- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 338 ข่าวสาร
บทที่ 338 ข่าวสาร
บทที่ 338 ข่าวสาร
ในมุมลับแห่งหนึ่งของศูนย์กลางเมือง ภายในอาคารใต้ดินที่กว้างขวางและแข็งแรงมีรังชีวสอดประสานหลายรังแขวนลอยอยู่กลางอากาศ เถาวัลย์หนาแน่นที่พันรอบรังค่อยๆขยายตัวออกไปทุกทิศทางคล้ายตาข่ายที่แผ่คลุมโดยรอบ
ในรังชีวสอดประสานตรงกลาง มีผู้แทรกซึมชีวภาพคนหนึ่งยืนกางแขนขา ภายในร่างของเขามีสายเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ทั้งศีรษะและลำตัว ขณะนี้เขากำลังฉายภาพการเคลื่อนไหวของเว่ยอู่เซิงลงบนม่านแสงที่แผ่ออกมาจากภายในรัง
ชายหลายคนในชุดสูทตะวันตกหรูหราสวมแว่นกันแดดยืนอยู่หน้าแสงจ้านั้น เฝ้าดูภาพเหตุการณ์ขณะเว่ยอู่เซิงฆ่าคนที่ออกมาสู้กับเขาในศาลเจ้าเทพโม๋เสินทีละคน
ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
“พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ดูเหมือนที่ว่ากันว่าเขาสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเองได้ด้วยการฆ่าคู่ต่อสู้นั้นจะเป็นเรื่องจริง ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะครอบครองเคล็ดลับลับเฉพาะของแก๊งเทียนชู่ จากระดับพลังตอนนี้บางทีเขาอาจสามารถทำตามที่เราต้องการได้จริง”
อีกคนเอ่ยว่า
“แต่จากข้อมูลย้อนกลับของสนามชีวภาพ ตอนนี้เขายังไม่ถึงระดับที่เราต้องการ โชคดีที่ยังมีเวลาให้เขาเติบโตได้อีก”
“งั้นก็ปล่อยให้เขาเติบโตต่อไป”
“บรรดานักท่องเที่ยวบนเรือสำราญคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว บางทีพวกนักล่าค่าหัวนั่นแหละอาจจะเหมาะเป็นเป้าหมายถัดไป”
“รู้พิกัดของคนพวกนั้นมั้ย?”
“กำลังตรวจสอบอยู่ อีกไม่นานก็น่าจะได้ผลลัพธ์”
“เร่งมือหน่อย ศึกเวทีประลองจะจัดถึงแค่เดือนกันยายน ช่วงเดือนกว่าๆนี้เหมาะที่สุดแล้วสำหรับการลงมือ”
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนา ผู้แทรกซึมชีวภาพคนหนึ่งในรังชีวสอดประสานพลันส่งสัญญาณแจ้งเตือนและรายงานบางสิ่งแก่หนึ่งในชายกลุ่มนั้น
ชายคนนั้นอ่านข้อความแล้วกล่าวกับคนอื่นว่า “นักล่าค่าหัว ‘จั๋วซือเต้า’ ตอนนี้แอบซ่อนอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตเสินเว่ย จะบอกพิกัดให้เว่ยอู่เซิงเลยมั้ย?”
ชายคนกลางพูดว่า
“บอกไป ให้เขาตัดสินใจเอาเองว่าจะทำยังไง”
จากภาพบนม่านแสงเว่ยอู่เซิงดูเหมือนหยุดเดินในทันที เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอ่านข้อความที่พวกเขาส่งไป แต่ไม่นานเขาก็เงยหน้าขึ้นมาคล้ายกำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเขา
ผู้แทรกซึมชีวภาพในรังชีวสอดประสานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“เว่ยอู่เซิงส่งข้อความมาหาเรา”
ชายผู้เป็นหัวหน้าขมวดคิ้ว พูดเสียงเข้มว่า
“เขาคิดจะทำอะไร? เราบอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าเว้นแต่จะมีเหตุฉุกเฉิน ไม่ต้องส่งข้อความหาเรา”
ผู้แทรกซึมชีวภาพตอบว่า
“เขาบอกว่าอยากรู้เบาะแสของนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่คนหนึ่งชื่อเฉินชวน”
ผู้นำถามว่า
“นักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่? ใช่คนที่อยู่บนเรือสำราญวันนั้นรึเปล่า?”
