- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 334 ประกาศจับ
บทที่ 334 ประกาศจับ
บทที่ 334 ประกาศจับ
หลังจากที่พวกคนของแก๊งไท่เสี่ยนถูกหน่วยลาดตระเวนของเมืองสกัดไว้ได้แล้วตลอดเส้นทางหลังจากนั้นเฉินชวนก็ไม่เจอสิ่งใดขัดขวางอีก
เมื่อขับรถออกจากเขตหงเซิ่ง เขาก็ยืนยันกับอู๋เป่ยว่าไม่มีใครตามร่องรอยจากอุปกรณ์หยินหยางของเขาอีกแล้ว จากนั้นจึงติดต่อไปยังลุงฉี
“ลุงฉี คนร่วมงานของลุงคนนั้นผมช่วยไว้ไม่ทัน ตอนที่ไปถึงตรงนั้นก็ไม่เหลือใครรอดชีวิตแล้ว”
ลุงฉีถอนหายใจเสียงดังพลางพูดด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า
“สามีของเธอตายไปตั้งหลายปีแล้ว บ้านก็มีแค่ลูกอายุแค่สิบขวบ เรื่องนี้เธอรับงานนอกโดยปกปิดไม่ให้บริษัทรู้ พวกเราก็ไม่รู้กันเลย ไม่งั้นคงโทรบอกนายได้เร็วกว่านี้ บางทีอาจจะช่วยไว้ได้ทัน”
เฉินชวนพูดว่า
“ลุงฉี เอาข้อมูลเหตุผิดปกติที่รวบรวมมาตลอดช่วงนี้ส่งให้ผมที”
ลุงฉีมีสีหน้ากระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที
“ได้เลย”
เขาพูดต่อ
“เพื่อนร่วมงานในบริษัทรวมเงินกันได้ก้อนหนึ่งเพื่อเป็นค่าจ้าง ถึงจะไม่มากนักนายอาจจะไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่ช่วยรับไว้เถอะนะ”
เฉินชวนตอบตกลง
ผ่านไปสักพักลุงฉีก็ส่งข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่รวบรวมมาให้พร้อมกับค่าจ้างก้อนนั้น
ระหว่างนั้นก็มีการติดต่อเข้ามาอีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนของเมือง เขารับสายและไม่นานก็มีเสียงผู้หญิงที่ฟังดูสุภาพดังขึ้น
“คุณเฉิน คุณเป็นเจ้าหน้าที่สำรองของสำนักงานจัดการเหตุการณ์พิเศษ เราได้รับข้อความที่คุณส่งมาเมื่อบ่ายสองโมงสิบนาที ตามข้อมูลของคุณ เหตุผิดปกติที่ย่านนั้นได้รับการจัดการแล้ว ขอยืนยันว่าข้อความนี้ถูกต้องหรือไม่?”
