เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 318 คำร้องขอ

บทที่ 318 คำร้องขอ

บทที่ 318 คำร้องขอ


เมื่อได้ยินดังนั้นหลูฟางก็อดถามไม่ได้ว่า

“หน้าของเธอผ่านการปรับแต่งมาเหรอ? อู๋เป่ย พอจะยืนยันได้ไหม?”

อู๋เป่ยตอบว่า

“ผมไม่รู้ว่าเดิมเธอหน้าตาเป็นยังไง แต่โครงกระดูกกับสัดส่วนของใบหน้าเธอถูกปรับแต่งมาแน่ๆ และยังใช้ใยประสานของร่างแฝงช่วยปรับรูปหน้าอีกด้วย

ผมเคยได้ยินคนในบ้านพูดว่ามีบางบริษัทสามารถปรับแต่งหุ่นมนุษย์ให้เหมือนกับบุคคลบางคน หรือให้ตรงกับรสนิยมส่วนตัวของลูกค้าได้”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้หลูฟางก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขาหันไปมองเด็กสาวคนนั้นด้วยสายตาเวทนาเล็กน้อยแล้วหันกลับมาพูดกับเฉินชวนว่า

“ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เธออาจจะไม่ใช่น้องสาวของรุ่นพี่เสิ่นจริงๆ แต่อาจจะเป็นแค่หุ่นมนุษย์ที่จ้าวเชียนสั่งทำขึ้นให้เหมือนกันก็ได้ บางทีเขาอาจแค่ต้องการทำให้เสิ่นเจิ้งอับอายหรืออาจจะพยายามเลียนแบบใครบางคน?”

เฉินชวนเองก็คิดถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้นเด็กสาวที่เรียกตัวเองว่า “หมายเลขสิบสาม” คนนี้ หน้าตาก็อาจจะถูกออกแบบให้เลียนแบบน้องสาวของเสิ่นเจิ้ง

แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือน้องสาวของเสิ่นเจิ้งถูกจ้าวเชียนพาตัวไปเองแท้ๆ แล้วทำไมเขาต้องลงทุนทำหุ่นที่หน้าคล้ายเธออีกล่ะ?

หรือระหว่างนั้นเกิดอะไรบางอย่างขึ้น?

เขาคิดแล้วก็ถามว่า

“จ้าวเชียนเคยพูดไหมว่าเธอเหมือนใคร?”

เด็กสาวพูดเบาๆว่า

“คุณชายจ้าวเคยบอกว่าฉันคล้ายใครบางคน แต่ไม่เคยบอกว่าเป็นใคร”

หลูฟางพึมพำว่า

“บางทีนั่นแหละ อาจจะใช่แล้ว”

เฉินชวนพูดว่า

“รุ่นพี่ บ้านหลังนี้อาจจะมีเบาะแสอะไรอีก เราลองแยกกันค้นดูก่อนเผื่อจะเจออะไรบ้าง”

หลูฟางพยักหน้า

เฉินชวนหันไปถามเด็กสาวว่า

“เธอพอจะรู้ไหมว่าที่นี่มีตรงไหนเป็นพิเศษ?”

เด็กสาวตอบว่า

“ชั้นสาม ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีห้องหนังสืออยู่ คุณชายจ้าวไม่เคยให้ฉันเข้าใกล้”

หลูฟางเห็นว่าเธอตอบคำถามทุกอย่างได้โดยไม่ลังเลก็หันไปพูดกับอู๋เป่ยว่า

“เธอแทบไม่มีอาการต่อต้านเลย?”

อู๋เป่ยตอบว่า

“บริษัทใหญ่ๆมักจะมีร่างแฝงฝังระบบโปรแกรมควบคุมพฤติกรรม ใช้ร่วมกับเทคนิคสะกดจิต เพื่อล็อกตรรกะการกระทำของหุ่นมนุษย์ไว้ล่วงหน้า แต่บริการพวกนี้ยิ่งซับซ้อนก็ยิ่งแพง จ้าวเชียนอาจไม่ได้สั่งบริการแบบนั้นก็ได้”

หลูฟางพยักหน้าเข้าใจแล้วเขาก็ชี้ไปที่ชายที่นอนอยู่บนพื้น

“แล้วเขาเป็นใคร?”

