

ขณะนั้นเองเขารู้สึกถึงบางอย่างจึงหันมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเสาไฟ มือทั้งสองสอดกระเป๋ากางเกง แต่เมื่อสบตากันชายคนนั้นก็ยิ้มมุมปากหนึ่งทีก่อนจะหายตัวไป

แววตาของอาจารย์ไป๋หรี่ลง คนผู้นั้นชัดเจนว่าเป็นยอดฝีมือระดับขีดจำกัดที่สาม แต่กลับไม่ทราบว่าเป็นใคร น่าจะเป็นพวกของเว่ยอู่เซิงก็เป็นได้

ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจอีกแล้ว เขาจึงรีบบอกนักศึกษาในรถว่า

“รถโดยสารคันนี้ได้รับการดัดแปลงมา ทุกคนอยู่ในรถอย่าออกจากระยะสายตาของฉัน”

ในเวลาเดียวกันนั้นเองคลื่นทำลายที่พัดมาจากการต่อสู้เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนเหลือระยะห่างแค่ราวสิบเมตรก็เกิดเสียง “โครม” ขึ้น

พร้อมกับฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เสียงกระทบกันของ ดาบเสวี่ยจวินกับค้อนก็ดังขึ้น และแรงโจมตีนั้นก็ถูกหยุดไว้ได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อฝุ่นละอองค่อยๆจางลง ร่างของทั้งสองคนก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน เฉินชวนและเว่ยอู่เซิงยืนประจันหน้ากันอยู่ ดาบและค้อนประทะกันเหมือนสัตว์สองชนิดที่กำลังงัดข้อกัน

ครู่ต่อมาเสียงโลหะเสียดสีก็ดังขึ้นจากจุดที่ดาบและค้อนสัมผัสกัน และมีอาการสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองก็ผลักแยกออกจากกันถอยหลังไปคนละทิศ ลงพื้นแล้วใช้แรงส่งพาตัวออกไปอีกหลายก้าว

แม้ดูเหมือนจะเป็นแค่การถอยเพื่อเว้นระยะ แต่มันเกิดขึ้นภายใต้แรงปะทะและความเร็วที่รุนแรงจนทั้งสองคนถอยไปไกลถึงหลายสิบเมตร

ในเวลานั้นเองพื้นที่ที่พวกเขาเพิ่งต่อสู้ผ่านก็เกิดเสียง เอี๊ยดๆ แกรกๆ รถตู้คันหนึ่งที่ถูกผ่ากลาง ค่อยๆร่วงหล่นลงมาเสียงโครม ส่วนตัดเรียบสนิทเผยให้เห็นรอยผ่าที่เรียบเนียน

ถัดไปด้านหลังรถโดยสารคันหนึ่งที่ยางสองล้อระเบิดก็เอียงล้มลงด้านข้าง เสียงโครมดังสนั่น พื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน เศษกระจกและข้าวของปลิวกระจัดกระจายเต็มพื้น

เฉินชวนกับเว่ยอู่เซิงต่างจับจ้องกันแน่นิ่งพร้อมกับปรับลมหายใจไปด้วย

แม้จะเป็นการประมือกันเพียงยี่สิบวินาที แต่การเคลื่อนไหวรวดเร็ว การปะทะของพลังและแรงแฝงที่ใช้ผลักและรับต่างทำให้เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ภายในร่างของแต่ละคนต้องทำงานอย่างหนักราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุด พวกเขาจึงใช้ช่วงจังหวะนี้เพื่อปรับจังหวะ

นักศึกษาที่อยู่ในรถต่างมองดูด้วยลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรง แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ไม่ไกลจากสนามรบมากนัก แต่ในฐานะนักศึกษาผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ผ่านสนามมาไม่น้อยก็ยังสามารถพยายามตั้งสติรับชมการต่อสู้อย่างเยือกเย็น

ชื่อเสียงของเว่ยอู่เซิงที่สร้างขึ้นมาตลอดช่วงเวลานี้ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน ส่วนอีกคน...นักศึกษาเฉิน...คนคนนี้แทบไม่ค่อยพูดในแพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัย ภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษนอกจากหน้าตาที่ดูดี

แต่ใครจะคิดว่านักศึกษาที่ดูเงียบขรึมกลับเป็นนักสู้ขีดจำกัดที่สามเช่นกัน!