เฉินชวนตอบว่า
“ครับ เหตุผิดปกติตรงนั้นได้รับการจัดการแล้วแน่นอน”
“ข้อมูลได้รับการบันทึกเรียบร้อย ขอบคุณสำหรับความร่วมมือค่ะ” หลังจากนั้นสายก็ถูกตัดไป
เฉินชวนมองตรงไปข้างหน้า เขารู้ดีว่าแม้สิ่งลี้ลับจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่คนในพื้นที่นั้นยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอื่นอยู่ พวกแก๊งไท่เสี่ยนอาจสู้เขาไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถรีดไถพวกชาวบ้านได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาทำได้ก็มีเท่านี้ บางเรื่องเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
เมื่อกลับถึงอาคารสำนักงานใหญ่ของสถาบันลี้ลับอย่างราบรื่น เขาไปล้างตัวก่อนจากนั้นก็หยิบวัตถุคงเหลือจากสิ่งลี้ลับมาดู
ต้นไม้ประหลาดต้นนี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งลี้ลับที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ วัตถุคงเหลือนี้ก็พิเศษมากเช่นกัน ข้อมูลบันทึกแทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกัน บางทีอาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้
เขาคิดได้แบบนั้นจึงเก็บมันไว้อย่างดี
กลับมานั่งที่โซฟาแล้วเขาวางมือบนอุปกรณ์หยินหยาง เปิดดูข่าวสารเกี่ยวกับเหตุผิดปกติที่ลุงฉีส่งมา
ลุงฉีทำงานละเอียดมาก เขาจัดลำดับความรุนแรงของเหตุการณ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาไว้อย่างดี โดยเรียงลำดับจากผลกระทบที่รุนแรงและระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดลงมา
ด้วยวิธีนี้เฉินชวนจึงสามารถเลือกจัดการเฉพาะเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างเท่านั้น เพราะเขาไม่มีทางจัดการได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว
หลังจากอ่านไปสักพักเขาก็ตัดสินใจเลือกเป้าหมายหนึ่งไว้ในใจ ตั้งใจว่าจะหาเวลาลงพื้นที่ตรวจสอบ
เขาหยิบธูปหอมกับยาออกมา จุดไฟพร้อมสวดมนต์เพื่อเข้าสู่สมาธิ เมื่อฟื้นสติขึ้นอีกครั้งก็เป็นเช้าวันถัดมา
หลังจากนั้นเขาก็ออกไปจัดการกับสิ่งลี้ลับต่างๆที่อาจมีอยู่ พอจัดการเสร็จก็กลับมากินยาแล้วฝึกฝนต่อ ทำเช่นนี้ต่อเนื่องถึงสองวัน จากนั้นก็ซื้อบริการต่อสู้ฝึกซ้อมและไปซ้อมกับหงฝูอีกครั้ง วนซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาเจอกับสิ่งลี้ลับ อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่เขาพบว่ามีชาวบ้านหลายคนมารวมตัวกันประกอบพิธีกรรมลัทธิก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับ เขาจึงไม่เข้าไปยุ่งแล้วเดินจากไป
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่ 29 มิถุนายน
หลังจากที่เฉินชวนฝึกนั่งสมาธิเสร็จในวันนี้ เขารู้สึกว่าคงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในวันนี้ พอลองนึกดูจึงหันไปมองตู้ฟักไข่ที่วางอยู่ตรงมุมผนัง
ตามที่โฉวหานตันเคยบอกไว้ ไข่ในนั้นน่าจะฟักภายในสามสิบวัน ตอนนี้เวลาก็ใกล้ครบแล้ว แต่ดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร
เขาไม่ได้ไปใส่ใจมากนัก หยิบดาบเสวี่ยจวินขึ้นมาแล้วเดินไปยังห้องฝึกส่วนตัว
“หงฝู ฉันขอใช้บริการฝึกซ้อมของวันนี้”
แต่หลังจากที่เขาเดินออกไป ไข่ในตู้ฟักกลับสั่นไหวขึ้นเบาๆ
สามชั่วโมงต่อมาเฉินชวนเดินออกมาจากห้องฝึก เขาวางดาบเสวี่ยจวินไว้บนแท่น วางสายตาไปที่ปฏิทินในอุปกรณ์หยินหยาง
เหลือเวลาอีกแค่วันเดียวก็จะปิดภาคเรียนแล้ว หลังจากนั้นนักศึกษาจะได้หยุดยาวสองเดือน แต่หากใครอยากอยู่หอพักต่อก็ยังสามารถทำได้
ในปีก่อนๆนักศึกษาชั้นปีหนึ่งที่ยังอยู่ในช่วงเติบโตส่วนใหญ่มักเลือกจะอยู่ต่อ เพราะศูนย์กลางเมืองคือสถานที่ที่มีทรัพยากรมากที่สุด
เวลาสองเดือนถือว่าไม่น้อย ถ้าใครพลาดช่วงนี้ไปก็ตามคนอื่นไม่ทันอีกเลย พวกเขาต้องใช้เวลานี้อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะปีนี้ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมีนโยบายใหม่หลายข้อ ถ้านักศึกษาคะแนนตกลงไปอยู่ท้ายสุดอาจจะถูกลดสถานะเป็นนักศึกษาภายนอก ซึ่งทำให้ใครหลายคนไม่กล้าออกไปไหนเลย
เฉินชวนคำนวณจากที่เฉากุยซีประเมินไว้ เขาน่าจะใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองเดือนก็จะสามารถทะลวงไปถึงขีดจำกัดที่สามได้ ตอนนี้เวลาผ่านมาเกือบเดือนแล้ว
เขารู้สึกได้ว่าช่วงนี้ประสาทสัมผัสของเขาไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การควบคุมร่างกายก็แม่นยำขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าทุกวันมีแต่พัฒนาการ
ช่วงเวลาต่อจากนี้จะสำคัญที่สุด เขากำลังเข้าสู่ช่วงเร่งทะลวงขีดจำกัดที่สามอย่างเต็มที่
กระบวนการนี้ต้องใช้ยาในปริมาณมากและยังต้องมีคู่ซ้อมที่แข็งแกร่ง เขาไม่มีทางหยุดกลางคันได้ ดังนั้นถ้าจะกลับไปยังหยางจือก็ต้องรอให้เขาทะลวงผ่านขีดจำกัดที่สามก่อน ตอนนี้ก็ได้บอกครอบครัวไว้ล่วงหน้าแล้วว่าช่วงปิดเทอมนี้อาจจะกลับช้าหน่อย
เขานั่งลงบนโซฟาตั้งใจจะดูข่าวในช่องขอบเขตเพื่อผ่อนคลาย ดูไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็เห็นสัญลักษณ์ของถานจื้อกระพริบขึ้นมา เขาจึงกดรับสาย
“เฉินชวน อีกสองวันก็ปิดเทอมแล้ว นายมีแผนจะไปไหนไหม? จะกลับบ้านหรือเปล่า?”
เฉินชวนตอบว่า
“ฉันคงต้องอยู่ต่อที่มหาวิทยาลัยอีกสักพัก”
ถานจื้อถอนหายใจ
“เฮ้อ ฉันก็คิดแบบเดียวกับนาย รู้ไหม รอบนี้มีนักศึกษาสองคนที่คะแนนประเมินต่ำสุดถูกลดสถานะเป็นนักศึกษาภายนอกไปแล้วนะ”
เฉินชวนถามขึ้นว่า
“โอ้? ไวจัง?”
“ใช่ไหมล่ะ ฉันนึกว่าจะเริ่มใช้กฎใหม่นี่ตอนเปิดเทอมหน้าเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะบังคับใช้เร็วขนาดนี้ คนสองคนนั้นน่าสงสารจริงๆ บางทีพวกเขาอาจจะเข้าร่วมการแข่งขันบนเวทีประลองรอบนี้ก็ได้
แต่รอบนี้ว่ากันว่าเวทีประลองจะสนุกมาก ไหนๆนายก็ยังไม่รีบไปไหน งั้นตอนนั้นเราไปดูด้วยกันเถอะ ครั้งนี้จะชวนพานเสี่ยวเต๋อกับฉีฮุ้ยซินไปด้วย พวกเขาสองคนอัดอั้นกันมาหลายวันแล้ว”
เฉินชวนพูดว่า
“ถานจื้อ แล้วถ้าเว่ยอู่เซิงยังวนเวียนอยู่แถวนี้ นายไม่กลัวจะเจอเขาเหรอ?”