เด็กสาวตอบว่า

“เขาเป็นคนที่คุณชายจ้าวให้มาดูแลบ้านหลังนี้ ชื่อว่า ‘จ้าวเอ๋อร์’”

หลูฟางถามต่อว่า

“แล้วอาหารพลังงานที่ส่งมาทุกวันล่ะ เป็นเขาสั่งหรือเปล่า?”

เด็กสาวพยักหน้า

หลูฟางถามต่ออย่างสงสัย

“แล้วทำไมไม่สั่งครั้งละมากๆไปเลยล่ะ?”

“เพราะคุณชายจ้าวจะโอนเงินให้เขาทุกวันแบบจำกัด พอดีกับค่าอาหารต่อวันเท่านั้น พวกเราไม่มีสิทธิ์ติดต่อคุณชายจ้าวโดยตรงต้องรอคำสั่งจากเขาอย่างเดียว”

หลูฟางถอนหายใจ เมื่อเป็นแบบนี้ก็นับว่าเธอทั้งสองเป็น “เครื่องมือ” อย่างแท้จริง และเพราะไม่สามารถติดต่อจ้าวเชียนเองได้ แม้จ้าวเชียนตายไปแล้วพวกเขาก็ยังคงอยู่ที่นี่ทำตามคำสั่งเดิมไปอย่างแข็งทื่อ

หลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้ว เฉินชวนกับหลูฟางก็หารือกันแล้วตัดสินใจแยกกันตรวจค้น หลูฟางดูแลส่วนอื่น ส่วนเขาเดินขึ้นไปยังชั้นสามมาหยุดอยู่หน้าห้องที่เด็กสาวบอกไว้

กลอนประตูด้านนอกไม่สามารถขวางเขาไว้ได้ เขาแค่ดันเบาๆก็สามารถปลดล็อกได้แล้วเดินเข้าไป

สิ่งแรกที่เห็นในห้องคือพืชชนิดหนึ่งที่ทอดตัวจากพื้นจรดเพดาน

เสียงของอู๋เป่ยดังขึ้นว่า

“นั่นคือต้นไม้รบกวนสนามชีวภาพ ต้นนี้เป็นของบริษัทอู่เมี่ยน เรียกว่า ‘เซียนเหรินจั่ง’ เป็นผลิตภัณฑ์ระดับกลาง สามารถปล่อยสัญญาณสนามชีวภาพได้ห้ารูปแบบและเปลี่ยนทุกหกวันเป็นรอบๆ”

เฉินชวนเหลือบตามองแล้วกวาดสายตาสำรวจภายในห้องก็พบประตูซ่อนที่ฝังอยู่ข้างผนัง เขาเดินไปเปิดออกแล้วพบว่าด้านในคือห้องเก็บของขนาดเล็ก มีปืนหลากรุ่นแขวนไว้บนผนังโดยห่อด้วยฟิล์มใสแบบดึงออกได้ทันที

ด้านในสุดของห้องมีตู้เหล็กอยู่หนึ่งใบ เขาลองเปิดดูแล้วพบว่าไม่ได้ล็อก เขาเปิดออกพบว่าด้านในมีลิ้นชักสามแถว

ในลิ้นชักแถวแรกบรรจุธนบัตรและเหรียญสำรองอยู่จำนวนหนึ่ง กะด้วยสายตาน่าจะมีอยู่ราวๆสามถึงสี่พัน

ลิ้นชักที่สองเก็บเอกสารบางอย่างเป็นบันทึกกระดาษ เขาหยิบขึ้นมาดูพบว่าส่วนใหญ่เข้ารหัสไว้ แต่จากเอกสารอื่นๆที่วางอยู่ร่วมกันคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่