“ใช่ครับ”
“แล้วหมอนี่มีอะไรพิเศษ?”
“จากที่ตรวจสอบเขามีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่สำรองของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษ และเคยมีผลงานเอาชนะนักสู้ขีดจำกัดที่สามนามว่า ‘ถานหวัง’ ได้”
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้นว่า
“แบบนี้แปลว่าหมอนี่ก็มีฝีมือพอตัวเหมือนกัน ในกรณีของเว่ยอู่เซิงเราเห็นชัดว่าทุกครั้งที่เขาฆ่าคนที่มีค่า พลังของเขาจะเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีต่อพวกเราด้วย งั้นเราก็ควรเคารพความต้องการของเขา”
หัวหน้าพยักหน้า
“งั้นก็ส่งพิกัดของนักศึกษาคนนั้นไปให้เขา”
ผู้แทรกซึมชีวภาพเริ่มค้นหาเส้นทางการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย พวกเขามีบันทึกการติดตามผู้โดยสารจากเรือสำราญวันนั้นเกือบหมด ส่วนใหญ่แค่เรียกข้อมูลก็รู้ทันทีว่าอยู่ที่ไหน
แต่พอถึงคนนี้กลับไม่พบข้อมูลเส้นทางอย่างชัดเจน เพราะจากบันทึกนักศึกษาคนนี้ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในมหาวิทยาลัย
ถ้าเขายังซ่อนตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยอู่ยี่ตลอดนั่นคงเป็นปัญหาไม่น้อย
แต่โชคดีที่พบว่าวันนี้นักศึกษาคนนี้กำลังโดยสารรถโดยสารของมหาวิทยาลัยเพื่อเดินทางไปยังสถานที่จัดเวทีประลอง และจากรายชื่อคำขอเข้าชมสถานที่ดูเหมือนในช่วงเวลานี้เขาน่าจะไปที่นั่นอยู่เรื่อยๆ
สถานการณ์นี้ก็สมเหตุสมผล เพราะศึกเวทีประลองของศูนย์กลางเมืองนั้น แม้แต่พวกเขายังอดใจไม่ไหวต้องแอบแวะดูเป็นบางครั้งการต่อสู้ในช่วงนี้ก็เข้มข้นเป็นพิเศษ
แม้การต่อสู้ของเว่ยอู่เซิงจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่รายละเอียดกลับมองไม่ชัดดูแล้วไม่มีอะไรให้เพลิดเพลิน มีแต่ทำให้คนอยากหลบห่าง
เมื่อทราบพิกัดของเฉินชวนอย่างชัดเจนพวกเขาก็ส่งข้อมูลไปให้เว่ยอู่เซิงทันที
จากนั้นก็เห็นว่าเว่ยอู่เซิงเริ่มขยับตัวอีกครั้ง แขวนค้อนของเขาไว้กับเอวแล้วเดินออกจากศาล
ผู้นำกลุ่มพูดเสริมขึ้นว่า
“บอกเขาไปด้วยว่าเราสนับสนุนเขา จะทำอะไรก็เชิญตามสบาย แต่ขั้นสุดท้ายต้องทำตามที่เรากำหนดไว้เท่านั้น”
ในภาพจากม่านแสงเว่ยอู่เซิงดูเหมือนจะได้ยิน แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน ฝีเท้าที่ก้าวเดินยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกันภายในรังชีวสอดประสานของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษประจำศูนย์กลางเมือง ผู้แทรกซึมชีวภาพคนหนึ่งรายงานขึ้นว่า
“เราเพิ่งได้รับสัญญาณต้องสงสัยหนึ่งชุด ดูเหมือนจะมาจากยอดเขาสีฟ้า”
“ยอดเขาสีฟ้า?”
หัวหน้าหน่วยที่รับผิดชอบเรื่องนี้สีหน้าเปลี่ยนทันที เขารู้ว่าผู้โดยสารบนเรือสำราญทุกคนเป็นใคร และรู้ว่าตู้เกิงจากยอดเขาสีฟ้าคือหนึ่งในเป้าหมายของเว่ยอู่เซิง เขาถามว่า
“ยืนยันได้มั้ย?”
“ยืนยันครับ!”
“ระบุตำแหน่งต้นทางได้หรือเปล่า?”