ถานจื้อกลับตอบอย่างสบายใจ
“เว่ยอู่เซิงไม่ได้โผล่มาหลายวันแล้วนะ ช่วงนี้เขาคงไม่กล้าออกมาเพราะมีคนลงประกาศจับเขาไว้ในแพลตฟอร์มใต้ดิน คนที่ลงเงินน่าจะเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเรือสำราญวันนั้น แถมยังเปิดสิทธิ์ให้ทุกคนสามารถเพิ่มเงินรางวัลได้อีก ฉันก็เข้าไปเพิ่มไว้เหมือนกัน…”
เฉินชวนฟังเขาอธิบายต่อ เนื่องจากเว่ยอู่เซิงฆ่าคนอย่างต่อเนื่องและการล้อมจับครั้งก่อนของสำนักงานจัดการเหตุการณ์พิเศษก็ล้มเหลว นักสู้ที่เหลืออยู่ย่อมไม่ยอมรอเฉย เพราะใครจะขึ้นเรือสำราญได้ก็ต้องมีเส้นสายหรือมีฐานะ ดังนั้นจึงมีคนลงประกาศจับเว่ยอู่เซิงไว้บนแพลตฟอร์มหนึ่ง
และเพราะเงินรางวัลในครั้งนี้สูงพอสมควรทำให้ตอนนี้มีนักสู้ฝีมือดีในโลกใต้ดินออกเคลื่อนไหวมากมาย และต่างก็เร่งหาตัวเว่ยอู่เซิง
เขาคิดในใจ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงนี้แทบไม่มีข่าวเกี่ยวกับเว่ยอู่เซิง บางทีแม้จะบาดเจ็บจากครั้งก่อนก็ไม่น่าจะฟื้นตัวช้าแบบนี้ ที่แท้เป็นเพราะเรื่องนี้เอง
ถานจื้อพูดขึ้นอีกว่า
“ได้ยินมาว่าคนที่รับงานนี้มีหลายคนที่เป็นนักล่าค่าหัวชื่อดัง อย่างเช่นพี่น้องตระกูลเป๋ย, จั๋วซือเต้า, หานเหล่าเมา แบบนี้เว่ยอู่เซิงจะมีเวลามายุ่งกับพวกเราได้ยังไง?
อีกอย่างรอบนี้ศูนย์กลางเมืองจัดเวทีประลองขึ้น มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา อาจารย์ของมหาวิทยาลัยอู่ยี่เองก็จะไปกันหลายคน ต่อให้เว่ยอู่เซิงกล้าขนาดไหนก็คงไม่กล้าทำเรื่องบ้าๆที่นั่นหรอกวางใจได้เลย”
เฉินชวนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ช่วงนี้ฉันคงไม่มีเวลา เพราะรู้สึกว่าตัวเองอาจจะใกล้พัฒนา เลยต้องรีบฝึกให้มากขึ้น”
“โอ้? นายเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็วของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์แล้วงั้นเหรอ?”