ถานจื้อยิ่งตกตะลึงจนหัวหมุน รู้สึกมึนงงในสมองถึงกับต้องยกมือกุมศีรษะ แล้วในหัวก็ปรากฏภาพจำบางอย่างที่คล้ายเป็นเศษความทรงจำบนเรือสำราญ...

เขาพึมพำในใจ...หรือว่าคือตอนนั้น...

เฉินชวนถือดาบไว้ทั้งสองมือ ปลายดาบตั้งตรงในแนวกลางลอบจับจ้องเว่ยอู่เซิง หากวัดกันที่พลังล้วนๆ ตอนนี้เขายังเป็นรองอีกฝ่ายอยู่มาก การโจมตีครั้งก่อนอาศัยแรงเสริมจากความเร็วสูงเป็นหลัก ถ้าเป็นการฟันตรงแบบธรรมดาคงไม่มีอานุภาพขนาดนั้น

แม้ว่าในตอนเริ่มความเร็วของทั้งคู่ยังใกล้เคียงกัน แต่ระหว่างการต่อสู้ เขาพบว่าเว่ยอู่เซิงจะยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆตามแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

ไม่...นั่นไม่ใช่การเพิ่มขึ้น แต่เป็นการฟื้นคืนพลังเดิม

นี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ผู้ฝึกฝนพลังแฝงร่างแข็ง โดยทั่วไปจะเข้าสู่สภาพต่อสู้ได้ช้ากว่า แต่ความอึดและการปรับตัวกลับน่าทึ่งมาก

สภาพร่างกายของเขาตอนนี้เริ่มไม่เพียงพอที่จะรับมือศัตรูตรงหน้าแล้ว และหากปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปเขาก็อาจจะกลายเป็นฝ่ายถูกกดดันแทน

ถ้างั้น...

แววตาเฉินชวนวาบขึ้นเล็กน้อย เขานำพาจิตสำนึกสั่งการคลายข้อจำกัดของสภาพร่าง

ชั่วขณะนั้นโลกทั้งใบกลับกลายเป็นภาพคมชัด ทุกการเปลี่ยนแปลงของแสงเงา ทุกเม็ดฝุ่นในอากาศ ทุกเสียงสะท้อนและการเปลี่ยนแปลงรอบกายล้วนถูกจับได้อย่างแม่นยำ

เมื่อจิตเริ่มโฟกัส สมองเขาก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบชะลอความเร็วลง

เขาบิดข้อมือทั้งสอง ยกดาบขึ้นช้าๆขึ้นไปข้างศีรษะ

ในช่วงที่เขาทำท่าทางนี้ โลกภายนอกดูราวกับถูกหยุดนิ่ง เขาเพ่งสายตาไปยังเว่ยอู่เซิง เหยียบเท้าลงพุ่งไปด้านหน้าแล้วลากดาบตวัดขึ้นเฉียงไปด้านบน!

อาจารย์ไป๋ซึ่งคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามอยู่แล้ว แต่จู่ๆเขากลับเห็นภาพตรงหน้าเลือนหาย เสียงกระแทกดังแว่วในหูและพอลืมตาอีกที สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง

เฉินชวนยืนเฉียงตัว ดาบในมือแทงทะลุท้องของเว่ยอู่เซิง ด้านปลายดาบโผล่ออกทางหลังของอีกฝ่าย!

“อะไรน่ะ?!”

อาจารย์ไป๋ตกตะลึงในใจจนเหมือนหัวใจหยุดเต้น ฉากเมื่อครู่มันเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่? เขาแทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเฉินชวนเลย!