ผู้แทรกซึมชีวภาพรายงานว่าไม่สามารถระบุได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามใช้ช่องทางสนามชีวภาพที่อยู่นอกการควบคุมและอาจตั้งจุดส่งต่อสนามชีวภาพไว้ภายนอกศูนย์กลางเมืองทำให้ไม่สามารถติดตามได้ในเวลาอันสั้น
หัวหน้าทีมคนนั้นเห็นว่าที่นี่สืบหาอะไรไม่ได้ก็สั่งการทันทีว่า
“รีบให้ทีมที่ประจำการอยู่ใกล้ภูเขายอดฟ้าขึ้นไปตรวจสอบสถานการณ์บนเขาเดี๋ยวนี้!”
จริงๆแล้วก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเสนอจะส่งคนไปคุ้มกันตู้เกิง แต่ศาลเจ้าเทพโม๋เสินปฏิเสธความช่วยเหลือ และเนื่องจากพื้นที่ใกล้ภูเขายอดฟ้านั้นเป็นที่ดินของศาลเจ้าโดยตรง พวกเขาจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ที่จริงพวกเขาก็รู้ดีว่าคนเพียงไม่กี่คนไม่มีทางหยุดเว่ยอู่เซิงได้ หวังได้อย่างมากก็แค่ให้ส่งข่าวออกมาเท่านั้น
แต่ไม่นานก็แทบไม่จำเป็นต้องรอรายงานจากพื้นที่อีก เพราะมีภาพถ่ายสิบกว่าภาพถูกเผยแพร่ไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม เผยให้เห็นสถานการณ์ภายในศาลเจ้าเทพโม๋เสินอย่างชัดเจน
ภายในเวทีประลองกลางศูนย์กลางเมือง เฉินชวนกำลังนั่งอยู่บนแถวที่นั่งระดับกลางในชั้นวงกลม ที่นั่นเป็นที่นั่งพิเศษสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่ เป็นสิทธิประโยชน์จากทางสถาบัน แม้จะไม่มีใครมาใช้ก็จะไม่ถูกมอบให้ใครอื่น
หลังจากเขามาถึงก็พบกับพานเสี่ยวเต๋อและฉีฮุ้ยซิน ทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามส่วนเฉินชวนอยู่ค่อนข้างใกล้กับถานจื้อ อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่สิบที่นั่ง
ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย แต่ละคนมีที่นั่งประจำของตนเอง ห้ามเปลี่ยนที่นั่งตามอำเภอใจ แม้จะนั่งไม่ติดกัน แต่ก็ยังสามารถติดต่อกันผ่านอุปกรณ์หยินหยางได้จึงไม่ใช่ปัญหา
ตลอดช่วงที่ผ่านมาเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝน การออกมาดูการประลองครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพักผ่อนหายาก หลังชมไปราวหนึ่งชั่วโมง เขาก็มีความคิดเห็นในใจอยู่บ้าง
มองจากสายตาของนักสู้ขีดจำกัดที่สองแล้วการประลองครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ ที่จริงหากไม่มีอุปกรณ์สนามชีวภาพช่วย ผู้ชมทั่วไปก็คงดูได้แค่ระดับนี้เท่านั้นเพราะพอเข้าสู่ระดับขีดจำกัดที่สาม การเคลื่อนไหวก็เร็วเกินกว่าที่สายตาปกติจะจับตามองได้จนไม่มีอะไรให้ดูอีกแล้ว แต่ตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม
บรรยากาศในสนามตอนนี้ก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆมีนักสู้คู่ใหม่ขึ้นเวที และหนึ่งในนั้นเขารู้จักดีเป็นนักศึกษาภายนอกที่ชื่อเฉารุ่ยซึ่งเคยพบกันในลิฟต์วันนั้น
อีกคนหนึ่งที่จับคู่กับเฉารุ่ยก็คืออดีตนักศึกษาหลักที่เพิ่งถูกลดชั้นเป็นนักศึกษาภายนอกเมื่อต้นภาคเรียนนี้
ไม่รู้ว่าทั้งคู่จะประสานงานกันได้ดีแค่ไหน เพราะน่าจะเพิ่งเริ่มฝึกซ้อมร่วมกันไม่นาน แถมฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาคืออดีตนักโทษที่ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ
จากจังหวะการเคลื่อนไหว ดูเหมือนนักโทษทั้งสองมีประสบการณ์สูงและมั่นคงมาก สีหน้าเรียบนิ่ง แต่ในดวงตากลับแฝงความดุร้าย เห็นชัดว่าเคยผ่านการต่อสู้แบบนองเลือดมาก่อน ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
การประลองครั้งนี้หรือควรจะเรียกว่าการต่อสู้จริงๆก็คงจะมีผู้รอดแค่ฝ่ายเดียวหรือไม่ก็แค่หนึ่งคนเท่านั้น
ขณะที่เขากำลังชมการต่อสู้อยู่ จู่ๆแพลตฟอร์มที่เขาติดตามอยู่ก็มีการแจ้งเตือนจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะเดียวกันก็มีข้อความจากทางสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษส่งเข้ามาด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เขาหันไปสนใจทันที และเมื่อเปิดดูเขาก็ละสายตาออกจากเวทีประลองในทันที
จากข้อมูลที่ส่งมาระบุว่าเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน เว่ยอู่เซิงได้สังหารเป้าหมายอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้โดยสารจากเรือสำราญเช่นกันและยังถือเป็นเป้าหมายระดับสำคัญ
ตู้เกิง?