เขาเก็บมันกลับไปแล้วเปิดลิ้นชักที่สาม พบกล่องไม้แดงสวยหรูหนึ่งใบ เดิมคิดว่าน่าจะเก็บของสำคัญเอาไว้ แต่เมื่อเปิดออกกลับพบว่าเป็นสมุดลำดับวงศ์ตระกูลของตระกูลจ้าว

เขาหยิบขึ้นมาเปิดดูพบว่าด้านในจดบันทึกไว้ว่าบรรพบุรุษของตระกูลจ้าวเคยเป็น “แม่ทัพผู้จงรักภักดี” ในยุคเก่า สายหนึ่งของตระกูลได้ย้ายถิ่นมาอยู่ที่หยางจือทาวน์ ซึ่งต่อมากลายเป็นเมืองหยางจือ

ก่อนการปฏิวัติพลังงานชีวภาพ ที่ดินทั้งหมดของเมืองเดิมเป็นของตระกูลจ้าว แต่เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ ตระกูลจ้าวไม่ได้ยึดติดกับผลผลิตจากที่ดิน แต่หันไปทำการค้าระหว่างประเทศแทน

ในช่วง “การบุกเบิกครั้งใหญ่” ตระกูลจ้าวให้การสนับสนุนและประสานงานกับกองทัพอย่างเต็มที่จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้จัดหายุทโธปกรณ์พลเรือนรายใหญ่และได้ฟื้นสถานะทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ไม่กี่ปีต่อมาตระกูลจ้าวก็พ่ายแพ้ในการแข่งขันทางธุรกิจ และถูกโจมตีทางการเมืองอีกครั้ง จนต้องถอยกลับมายังเมืองหยางจือ กระทั่งภายหลังได้เชื่อมสัมพันธ์กับบริษัทโม่หลานจึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

เฉินชวนไล่อ่านไปอย่างคร่าวๆ แม้มันจะเป็นแค่สมุดลำดับวงศ์ตระกูล แต่เขากลับรู้สึกว่ามันไม่น่าจะธรรมดา เพราะมีบันทึกจำนวนมากเกี่ยวกับช่วงเวลาก่อน “การบุกเบิกครั้งใหญ่” สมัยเรียนมัธยม แม้จะเรียนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แต่ก็แค่สรุปแบบคร่าวๆเท่านั้น แต่ในสมุดเล่มนี้กลับละเอียดมาก เขาตัดสินใจเก็บมันกลับไปดูอีกครั้ง

ใต้กล่องใส่สมุดลำดับวงศ์ตระกูล มีแท่งโลหะรูปเสือที่ทำจากทองคำแท้ทั้งชิ้น สลักอักษรโบราณว่า “แม่ทัพผู้จงรักภักดี”

นี่เป็นของที่เคยเป็นของแม่ทัพผู้นั้นในอดีตงั้นเหรอ? แต่ในสมุดลำดับวงศ์ตระกูลระบุไว้ว่า สายของตระกูลจ้าวในเมืองหยางจือเป็นเพียงหนึ่งในหลายสาขา แล้วของชิ้นนี้มาอยู่ในมือจ้าวเชียนได้อย่างไร?

ขณะเขากำลังคิดอยู่นั้น เสียงตื่นเต้นของหลูฟางก็ดังออกมาทางอุปกรณ์หยินหยางว่า

“น้องเฉิน มาดูนี่สิ”

เฉินชวนวางของลงแล้วเดินออกมา มาถึงห้องนอนชั้นสองเห็นหลูฟางกำลังถือรูปถ่ายอยู่ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก็ยื่นรูปให้