บรรดานักศึกษาด้านหลังของเขาก็ส่งเสียงหอบหายใจแรงตามมาด้วยเสียงอุทานตกใจ

เฉินชวนยังคงยืดตัวเฉียง เฝ้ามองร่างสูงใหญ่ของเว่ยอู่เซิง เลือดสีแดงเข้มไหลลงมาจากลำคอของอีกฝ่าย บริเวณอกยังมีบาดแผลยาวเฉียงผ่ากลางหน้าอก

ในการเคลื่อนไหวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น เขาฟันใส่เว่ยอู่เซิงถึงหกครั้ง เดิมทีตั้งใจจะใช้ความเร็วที่ทะลุขีดจำกัดจัดการฟันศีรษะของอีกฝ่ายให้ขาดในพริบตา

เช่นนี้ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามฝึกฝนพลังแฝงร่างแข็งมามากแค่ไหนก็ไม่อาจใช้มันได้เต็มที่

แต่ในจังหวะที่เฉินชวนกำลังจะฟันศีรษะของอีกฝ่ายนั้นเอง เว่ยอู่เซิงก็ระเบิดความเร็วและการตอบสนองออกมาระดับที่สูงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ใช้ค้อนรับการโจมตีไว้ทัน และป้องกันดาบที่ตามมาได้ทั้งหมด เหลือเพียงจังหวะสุดท้ายที่เขาหลบไม่พ้น

หรืออาจจะพูดได้ว่า...เขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น

เฉินชวนสัมผัสได้ว่าดาบถูกพันธนาการไว้ภายในร่างของอีกฝ่ายแล้ว มีแรงต้านทานที่หนึบแน่นล้อมรอบไว้ราวกับถูกกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ภายในยึดตรึงไว้แน่นหนา

ทันใดนั้นเว่ยอู่เซิงยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ท่าทางนั้นดูช้าและมั่นคง แม้แต่นักศึกษาระดับขีดจำกัดที่สองด้านหลังก็ยังมองเห็นกระบวนท่าชัดเจน แต่ในความเป็นจริงเขากลับใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นในการยกค้อนขึ้นสูงเหนือศีรษะ

ชั่วขณะนั้นร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องมาจากด้านหลังทั้งหมด ค้อนในมือดูเหมือนรวมรวมพลังทั้งหมดไว้ในตัวมัน

จากนั้นท่ามกลางช่วงชะงักเพียงครู่เดียวค้อนก็ตกลงมาด้วยแรงกระแทกมหาศาล!

เฉินชวนมองเห็นค้อนกำลังตกลงมาที่หัวของเขา หากไม่ทิ้งดาบและหลบไปในตอนนี้ค้อนนี้ก็จะกระแทกใส่ร่างเขาตรงๆกลายเป็นฉากซ้ำรอยจากวันบนเรือสำราญ

แต่ก่อนที่ค้อนจะฟาดลงมาถึงครึ่งทาง ยังไม่ทันได้ปล่อยพลังทั้งหมด เขาก็บิดเอวและแผ่นหลังกลับขึ้นมา ยกมือกลับขึ้นไปยันรับการโจมตีด้วยพลังแฝงที่ยืดหยุ่นสูงจนสามารถหยุดแรงตกของหัวค้อนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

แม้เขาจะยันไว้ได้ แต่ก็ต้องรับแรงมหาศาลที่เกือบจะบดขยี้ทุกสิ่งลงมา ทว่าเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในร่างเขากลับคอยดึงถ่วงและแยกกระจายพลังนั้นออกไปอย่างเป็นระบบ

เห็นได้ชัดว่าเว่ยอู่เซิงรวมพลังทั้งร่างมาไว้ในครั้งนี้ และเฉินชวนก็ใช้ “เล็กสยบใหญ่” ด้วยการลบล้างพลังอย่างสมบูรณ์ นี่คือผลลัพธ์จากการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ต่อจากนี้เขาเพียงต้องรอจังหวะที่พลังอีกฝ่ายใช้หมดช่องว่างในร่างเปิดเปลือย แล้วจึงเรียกเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ชุดที่ยังไม่ถูกใช้งานในร่างออกมาโจมตีกลับ ไม่ว่าจะเป็นการดึงดาบกลับมาฟันหรือขยายบาดแผลก็ทำได้ทั้งนั้น

แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือกลับ ค้อนนั้นกลับถ่ายทอดพลังแฝงที่ยืดหยุ่นชุดใหม่ตามมาทันที!