ใช่คนที่เคยถูกพูดถึงกันในแพลตฟอร์มหรือเปล่า?
เขาเคยดูประวัติของตู้เกิงอยู่คร่าวๆตอนนั้นเขาเองก็คิดว่าเว่ยอู่เซิงน่าจะไว้จัดการทีหลัง
แต่กลับลงมือแล้วเหรอ?
ตอนนี้กระดานสนทนาในแพลตฟอร์มถึงกับระเบิดขึ้นเหมือนมีใครโยนระเบิดลงไป เป้าหมายที่ชื่อว่าตู้เกิง ซึ่งเดิมทีถูกจัดให้น่าจะเป็นคนสุดท้ายที่เว่ยอู่เซิงจะลงมือด้วย กลับถูกฆ่าอย่างง่ายดาย!?
ทั้งที่ยังมีคนอีกมากที่รออยู่แท้ ๆ แต่การกระทำแบบนี้ทำให้ลำดับการคาดเดาและเดิมพันที่เคยตั้งไว้ต้องพังทลายทั้งหมด
โพสต์ยอดนิยมที่สุดตอนนี้ คือภาพถ่ายศพของตู้เกิงที่หัวถูกบดแหลก ภาพของหัวหน้าศาลเจ้ากับผู้ช่วยอีกหลายคนที่ร่างถูกทุบจนเละไปทั้งตัวจำแทบไม่ได้ว่าเป็นใคร
คนส่วนใหญ่ที่ดูผ่านอุปกรณ์หยินหยางต่างก็ขนลุกไปตามๆกัน
แต่หลังจากนั้นก็เกิดคำถามใหม่ขึ้น เว่ยอู่เซิงจะไปล่าใครต่อ?
ผู้คนต่างรีบจัดลำดับเดิมพันกันใหม่ จากเดิมที่เฉินชวนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ยี่คนอื่นๆอยู่ในลำดับค่อนข้างท้าย ตอนนี้กลับถูกเลื่อนลงไปอีกเพราะดูเหมือนเว่ยอู่เซิงเปลี่ยนรูปแบบการลงมือไปแล้ว
ยังไม่ทันที่กระแสความวุ่นวายในแพลตฟอร์มจะจางลง ข้อความหนึ่งที่ไม่คาดคิดก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ดึงดูดความสนใจของทุกคน
นักล่าค่าหัว "จั๋วซือเต้า" โพสต์ข้อความว่า
“ฉันเจอเขาแล้ว!”
เฉินชวนเห็นข้อความนี้แล้วสายตาก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ข้อความของอีกฝ่ายมีเพียงแค่นี้ ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเลย อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่าสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษน่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วแน่นอน
เขาครุ่นคิดในใจว่า ถ้าเว่ยอู่เซิงถูกจัดการไปเสียตอนนี้มันจะส่งผลกระทบกับตัวเขาหรือไม่?
คำตอบคือ...ไม่
เพราะสิ่งที่เขาต้องจัดการคือ "ความรู้สึกค้างคาใจที่มีต่อคนผู้นั้น" ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้ลงมือเอง หากได้ลงมือเองแน่นอนว่าย่อมดีที่สุด แต่ถ้าคนอื่นจัดการให้ได้ก็ถือว่าเรื่องจบ เขาจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นได้ทันที
หลังจากนี้ก็แค่รอดูผลลัพธ์จากทางโน้นว่าจะเป็นเช่นไรเท่านั้น
(จบบท)