เสียงของถานจื้อดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว การพัฒนาฝีมือของนักสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่ต้องค่อยๆ สะสม แต่มียกเว้นอยู่หนึ่งกรณี นั่นก็คือช่วงเติบโตอย่างรวดเร็วของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ หากเข้าสู่ช่วงนี้และมีการลงทุนที่เพียงพอก็สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
คนที่มีพรสวรรค์ไม่เพียงแต่มีจำนวนช่วงเติบโตมากกว่าคนอื่น ระยะเวลาก็ยังยาวนานกว่าด้วย และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่นักสู้แต่ละคนมีฝีมือต่างกัน
แต่เมื่อคิดว่าเฉินชวนอายุน้อยกว่าเขาเกือบสองปี แล้วตัวเขาเองในวัยนี้ก็เคยมีช่วงเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกันก็ดูเป็นเรื่องปกติ
เฉินชวนตอบว่า
“น่าจะใช่”
ถานจื้อพูดอย่างจริงจังว่า
“ถ้าเป็นอย่างนั้น นายห้ามพลาดเด็ดขาดนะ นี่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเราโดยตรงเลย เอาเป็นว่ายังไงช่วงปิดเทอมก็ยาวอยู่แล้ว เวทีประลองจะจัดต่อเนื่องไปถึงกันยายน นายว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยนัดอีกทีก็ได้”
เฉินชวนตอบตกลง
หลังจากวางสายแล้วเขาก็เปิดช่องข่าวสารดูต่อ และจงใจค้นหาหัวข้อเกี่ยวกับเว่ยอู่เซิงก็พบว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเว่ยอู่เซิงคงไม่สามารถก่อปัญหาอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่การเดิมพันเกี่ยวกับเขาบนแพลตฟอร์มก็ไม่มีใครเพิ่มยอดแล้ว
แต่เฉินชวนกลับรู้สึกแปลกๆในใจ ยังไงก็รู้สึกว่าสถานการณ์อาจจะไม่ง่ายขนาดนั้น
ในย่านสี่แยกตรงข้ามกับโรงแรมที่เคยเป็นสถานที่เกิดเหตุผิดปกติ บนดาดฟ้าอาคารแห่งหนึ่งเด็กชายคนหนึ่งกำลังยืนกลับหัวโดยใช้มือยันพื้นอยู่ เหงื่อไหลหยดลงกับพื้นจนกลายเป็นแอ่ง แต่เขายังคงกัดฟันฝืนไว้
ชายคนหนึ่งยืนมองอยู่ข้างๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะอยู่ไม่กี่วันแล้วไป แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขากลับยังไม่ยอมจากไปจนถึงตอนนี้
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ชายคนนั้นพูดว่า
“พอได้แล้ว”
เด็กชายลดขาลงแล้วทรุดฮวบลงกับพื้น แต่เขาก็ยังฝืนลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วทำตามที่ชายคนนั้นสั่ง ปรับลมหายใจของตนเองพร้อมนวดเคาะร่างกายไปด้วย
ชายคนนั้นยืนกอดอกมองอยู่แล้วพูดว่า
“ไม่คิดเลยนะ ว่าแกจะเป็นคนมีพรสวรรค์ ทำให้ฉันนึกถึงศิษย์น้องคนหนึ่งเลย เจ้าหนู แกอยากเป็นอะไรในอนาคต?”
เด็กชายเงยหน้าพูดด้วยแววตามุ่งมั่นว่า
“ผมอยากติดตามคุณครับ!”
ชายคนนั้นพูดว่า
“แก? ยังไม่มีคุณสมบัติพอ”
สีหน้าของเด็กชายแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังทันที
ชายคนนั้นพูดว่า
“ฉันจะไปจากที่นี่ในอีกไม่นาน ถ้าแกยังอยากฝึกต่อก็ไปที่แก๊งเทียนชู้แล้วไปหายู่หงหมิง บอกว่าเป็นฉันแนะนำมา เขาจะสอนให้แกได้”
ดวงตาของเด็กชายเปล่งประกายทันที
“ผมยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร”
“ฉันเหรอ...”
แต่ในตอนนั้นเองเสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนดังกังวานก็ดังขึ้นจากอาคารฝั่งตรงข้าม
“เว่ยอู่เซิง เจอตัวแกแล้ว ออกมา แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก!”
เว่ยอู่เซิงชะงักเล็กน้อยก่อนพูดช้าๆว่า
“พี่น้องตระกูลเป๋ยงั้นเหรอ? ฉันรอพวกแกมานานแล้วนะ กว่าพวกแกจะหาเจอ ช้าไปมากจริงๆ”
เขาหมุนคอส่งเสียงดังกรอบแกรบ แล้วถอดค้อนที่ห้อยอยู่ข้างเอวออก เดินตรงไปยังทิศทางนั้น พร้อมพูดว่า
“ไอ้หนู ถ้าอยากมีชีวิตรอด ก็รีบหนีไปให้ไกล”
(จบบท)