สองพลังเชื่อมต่อกันอย่างเหลือเชื่อ แทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน พลังแรกยังไม่จางพลังใหม่ก็มาแล้ว

เฉินชวนต้องรีบนำเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ชุดที่ตั้งใจจะใช้โจมตีกลับมาใช้ต้านแรงนี้แทน

แม้ร่างกายเขาจะยังไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้ตัวเอนลงต่ำและเท้าทั้งสองเริ่มทรุดจมลงไปในพื้น

เขารู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ดี เว่ยอู่เซิงพยายามจะตรึงเขาไว้ที่เดิม หากไม่แก้ไขสถานการณ์นี้เขาอาจถูกฝังลงกับพื้นเหมือนกับเหตุการณ์ที่อสูรตาหลายดวงเคยเจอมาก่อน

ดวงตาเฉินชวนยังสงบนิ่ง มือที่จับ ดาบเสวี่ยจวินพลันสั่นเล็กน้อยและคมดาบในมือนั้นก็เริ่มสั่นไหวเหมือนมีชีวิต

เว่ยอู่เซิงสัมผัสได้ทันที ดาบเล่มนี้ดูเหมือนจะ “ฟื้นคืนชีพ” ขึ้นมาในพริบตา เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ ภายในของเขาเกือบจะควบคุมมันไม่อยู่ราวกับแค่เผลอหลุดมือ มันก็จะหลุดออกไปในทันที

สีหน้าเว่ยอู่เซิงเยือกเย็นลงและในตอนนั้นเอง เขาก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาปล่อยมือจากด้ามค้อน! ทิ้งอาวุธที่ถืออยู่แล้วเหวี่ยงมือทั้งสองเข้าใส่ไหล่ของเฉินชวนแทน

เฉินชวนแววตาเปล่งประกาย รับรู้ถึงสัญญาณอันตราย เขาไม่ได้ฝืนดึงดาบคืนมา แต่ปล่อยมือทั้งสองออกจากดาบ พลิกตัวถอยหลังเล็กน้อย และในเวลาเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างคว้าค้อนของเว่ยอู่เซิงมาแทน ตัวเขาเพียงโยกไหวเล็กน้อยร่างไม่ทันเปลี่ยนท่าก็เคลื่อนตัวออกไปไกลสิบเมตร

เขามองเว่ยอู่เซิงที่ยังยืนนิ่งอยู่ไม่ได้ไล่ตามพร้อมกับมองค้อนในมือ คิดว่าตนเองไม่ถนัดใช้อาวุธแบบนี้จึงโยนมันทิ้งไว้ข้างทาง

เว่ยอู่เซิงยื่นมือไปจับใบดาบแล้วค่อยๆดึงมันออกจากร่างจนหลุดออกมาได้ในที่สุด ก่อนจะโยนทิ้งไปเช่นกัน

บาดแผลที่หน้าท้องที่ถูกแทงทะลุค่อยๆหดตัวจนปิดสนิท ส่วนบาดแผลที่ลำคอและหน้าผากนั้น แม้จะยังมีร่องรอยเลือด แต่ก็แทบมองไม่เห็นรอยแผลแล้ว

เฉินชวนรู้สึกได้ทันที เว่ยอู่เซิงครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนมาก ร่างกายเขามีพลังใหม่เพิ่มเข้ามาอีกสายหนึ่ง พลังสายนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพลังเดิม

มันไม่ใช่การใช้เนื้อเยื่อกลายพันธุ์คนละส่วนแบบที่นักสู้มักทำกัน แต่เหมือนกับภายในร่างเขามี “อีกคนหนึ่ง” อยู่ร่วมด้วย พลังใหม่นั้นไม่ได้ด้อยกว่าพลังหลักเลย

เพียงแต่พลังทั้งสองนี้โดยปกติจะไม่รวมกัน มีเพียงเมื่อถูกคุกคามถึงชีวิตเท่านั้นจึงจะหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว

เฉินชวนถอดหมวกปีกกว้างออกวางไว้บนฝากระโปรงรถ จากนั้นก็คลายกระดุมคอออก ในเมื่ออาวุธใช้ไม่ได้...ก็สู้ด้วยมือเปล่าก็แล้วกัน

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 342 ชัยชนะจากการต่อสู้ ไยต้องพึ่งอาวุธ

คัดลอกลิงก์แล้ว