เฉินชวนรับมาดูเห็นเป็นภาพถ่ายของเด็กหญิงอายุราวสิบขวบ ใบหน้าของ “หมายเลขสิบสาม” คล้ายกับเด็กในภาพอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบดีๆแล้วก็ยังเห็นชัดว่าเป็นคนละคน ใบหน้าของเด็กในภาพกลับคล้ายกับรูปถ่ายของน้องสาวของเสิ่นเจิ้งที่เขาเคยเห็นมากกว่า

หลูฟางพูดว่า

“ดูจากวันเวลาในภาพ เป็นภาพเมื่อสี่ปีก่อน”

เฉินชวนพูดว่า

“สี่ปีก่อน…ก็คือปีที่รุ่นพี่เสิ่นเกิดเรื่องสินะ?”

“ใช่” หลูฟางกล่าวเสียงหนักแน่น

“น้องสาวของรุ่นพี่ก็ถูกจ้าวเชียนพาตัวไปเมื่อสี่ปีก่อน เด็กผู้หญิงในภาพนี้อายุก็ตรงกับช่วงเวลานั้น น่าจะเป็นภาพของน้องสาวรุ่นพี่แน่ๆ”

เฉินชวนมองฉากหลังของภาพด้วยความคุ้นตา สถานที่ในภาพน่าจะเป็นโรงงานร้างของสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่ใช้วางแผนต่อต้านเสิ่นเจิ้ง ซึ่งก็ตรงกับสถานที่อีกเช่นกัน แสดงว่าตัวตนนั้นสามารถยืนยันได้แน่นอน

เขาพูดว่า

“ลองหาต่อดูว่ามีเบาะแสอื่นอีกไหม”

หลูฟางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

แต่น่าเสียดายหลังจากนั้นพวกเขาค้นหาทั่วทั้งตึกและสอบถามเด็กสาวซ้ำอีกหลายรอบก็ยังไม่พบเบาะแสอื่นที่เป็นประโยชน์

เฉินชวนเสนอว่าควรพอแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้ เพราะจ้าวเชียนทิ้งบันทึกรหัสไว้บางส่วน บางทีอาจจะถอดความออกได้บ้าง หลูฟางก็เห็นด้วย

สำหรับ “หมายเลขสิบสาม” และ “จ้าวเอ๋อร์” จะปล่อยตัวตอนนี้ก็ไม่เหมาะสม หลูฟางจึงอาสาอยู่เฝ้าทั้งสองไว้

เฉินชวนเห็นดังนั้นเพื่อความปลอดภัย เขาจึงตกลงรหัสลับสำหรับติดต่อกันไว้กับอีกฝ่าย แล้วเก็บของมีค่าบางอย่างติดตัวกลับไปยังอาคารสถาบันลี้ลับ

วันถัดมาเขาแวะไปหาเกาหมิงก่อนแล้วมอบสมุดรหัสและเอกสารบางส่วนที่อาจเกี่ยวกับบริษัทเลียนเวยจ้งยวี่ให้ฝ่ายนั้นช่วยตรวจสอบที่มา

จากนั้นเขาก็เดินทางไปยังบ้านของอาจารย์เจิ้งเพื่อฝึกซ้อมตามปกติ

ระยะหลังมานี้ทุกครั้งที่เขามาฝึกซ้อมจะได้ประลองจริงกับเจิ้งถงถง ตั้งแต่ตอนแรกที่ถูกกดดันฝ่ายเดียวจนตอนนี้สามารถสู้ตอบโต้ได้อย่างสูสี

ครั้งนี้ยิ่งต่างไปจากเดิม กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของเขาแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการทุ่มทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งประสาทสัมผัสที่เฉียบคมยิ่งขึ้นทำให้แม้ในสภาพที่ยังไม่เร่งเร้าเต็มที่ เขาก็สามารถตอบสนองและเคลื่อนไหวได้เร็วทันกับจังหวะของเจิ้งถงถง

ทั้งสองต่างประมือกันอย่างมั่นคง ไม่มีใครเปิดช่องโหว่ให้อีกฝ่ายได้เปรียบ ทั้งวันพวกเขาสู้กันต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักเลย

ด้วยความแข็งแกร่งและความอดทนของพวกเขา แม้จะต่อสู้ไปอีกหลายวันก็ยังไหว ซึ่งหากทำเช่นนั้นก็คงกลายเป็นการแข่งขันด้านความอึดไปในที่สุด

แม้การฝึกแบบนั้นจะมีประโยชน์ต่อการขัดเกลาทักษะ แต่ก็ไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากนัก ทั้งคู่จึงราวกับนัดกันไว้ เริ่มเพิ่มความเร็วในการออกดาบและความรุนแรงในการฟาดฟัน ภายในเวลาไม่กี่สิบวินาทีมีการปะทะกันนับร้อยครั้ง เสียงดาบและการกระทบกันดังสนั่นไปทั่วสนามฝึก

อาจารย์เจิ้งเห็นว่าความเร็วของทั้งสองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและแรงที่ใช้ก็หนักขึ้นมาก จึงรู้ว่าหากปล่อยให้ต่อสู้กันต่อไปจะยากที่หยุดได้ทัน เขาจึงหยิบดาบไม้ฝึกซ้อมขึ้นมาหนึ่งเล่มแล้วแทรกเข้าระหว่างช่องของท่าดาบทั้งสองฝ่ายได้อย่างพอดิบพอดี เพียงการสะบัดเบาๆก็สามารถสกัดอาวุธของทั้งคู่ให้เบี่ยงออกจากกันได้

เฉินชวนอาศัยจังหวะนั้นเก็บดาบกลับเข้าฝัก เขารู้สึกได้ทันทีว่าแรงสะท้อนจากดาบไม้นั้นส่งเขาและเจิ้งถงถงให้แยกออกจากกันอย่างพอเหมาะพอดี ทั้งเวลาและน้ำหนักมือล้วนแม่นยำไร้ที่ติ แม้เขาจะปลดปล่อยร่างให้สุดขีดก็ยังไม่อาจทำได้แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าในแง่ของเทคนิคตนเองยังมีหนทางอีกยาวไกล

อาจารย์เจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจว่า

“เฉินชวน วันนี้พอแค่นี้เถอะ เธอพัฒนาขึ้นมาก ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว แค่ขัดเกลาสิ่งที่เรียนมาให้ช่ำชองพอก็พอ ฉันแนะนำให้เธอกลับไปยื่นคำร้องขอสอบวัดระดับทักษะได้แล้ว”

เฉินชวนพยักหน้า ตอนนี้ก็เข้าสู่ต้นเดือนมิถุนายนแล้ว อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะสิ้นสุดภาคเรียน และระดับทักษะของเขาก็คงไม่สามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้ในเวลาสั้นๆ ดังนั้นจึงเหมาะที่จะยื่นสอบวัดผลแล้ว

หลังจากกล่าวลารุ่นพี่และอาจารย์เจิ้ง เขาก็ขับรถกลับไปยังอาคารสถาบันลี้ลับพร้อมทั้งติดต่อไปยังแพลตฟอร์มหลักของมหาวิทยาลัยอู่ยี่ผ่านอุปกรณ์หยินหยาง

“หงฝู ฉันขอสอบวัดผลทักษะประจำภาคเรียนนี้”

เสียงของหงฝูดังตอบกลับมา

“คำร้องได้รับแล้ว นักศึกษาเฉิน ตามช่วงเวลา ตอนนี้สามารถเลือกสอบได้ในวันที่ 5, 10 หรือ 25 มิถุนายน กรุณายืนยันวันสอบ”

เฉินชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง วันที่ 5 ก็คือพรุ่งนี้ เขาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไปจึงพูดว่า “ฉันเลือกสอบวันที่ 5 มิถุนายน”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 318 คำร้องขอ

คัดลอกลิงก์แล้ว